สินทรัพย์จับต้องได้ 4 บิ๊กเทคสหรัฐ รวมแตะ 1.46 ล้านล. ทัดเทียมยักษ์น้ำมัน
ข้อมูลสินทรัพย์ที่จับต้องได้ประเภทที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ (PPE) ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2026 เผยให้เห็นว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มูลค่าสินทรัพย์ PPE ของ 4 บริษัทเทคโนโลยีใหญ่สัญชาติสหรัฐ คือ Amazon, Alphabet, Microsoft, และ Meta มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 1.46 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 50.81 ล้านล้านบาท) เนื่องจากดีมานด์ดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับเอไอพุ่งสูงขึ้น
นิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) รายงานว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มูลค่ารวมของสินทรัพย์จับต้องได้ (Physical Assets) ประเภทที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ (PPE) ของบริษัทใหญ่ด้านเทคโนโลยีสัญชาติสหรัฐ 4 แห่ง เพิ่มขึ้น 140% อยู่ที่ 1.46 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 50.81 ล้านล้านบาท) เนื่องจากการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เปลี่ยนให้ธุรกิจซอฟต์แวร์ที่มีสินทรัพย์ถาวรน้อย กลายเป็นบริษัทที่มีโครงสร้างพื้นฐานใหญ่ทัดเทียมบริษัทด้านพลังงาน
ข้อมูลจาก QUICK Factset ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มข้อมูลการเงิน ระบุว่า ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2026 มูลค่ารวมของสินทรัพย์ถาวรประเภท PPE ของบริษัทแอมะซอน (Amazon), แอลฟาเบต (Alphabet), ไมโครซอฟท์ (Microsoft), และเมต้า (Meta) เพิ่มขึ้น 48% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า
ทั้ง 4 บริษัทติดใน 7 อันดับแรกของบริษัทนอกภาคการเงินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อพิจารณาจากสินทรัพย์ประเภท PPE รวมถึงสัญญาเช่าดำเนินงาน โดย ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2026 สินทรัพย์ PPE ของแอมะซอน เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากเมื่อ 3 ปีก่อน อยู่ที่ 5.38 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 18.72 ล้านล้านบาท) แซงหน้าบริษัทน้ำมันซาอุดี อารัมโก (Saudi Aramco) ไปราว 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.48 ล้านล้านบาท)
ขณะที่อันดับ 3 แอลฟาเบตซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกูเกิล (Google) และอันดับ 4 ไมโครซอฟท์ ต่างก็มีสินทรัพย์ประเภท PPE เกิน 3.30 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 11.48 ล้านล้านบาท) แซงหน้าบริษัทผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อย่างเอ็กซอนโมบิล (Exxon Mobil) ของสหรัฐ และปิโตรไชน่า (PetroChina) ภายในเวลาเพียงหนึ่งปี
แม้ว่าเมต้าจะอยู่ในอันดับที่ 7 แต่ในปัจจุบันบริษัทมีสินทรัพย์ประเภท PPE คิดเป็นมูลค่ามากกว่าสองเท่าของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์อย่างโตโยต้า (Toyota) ซึ่งเป็นบริษัทอันดับต้น ๆ ของญี่ปุ่นในด้านมูลค่าสินทรัพย์ประเภท PPE
สินทรัพย์ทางกายภาพของบริษัทด้านเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นว่าการสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) สำหรับเอไอ กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมากกว่า 70% ของสินทรัพย์ PPE ของแอลฟาเบต ล้วนอยู่ในโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี รวมถึงเครื่องเซิร์ฟเวอร์ อุปกรณ์เครือข่าย และที่ดินและอาคารสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์
บริษัทเทคโนโลยีทั้ง 4 กำลังแข่งขันกันขยายกำลังการผลิตดาต้าเซ็นเตอร์ โดยแผนการใช้จ่ายเงินทุนทั้งปี 2026 ของทั้ง 4 บริษัทรวมกัน อาจสูงถึง 7.60 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 26.45 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 85% จากปีก่อนหน้า หรือเทียบเท่ากับงบประมาณของรัฐบาลญี่ปุ่น
การเปิดเผยข้อมูลของบริษัทยังชี้ให้เห็นถึงการขยายตัวเพิ่มเติมในอนาคตด้วย โดย ณ สิ้นเดือนมิถุนายน มูลค่าหนี้สินของบริษัทเหล่านี้ที่ยังไม่ได้บันทึกในงบดุล รวมถึงสัญญาซื้ออุปกรณ์ระยะยาวและภาระผูกพันการเช่า เพิ่มสูงขึ้น 4.3 เท่าจากปี 2025 อยู่ที่ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 80.04 ล้านล้านบาท)
หนี้สินเหล่านี้ซึ่งบางครั้งเรียกว่าหนี้ซ่อนเร้น (Hidden Debt) คาดว่าจะกลายเป็นสินทรัพย์ทางกายภาพในอนาคต โดยในเวลาหนึ่งปี หนี้ซ่อนเร้นของแอลฟาเบตเพิ่มขึ้น 9 เท่า ขณะที่เมต้าเพิ่มขึ้น 8 เท่า
ก่อนหน้านี้ บริษัทเทคโนโลยีต่างก็ประสบความสำเร็จในโมเดลธุรกิจสินทรัพย์เบา (Asset Light) ซึ่งถือครองสินทรัพย์ถาวรน้อย ด้วยการใช้ซอฟต์แวร์ของตนเข้าถึงผู้ใช้จำนวนมาก และสร้างผลกำไรที่แข็งแกร่งได้โดยไม่ต้องลงทุนด้านกำลังการผลิตมาก
อย่างไรก็ดี การเกิดขึ้นของเอไอทำให้สมการเหล่านั้นเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เมื่อความต้องการความสามารถในการประมวลผลเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องเร่งสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกเพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานเอไอ แซงหน้ากลุ่มบริษัทดั้งเดิมที่มีการสร้างสินทรัพย์ถาวรจำนวนมากอย่างบริษัทพลังงาน โทรคมนาคม และการผลิต
ดีมานด์ของเอไอยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กำลังการประมวลผลยังคงขาดแคลน แม้ว่าจะคาดกันว่า เมื่อเปิดใช้งานแล้วดาต้าเซ็นเตอร์จะสร้างกระแสเงินสดจำนวนมาก แต่การที่มีสินทรัพย์ทางกายภาพเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ก็เพิ่มต้นทุนค่าเสื่อมราคาด้วยเช่นกัน
จากงบกระแสเงินสดของทั้ง 4 บริษัทในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ค่าเสื่อมราคาของทั้ง 4 บริษัทรวมกันอยู่ที่ 4.45 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.55 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของกำไรจากการดำเนินงานทั้งหมด โดยบริษัทเมต้าซึ่งรายงานผลกำไรจากการดำเนินงานลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ระบุว่าค่าเสื่อมราคาที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญของกำไรที่ลดลง
จากการคาดการณ์ของตลาด เชื่อว่า ภายในปี 2028 ค่าเสื่อมราคาของทั้ง 4 บริษัทรวมกันจะสูงถึง 3.60 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 12.53 ล้านล้านบาท) ต่อปี หรือคิดเป็นสองเท่าของตัวเลขที่คาดการณ์ไว้สำหรับปี 2026
ทั้งนี้ เครื่องเซิร์ฟเวอร์สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ต่างก็มีต้นทุนสูงเป็นพิเศษ เนื่องจากมีอายุการใช้งานโดยทั่วไปเพียงประมาณ 5 ปีเท่านั้น หมายความว่า เมื่อเวลาผ่านไป ต้นทุนค่าเสื่อมราคาจะมีผลกระทบต่อกำไรรายไตรมาสมากขึ้นเรื่อย ๆ