‘พราว-BNH’ ปั้นโมเดลใหม่ ที่อยู่อาศัย Longevity ครบวงจร
เปิดมุมมองผู้บริหารรุ่นใหม่ “พราวพุธ ลิปตพัลลภ” กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทพราว และบริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) และ “นพ.นพรัตน์ พานทองวิริยะกุล” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบีเอ็นเอช (BNH) ชวนทอล์กตลาดอสังหาฯ เวลเนส ที่กำลังเป็นเทรนด์มาแรงในขณะนี้ บนเวทีสัมมนา EXCLUSIVE MEETING ‘NEW TOURISM NEW ECONOMY: เจาะโอกาสเศรษฐกิจสุขภาพ พลิกอนาคตท่องเที่ยวไทย’ จัดโดยหนังสือพิมพ์มติชน เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569
บูมเวลเนส-สปอร์ตทัวริซึ่ม

“พราวพุธ” ฉายภาพว่า ธุรกิจอสังหาฯ แบบเวลเนส มีดีมานด์ชัดเจน ซัพพลายเกิดขึ้นได้ และมีผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง ทุกกลุ่มของผู้บริโภคให้ความสำคัญ ผู้สูงอายุจะพูดถึงวิถีชีวิตที่ยืนยาว กลุ่ม Baby Boomer หรือ Gen X โจทย์จะเป็นเรื่องทำอย่างไรให้มีสุขภาพดียาวนาน กลุ่ม Gen Y สนใจเรื่องชะลอวัย กลุ่ม Gen Zเน้นการบาลานซ์ไลฟ์สไตล์ และสปอร์ตเวลเนสมากขึ้น กลุ่ม Gen Alpha อาจจะไม่มีอำนาจการใช้จ่าย แต่เป็นหนึ่งในการตัดสินใจของพ่อแม่ อยากให้ลูกมีสุขภาพดีและเติบโตดีที่สุด ทำให้ผู้ประกอบการหันมาสร้างเวลเนสอีโคซิสเต็มให้มันเกิดขึ้นได้จริง ๆ ทั้งเรื่องวัฒนธรรม อาหาร เมดิคอล อินฟราสตรักเจอร์ที่มีอยู่แล้ว
มีการรีเสิร์ซการซื้อบ้านของผู้บริโภคในประเทศไทย 90% ให้ความสำคัญว่าจะดูแลสุขภาพของเขาได้ไหม อีก 29% บอกว่าเวลเนสจะเป็นปัจจัย 1 ใน 3 ในการเลือกซื้อบ้าน แต่ก่อนคนอาจพูดถึงโปรดักต์ โลเกชั่น แต่วันนี้คนเริ่มมองเรื่อง Longevity
อย่างโครงการคอนโดฯ “รมย์ คอนแวนต์” ที่เราร่วมกับโรงพยาบาล BNH เป็น Design Intent โลเกชั่นอยู่ตรงข้ามโรงพยาบาล และย่านสาทร-สีลม เป็นจุดใกล้ทุกสิ่ง สถานที่ทำงาน โรงเรียน สวนสาธารณะต่าง ๆ การดีไซน์ตึกให้ความสำคัญ 3 องค์ประกอบ แสงแดด สายลม พื้นที่สีเขียว สิ่งสำคัญได้พาร์ตเนอร์ BNH เข้ามาช่วยออกแบบ มี Life Medical Service ดูแลสุขภาพของลูกบ้านทุกคนที่เข้ามาอยู่อาศัยตั้งแต่วันแรกและอย่างใกล้ชิด ทั้งการย้ายประวัติการรักษา ประเมินสุขภาพ ประสานบริการพยาบาลถึงที่พัก จัดส่งยา และดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่อยู่ลำพัง ซึ่งลูกบ้านจะได้ส่วนลดพิเศษ 20%
“เวลเนสเรียลเอสเตตเป็นการผสมผสานอสังหาฯ กับการแพทย์และสุขภาพ จะเป็นเทรนด์อสังหาฯ ไทยในอนาคต เพราะสามารถสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าโครงการได้อย่างยั่งยืน และสามารถเป็น New S-Curve ของไทยได้ เพราะเป็นเซ็กเตอร์ใหญ่”
ภาคการท่องเที่ยวไทยก็ต้องปรับรูปแบบการแข่งขัน หลัง 3-5 ปีที่ผ่านมาเผชิญการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและสิงคโปร์ ถ้าไทยยังขายคอนเทนต์เดิม ๆ มีโอกาสสูงมากที่จะแพ้ เวลเนสเป็นสิ่งที่เข้ามาสร้างความแตกต่างให้กับเราได้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเวลเนสทัวริซึ่มเพิ่มระยะเวลาพำนักของนักท่องเที่ยว จากเดิม 3-5 วัน เป็นแบบ Wellness Retreat ใช้เวลา 7-14 วัน จะทำให้ค่าเฉลี่ยใช้จ่ายต่อหัวสูงขึ้น ไม่ใช่แค่ค่าที่พัก อาหาร จะมีบริการสุขภาพและความงาม
แนะพัฒนาอินฟราฯ-ระบบ
“แง่การดึงดูดนักลงทุน อยากให้คิดภาพอีโคซิสเต็มขนาดใหญ่เป็น Wellness Integrated Destination ภาพที่ว่าเมืองทั้งเมืองหรือระดับประเทศจะเป็น Wellness Hub ได้อย่างไร ต้องมีระบบซัพพอร์ตหลายอย่าง เช่น บุคลากรการแพทย์ การวิจัยและนวัตกรรม (R&D) ศูนย์เทรนนิ่ง ที่อยู่อาศัย โรงเรียนนานาชาติ ตลอดจน Senior Living ซึ่งไทยมีความพร้อมค่อนข้างครบครันมาก เชื่อว่าจะเป็น Next S-Curve ของประเทศไทย”
ทั้งนี้ไทยจะเป็นเมดิคอลฮับได้ อย่างแรกพัฒนาอินฟราสตรักเจอร์ให้รองรับการขยายตัวของเมือง อย่างภูเก็ตที่โตเร็ว เกิดปัญหาการจราจร การจัดการขยะ คุณภาพอากาศ PM 2.5 ระบบน้ำประปาที่ยังขาดแคลน มีนักท่องเที่ยวเข้ามา 10 ล้านคน แต่งบประมาณที่ได้ไม่เพียงพอรองรับ เรื่องที่สองมาตรการวีซ่าผู้เข้ามารักษาพยาบาล พำนักระยะยาว การเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้ามาลงทุน รวมถึงกำหนดพื้นที่ผังเมืองให้ชัดเหมือนอีอีซี
นอกจากนี้สปอร์ตทัวริซึ่มเป็นอีกโอกาสของไทย เพราะมีสภาพอากาศเหมาะสมต่อการออกกำลังกายและฝึกซ้อมได้ตลอดทั้งปี มีโครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬาที่พัฒนาเพิ่มขึ้น อย่างโครงการที่หัวหินของบริษัท มีสนามฟุตบอลมาตรฐาน FIFA 4 สนาม รองรับทีมฟุตบอลต่างชาติเข้ามาเก็บตัวช่วงปิดฤดูกาลเฉลี่ยทีมละ 2 สัปดาห์ มีนักกีฬาและทีมงาน 20-30 คน สร้างความต้องการห้องพักราว 200 ห้องต่อทีม รวมถึงรายได้จากการแข่งขันและผู้ติดตาม
“เวลเนสไม่ใช่แค่ธุรกิจสุขภาพ แต่เป็น Next S-Curve ของประเทศไทย ที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยว การแพทย์ อสังหาฯ การศึกษา วิจัยและนวัตกรรม สร้างความสามารถการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลกในอนาคตได้”
ชี้ประเทศไทยมีความพร้อม

ด้าน “นพ.นพรัตน์” กล่าวว่า ไทยเริ่มเห็นคนซื้อบ้านใกล้โรงพยาบาลเหมือนญี่ปุ่นและเกาหลี เป็นผู้บริโภคกลุ่มใหม่ที่เข้ามา เป็นโมเดลใหม่การทำที่อยู่อาศัยในเมืองใหญ่ ๆ จากข้อมูลเดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาไทยลดลงไป 3.19% แต่ภาพของเรามีไฟลต์บินเข้ามาเพื่อรักษาโรคเพิ่มขึ้น 18.35% ยังพบว่าเมื่อ Wellness Economy เติบโตขึ้น BDMS เองก็โต 36.4% เพื่อนบ้านก็โต
“เวลาคนเข้ามารักษาตัวที่ประเทศไทย ไม่ว่าผ่าตัดหรือป่วยหนักต้องต่อด้วยการฟื้นฟู บางทีอยู่ 6 เดือน ต้องมีที่อยู่ มีแฟนมาด้วย ต้องมีกิจกรรม ไปช็อปปิ้ง นวด ดูแลสุขภาพ หรือมีญาติป่วย เห็นโรงพยาบาลนี้มีความสวยงาม อยากทำ อยากตรวจสุขภาพ เช็กอัพพบความผิดปกติก็รักษาต่อ เป็นอีโคโนมีซิสเต็มที่เกิดขึ้น แทนการมาเพื่อเที่ยวเฉย ๆ เพิ่มระยะเวลาการอยู่อาศัย กับมีคนมาเพิ่มขึ้น มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เช่น ถ้าเป็นช่วงเวลา 3-7 วัน ก็เพิ่มเฉลี่ย 10 วัน ค่าเฉลี่ยใช้จ่ายก็เพิ่ม 35%”
สำหรับประเทศไทยถือว่าพร้อมมากกับการเป็นเมดิคอลฮับ ไม่ว่าบุคลากรและเทคโนโลยีการรักษา คนเข้ามาประทับใจในการต้อนรับ วัฒนธรรม ความหลากหลายของการบริการ มีตั้งแต่สตรีตฟู้ดไปถึงไฟน์ไดนิ่ง โรงแรมที่หลากหลาย ภาคใต้มีทะเล เหนือขึ้นไปมีภูเขา คือมีหลากหลายทางภูมิศาสตร์ ทางวัฒนธรรม ขณะที่ผู้ประกอบการไทยก็เก่ง ท่ามกลางข้อจำกัดยังทำให้โตได้ขนาดนี้ เช่น วีซ่าเดิมเปิด 60 วัน ตอนนี้กลับมาเหลือ 1 เดือน คนจะมารักษาจะต่อยาก ต้องมีส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแล ไม่งั้นคนที่ตั้งใจจะมาอยู่นานก็อยู่ไม่ได้ การที่ต่างชาติมารักษาที่ไทย เพราะระบบการแพทย์เอื้อ แต่ถ้าไทยจะมีแต่โรงพยาบาลรัฐบาล เมดิคอลฮับไม่เกิด
“การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพไทยเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านเรา ลาว กัมพูชา พม่า โครงสร้างยังรองรับไม่ค่อยดี พม่ามีปัญหาการเมืองและโครงสร้างพื้นฐานยังไม่ดี สิงคโปร์เป็นเหมือน Technology Base ก็เริ่มทำแล้ว เวียดนามเพิ่งเปิดแบบเอกชน 20 ปี บรูไนโครงสร้างพื้นฐานติดทะเล ไม่สามารถทำได้ คิดว่าไทยมีความหลากหลายที่สุด น่าจะมีโอกาสสูงสุดในช่วง 5 ปีต่อจากนี้ ดังนั้นต้องช่วยกันทำให้ระบบมันเกิด แล้วเดินหน้าต่อไปอย่างแข็งแรง” นพ.นพรัตน์กล่าวทิ้งท้าย