กฎคัดกรอง ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ บทพิสูจน์ฝีมือไทยรับมืออุตฯ อนาคต
กระแส Data Center ที่หลั่งไหลเข้าลงทุนประเทศไทยตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สูงถึง 750,000 ล้านบาท นำมาซึ่งร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์คัดกรองในแง่ความคุ้มค่าและประโยชน์ต่อประเทศไทย จึงถือเป็นสัญญาณสำคัญว่า จากเดิมที่การแข่งขันระหว่างประเทศมุ่งดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและผู้ให้บริการ Cloud ระดับโลก จะไม่ได้แข่งขันด้วยการเปิดรับทุกโครงการ แต่จะเลือกโครงการที่สร้างประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว ด้วยการกำหนดนโยบายระดับชาติที่เชื่อมโยงทั้งด้านเศรษฐกิจ พลังงาน ทรัพยากรนํ้า และสิ่งแวดล้อม
เน้นวัดที่คุณค่า-ไม่ใช่เม็ดเงิน

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักด้านการส่งเสริมการลงทุน ได้ประกาศชัดว่า จะปรับหลักเกณฑ์การพิจารณาโครงการให้สอดคล้องกับคณะกรรมการนโยบายชุดใหม่ เพื่อให้การลงทุน Data Center ในระยะต่อไปตอบโจทย์ประเทศมากกว่าการสร้างตัวเลขเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว โดย “นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์” เลขาธิการบีโอไอ อธิบายให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังมอง Data Center ในฐานะ “โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต” ที่ต้องบริหารด้วยหลักความมั่นคง ไม่ต่างจากระบบไฟฟ้า น้ำประปา หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เพราะศูนย์ข้อมูลไม่ได้เป็นเพียงอาคารที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์ แต่เป็นหัวใจของเศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนา AI การให้บริการ Cloud การเงินดิจิทัลโรงงานอัจฉริยะ ระบบสาธารณสุข และความมั่นคงทางไซเบอร์ของประเทศ
ช่วงปี 2567-2569 ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของการลงทุน Data Center ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อมูลของบีโอไอระบุว่า มีโครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมแล้ว 42 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 750,000 ล้านบาท และมีกำลังประมวลผล (IT Load) รวมประมาณ 3,400 เมกะวัตต์ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ไทยได้รับประโยชน์จากการลงทุนเหล่านี้มากเพียงใด เมื่อเทียบกับทรัพยากรที่ต้องใช้รองรับ โดยเฉพาะไฟฟ้าและน้ำ ด้วยเป็นโครงการที่เข้ามาเพียงตั้งอาคาร นำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศ ใช้ไฟฟ้าและน้ำจำนวนมาก แต่ไม่ได้สร้างการจ้างงาน ไม่ถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือไม่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมไทย ประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศได้รับอาจไม่สมดุลกับต้นทุนด้านทรัพยากร
ข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาไม่ได้อยู่ที่ว่าประเทศไทยควรมี Data Center หรือไม่ แต่เป็นคำถามที่ลึกกว่านั้น คือ ประเทศไทยควรเปิดรับ Data Center แบบใด และยิ่งตอกย้ำคำถามมากขึ้นเมื่อมีการพบเห็นการเปิดตัวจำนวนมากในพื้นที่กรุงเทพฯ และสมุทรปราการ อาจด้วยเหตุผลที่ว่าน้ำ ไฟ ระบบสื่อสารที่พร้อม ด้วยเหตุนี้บีโอไอจึงประกาศแนวคิดใหม่ว่าการประเมินโครงการในระยะต่อไปจะไม่ได้วัดเพียง “มูลค่าการลงทุน” แต่จะพิจารณาคุณค่าที่สร้างให้กับประเทศไทยในทุกมิติ
กติกาใหม่สแกนคุณภาพ
แนวทางที่บีโอไอกำลังศึกษาเพื่อเสนอให้คณะกรรมการนโยบายฯ พิจารณาครอบคลุมประเด็นสำคัญ คือ การสร้างประโยชน์ต่อประเทศ เป็นฐานสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย ไม่ใช่เป็นเพียงศูนย์รับฝากข้อมูลของต่างชาติ การพิจารณาจะครอบคลุมตั้งแต่การจ้างงานบุคลากรทักษะสูง การพัฒนาวิศวกรไทย การสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน การใช้สินค้าและบริการจากผู้ผลิตในประเทศ การตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา ตลอดจนการสร้างระบบนิเวศด้าน AI ที่เปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัย สตาร์ตอัพ และผู้ประกอบการไทยเข้าถึง Computing Power และบริการ Cloud ได้มากขึ้น
ขณะที่ความมั่นคงด้านพลังงานก็ต้องมี นี่คือประเด็นที่ถูกจับตามองมากที่สุด Data Center เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้น การอนุมัติโครงการใหม่จึงไม่ใช่เรื่องของการมีพื้นที่ก่อสร้างเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตอบคำถามว่าระบบไฟฟ้าของประเทศสามารถรองรับได้หรือไม่ ที่ผ่านมาคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้กำหนดหลักการสำคัญหลายประการ เช่น การแยกประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าของ Data Center ออกจากผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป การกำหนดอัตราค่าไฟให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และการกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องวางหลักประกันการขอใช้ไฟฟ้า เพื่อคัดกรองเฉพาะผู้ลงทุนที่มีความพร้อมดำเนินโครงการจริง และรัฐยังต้องการผลักดันให้ Data Center ใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ผ่านการส่งเสริม Green Data Center การใช้พลังงานหมุนเวียน และเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ประเด็นนี้เองที่เชื่อมโยงโดยตรงกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) และทิศทางการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบไฟฟ้า ซึ่งกำลังถูกปรับให้สอดรับกับความต้องการของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
อย่างไรก็ตาม แม้หลายบริษัทระดับโลกจะประกาศเป้าหมาย RE100 และต้องการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด แต่ในทางปฏิบัติระบบไฟฟ้ายังจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพไว้ควบคู่กัน การเพิ่มพลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนที่สูงขึ้น จึงต้องดำเนินไปพร้อมกับการลงทุนระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System: BESS) การพัฒนา Smart Grid และการรักษากำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าฐาน เพื่อให้ระบบสามารถจ่ายไฟได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง นี่คือเหตุผลที่การพิจารณาโครงการ Data Center ในระยะต่อไปจะไม่ได้มองเฉพาะตัวอาคารหรือมูลค่าการลงทุน แต่จะเชื่อมโยงกับแผนพลังงานของประเทศทั้งระบบ ตั้งแต่กำลังผลิตไฟฟ้า ระบบสายส่ง การใช้พลังงานสะอาด ไปจนถึงต้นทุนค่าไฟฟ้าในอนาคต
ไม่ปิดประตูรับ Data Center
ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน การแข่งขันดึงดูดการลงทุนของหลายประเทศมักเน้นสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเป็นหลัก แต่วันนี้โจทย์ของนักลงทุนเปลี่ยนไปอย่างมาก สิ่งที่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกต้องการไม่ได้มีเพียงสิทธิประโยชน์จากภาครัฐ แต่เป็นประเทศที่มีไฟฟ้าเพียงพอ มีพลังงานสะอาดรองรับ มีระบบน้ำที่มั่นคง มีกำลังคนด้านดิจิทัล และมีห่วงโซ่อุปทานครบวงจร การกำหนดกติกาใหม่ของประเทศไทย “ไม่ใช่การกีดกันนักลงทุน” แต่ประเทศไทยต้องกล้าที่จะชัดเจนและกล้าที่จะเลือกคุณภาพมากกว่าปริมาณการลงทุน บีโอไอกล้าที่จะบอกได้ว่า ประเทศไทยไม่ได้ปิดประตูรับ Data Center แต่กำลังยกระดับมาตรฐานการคัดเลือก เพื่อให้ทุกโครงการสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีได้จริง