หุ้นไทย 6 กลุ่มน่าลงทุน ครึ่งปีหลังเทรนด์ SET ขาขึ้น
หลังจากครึ่งปีแรกตลาดหุ้นไทยทำผลงานได้ดีเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ท่ามกลางปัจจัยภายนอกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ทำให้มีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้ามาจำนวนมาก หลังจากที่ติดลบมาต่อเนื่องช่วง 2-3 ปีหลังมานี้
ล่าสุด “ฉัตรชัย ทิศาดลดิลก” CFA, FRM ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทย ณ สิ้นเดือน ก.ค. 2569 SET Index ปิดที่ 1,623.64 จุด เพิ่มขึ้น 2% จากเดือนก่อนหน้า และ 28.9% จากสิ้นปี 2568 (YTD) โดยได้รับแรงหนุนจากเงินลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กลับมาทวีความรุนแรงขึ้น จนนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ส่งผลกระทบต่อกำลังการผลิตสำรองของโลก และผลักดันราคาน้ำมันขึ้นแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณแสดงความกังวลความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่ยังอยู่สูงกว่าเป้าหมาย สร้างแรงกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น
นอกจากนี้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลกเผชิญการปรับฐานหลังราคาได้สะท้อนการคาดหวังกำไรระดับสูงแล้ว ประกอบกับความกังวลเรื่องความคุ้มค่าของการลงทุนในเทคโนโลยี AI ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปสงค์การใช้ทรัพยากรประมวลผลให้ลดลง

“ตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัดจากการปรับฐานของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เนื่องจากมีองค์ประกอบของเซ็กเตอร์ที่หลากหลาย อีกทั้งมีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุนในหลายมิติ อาทิ การปรับเพิ่มประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2569 โดยกระทรวงการคลังจาก 1.6% สู่ระดับ 2.5% และการปรับเพิ่มประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยโดยนักวิเคราะห์มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นปี 2569”
นอกจากนี้มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของตลาดหุ้นไทยในเดือน ก.ค.ยังสูงสุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2565 อีกด้วย
ขณะที่สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยครึ่งปีหลังยังไปได้ต่อ ยังอยู่ในช่วง “ขาขึ้น” โดยมองเป้าหมายดัชนี SET ที่ 1,700 จุด และคาดว่าฟันด์โฟลว์จะเข้ามามากกว่า 1 แสนล้านบาท
“ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธาน FETCO ได้แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นี้ โดยมองว่า“หุ้นไทย” ยังเป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุน และมีหุ้น 6 กลุ่มที่นักวิเคราะห์มองว่าน่าลงทุน ได้แก่ 1.กลุ่มพลังงาน เนื่องจากความต้องการพลังงานโลกยังเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะจาก AI และภาคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันประเด็นความมั่นคงทางพลังงานก็เป็นวาระสำคัญของทุกประเทศ รวมถึงมีการลงทุนในพลังงาน ทั้งแบบดั้งเดิมและสะอาดเพิ่มขึ้นทั่วโลก

2.กลุ่มธนาคาร เนื่องจากเศรษฐกิจไทยทยอยฟื้นตัว หนุนคุณภาพสินทรัพย์และการเติบโตของสินเชื่อ ขณะเดียวกันฐานเงินทุนของแบงก์ไทยยังแข็งแกร่ง รองรับการขยายธุรกิจในระยะยาว รวมถึงการให้ผลตอบแทนเงินปันผลสูง
3.กลุ่มสื่อสารและ Digital Infrastructure โดยกระแส AI และ Cloud หนุนความต้องการ Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค ทั้งนี้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยังมีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว
“อย่าลืมว่าพวก Data Center ทุกอย่างมันต้องสื่อสาร เพราะถ้ามันสื่อสารออกไปข้างนอกไม่ได้ มันทำงานไม่ได้ ฉะนั้นกลุ่มเทเลคอมจะได้รับประโยชน์ทางอ้อมจาก AI จากดิจิทัลที่กำลังจะเกิดขึ้น ฉะนั้นสำคัญมาก ๆ เป็น Back Bone (กระดูกสันหลัง) เลย แล้วเทเลคอมไทยมีแค่ 2 เจ้า การแข่งขันไม่ดุเดือด แล้วก็จ่ายปันผลด้วย”
4.กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งได้ประโยชน์จากกระแสการย้ายฐานการผลิตและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยประเทศไทยเป็นฐานสำคัญของห่วงโซ่อุปทานใหม่ เช่น EV และเซมิคอนดักเตอร์
5.กลุ่มท่องเที่ยวและค้าปลีก จากการที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มฟื้นตัว ขณะเดียวกันก็ได้ประโยชน์จากมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ และกำลังซื้อภายในประเทศที่เริ่มฟื้น
“ท่องเที่ยวตอนนี้เริ่มดีขึ้น ถ้าไปดูการใช้จ่ายต่อหัวก็เริ่มดีขึ้น ถ้าไปห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ จะเห็นนักท่องเที่ยวตะวันออกลางเต็มไปหมด จีนอาจจะหายไปบ้าง แต่อาหรับมาเพียบเลย จากที่เขามีความไม่สงบ แล้วพวกนี้กำลังซื้อสูงด้วย”
“ประธาน FETCO” กล่าวอีกว่า สุดท้าย 6.หุ้นที่ได้ประโยชน์จาก Value Up / Jump+ จากบริษัทที่มีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพและโครสร้างธุรกิจ มีเงินสดแข็งแกร่ง และจ่ายผลตอบแทนน่าสนใจ

ฟาก “วิลาสินี บุญมาสูงทรง” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ระบุว่าในเดือน ส.ค. ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในลักษณะ Sideway Up โดยประเมินกรอบเคลื่อนไหวของดัชนีไว้ที่ 1,600-1,650 จุด ปัจจัยหนุนหลักมาจากบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงที่กลับมาผ่อนคลาย หลังสหรัฐประกาศยกเลิกแผนโจมตีอิหร่าน และการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว จะทำให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดให้เรือบรรทุกน้ำมันสามารถสัญจรได้อีกครั้ง
โดยในเดือน ส.ค.มีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม อาทิ การรายงานดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจและผู้บริโภค, การประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.), สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลข GDP ไตรมาส 2/2569 ในวันที่ 17 ส.ค., ตัวเลขการค้าระหว่างประเทศ และการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 4/2569 ในวันที่ 26 ส.ค. ส่วนต่างประเทศ ติดตามการรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและบริการของสหรัฐ, จีน, ญี่ปุ่น และอียู รวมถึงตัวเลขการจ้างงานและดุลการค้าของสหรัฐ