หยุดอนุมัติ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ BOI งัด 4 เงื่อนไขคุมโครงการใหม่-เก่า
รองนายกฯเอกนิติ เดินเครื่องรื้อแผน-ปรับนโยบายลงทุน “ดาต้าเซ็นเตอร์” หัวหอกเศรษฐกิจใหม่ เร่งวางเกณฑ์กำกับลงทุน ยันต้องสมดุลการพัฒนาเศรษฐกิจ-ดูแลประชาชน ทรัพยากรประเทศไม่เสียหาย BOI เด้งรับ เผยระงับอนุมัติ “ดาต้าเซ็นเตอร์” ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา พร้อมศึกษา 4 เกณฑ์ใหม่คัดกรองลงทุนเข้มเผย 3 ปีที่ผ่านมาอนุมัติไป 42 โครงการ 7.5 แสนล้านบาท แจงเตรียมกำหนดเงื่อนไขใหม่คุมทั้งโครงการเก่าและใหม่ “ศุภวุฒิ สายเชื้อ” ประธานบอร์ดสภาพัฒน์ชี้รัฐบาลกำลังยูเทิร์นนโยบายหลังสิงคโปร์-มาเลเซียนำร่องไปแล้ว ย้ำดาต้าเซ็นเตอร์ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยจำกัด เตือนระบบกระจายไฟมีปัญหาสะเทือนหลายพื้นที่เศรษฐกิจเสี่ยงไฟดับ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ จนทำให้ตัวเลขการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) พุ่งสูงเป็นประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ดีเกิดการวิพากษ์วิจารณ์และสะท้อนถึงปัญหาที่ตามมามากมาย ทั้งเรื่องของการใช้ไฟฟ้าและทรัพยากรน้ำในปริมาณที่สูงมาก ขณะที่การจ้างงานคนไทยต่ำมาก และมีผลต่อเศรษฐกิจในประเทศไม่มาก รวมถึงปัญหาด้านอื่น ๆ จากที่ประเทศไทยเปิดส่งเสริมโดยไม่มีการกำกับดูแล ขณะที่หลายประเทศทั่วโลกปรับนโยบายและมีมาตรการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด
ทั้งนี้ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 มีมติเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ฟพ.ศ. …. โดยสาระสำคัญของร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ให้มี “คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์” ขึ้น เพื่อ 1.เสนอนโยบาย มาตรฐาน และกรอบแนวทางการปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในการอนุมัติ อนุญาต ออกบัตรส่งเสริมการลงทุน หรือให้บริการต่าง ๆ ที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในราชอาณาจักร ต่อคณะรัฐมนตรี
เอกนิติ “ประธานบอร์ด Data Center”
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ในฐานะผู้เสนอร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ การจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เปิดเผยหลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ ว่า บอร์ดนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนตัวคาดว่าจะมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง เป็นประธาน เนื่องจากกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) โดยมีคณะกรรมการฝ่ายต่าง ๆ รวมทั้งหมด 19 คน
สำหรับโครงสร้างคณะกรรมการชุดดังกล่าวจะเป็นคณะกรรมการที่เน้นกำกับดูแลด้านนโยบายเฉพาะ โดยจะมีหน้าที่กำกับนโยบายหลักเกณฑ์หลักเกี่ยวกับการอนุมัติอนุญาตและการให้บริการต่าง ๆ เกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น การเก็บข้อมูล การควบคุมสิ่งแวดล้อม การก่อสร้างอาคาร มาตรฐานความปลอดภัย รวมถึงหลักเกณฑ์เงื่อนไขอัตราการให้บริการค่าน้ำ ค่าไฟ ระบบคมนาคมไร้เครือข่าย ซึ่งอาจจะต้องแยกเป็นเกณฑ์ธุรกิจขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่
ทั้งนี้ได้ข้อสรุปเรื่องหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ก็ต้องนำเสนอ ครม. และให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น บีโอไอ กสทช. ยึดเป็นหลักเกณฑ์หลัก รวมถึงการประเมินเกี่ยวกับผลกระทบ เนื่องจากอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ใช้พลังงานเยอะมาก และอาจมีมลพิษจนทำให้เกิดผลกระทบกับประชาชน ดังนั้นต้องแยกให้ชัดและแตกต่างจากประชาชนทั่วไป
เมื่อถามว่าคณะกรรมการชุดดังกล่าวถือเป็นวาระแห่งชาติหรือไม่ นายปกรณ์กล่าวว่า นี่เป็นหนึ่งในนโยบายรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภา ในการกำกับดูแลอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ต้องส่งเสริมและกำกับดูแลไปพร้อมกัน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชน
นายปกรณ์ในฐานะผู้นำเสนอการตั้งบอร์ดนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ ย้ำถึงวัตถุประสงค์ว่า บอร์ดนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์มีหน้าที่เพื่อรักษาสมดุลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และผลประโยชน์ของประชาชนต้องเท่าเทียมกัน หากส่งผลกระทบกับประชาชนมากก็ไม่ควรดำเนินการ ฉะนั้นหนังสือที่ต้องควรทำคือวางมาตรการกำกับเพื่อให้เกิดความสมดุลทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจ ดูแลประชาชน และทรัพยากรของประเทศไทย
สิงคโปร์-มาเลย์ปรับเกณฑ์เข้ม
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เปิดเผย “NewsPulse” ว่า ยุทธศาสตร์เกี่ยวกับ Data Center ต้องทบทวน ต้องดูกันใหม่ โดยขณะที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กำลังทำเรื่องนี้ โดยจะต้องทำเกณฑ์ต่าง ๆ ออกมาควบคู่กับการส่งเสริม แน่นอนว่าจำเป็นต้องมีการกำกับดูแล Data Center รวมถึงคงต้องจัดโซนนิ่ง
เรื่องการดึงลงทุน “ดาต้าเซ็นเตอร์” เข้ามาที่ประเทศไทย ส่วนตัวพูดมาตลอดว่าผลต่อเศรษฐกิจของประเทศต่ำ มีการจ้างงานคนไทยน้อย เน้นการนำเข้าอุปกรณ์เทคโนโลยี ขณะที่ใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณมาก ช่วงที่ผ่านมาบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างชาติเข้ามาลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยจำนวนมาก เพราะประเทศไทยเปิดรับเต็มที่ ทั้งให้สิทธิส่งเสริมการลงทุนจูงใจ และไม่มีเกณฑ์กำกับดูแลใด ๆ เลย ขณะที่สิงคโปร์และมาเลเซียช่วงที่ผ่านมาปิดรับโครงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ โดยปรับมาตรการหลักเกณฑ์มากำกับสำหรับโครงการที่จะเข้าไปลงทุนใหม่
สิงคโปร์มีการปรับใช้ระบบคัดเลือกยื่นข้อเสนอ (Call for Application) เพื่อขอจัดสรรโควตาสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ เงื่อนไขสำคัญ อาทิ 1. เรื่อง Energy Efficiency 2. Green Energy ผู้ลงทุนต้องมีแผนใช้พลังงานสะอาดและแผนลดการปล่อยคาร์บอน 3. Economic Value พิจารณาเรื่องการสร้างผลต่อเศรษฐกิจในประเทศ ต้องมีการสร้างงานคุณภาพสูง ไม่ใช่แค่นำเซิร์ฟเวอร์คอมพิวเตอร์มาตั้ง ต้องมีการลงทุนศูนย์วิจัยพัฒนาต่าง ๆ 4. Land Efficiency ต้องใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า 5. Technology Transfer ต้องมีการร่วมกับมหาวิทยาลัยและบริษัทท้องถิ่นเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยี
ศุภวุฒิไทยเริ่มยูเทิร์นนโยบาย
ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า สำหรับเรื่องนโยบายการลงทุน “ดาต้าเซ็นเตอร์” ในประเทศไทยเรียกว่ากำลังยูเทิร์น ตามที่รองนายกฯ ดร.เอกนิติ กำลังดำเนินการโดยมีการนำเรื่องแผนกำกับดูแลเข้าที่ประชุม ครม. ปัญหาคือที่ผ่านมาประเทศไทยได้มีการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ไปจำนวนมาก แต่เป็นการเข้ามาลงทุนอย่างเสรี ไม่มีการกำหนดเกณฑ์กำกับใด ๆ ขณะที่เป็นโครงการที่ต้องใช้ไฟฟ้าและน้ำมหาศาล
เรื่องน้ำมีปัญหาไม่พออยู่แล้ว ถ้าดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาก็จะทำให้มีปัญหามากขึ้น สำหรับไฟฟ้าในประเทศไทยการผลิตมีเพียงพอ แต่ไฟทั้งหมดต้องขายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อเข้าสู่ระบบสายส่ง แต่ปัญหาคือปัจจุบันระบบการกระจายไฟ (ดิสทริบิวชั่น) ยังมีประสิทธิภาพต่ำ
ล่าสุดคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เพิ่งมีการประชุมอนุมัติโครงการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อปรับปรุงระบบกระจายไฟมูลค่าหลักหมื่นล้านบาท ที่เป็นคอขวดสำคัญก็คือตัวกระจายไฟ ซึ่งมีหลายพื้นที่ในประเทศไทยโดยเฉพาะภาคกลาง ที่ยังจ่ายไฟได้ไม่ดีและมีปัญหาไฟดับบ่อย ดับนาน ดังนั้นถ้ามีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาอีกก็จะยิ่งซ้ำเติมปัญหา
ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า เรื่องไฟฟ้าต้องมีการแก้ปัญหาคอขวดระบบกระจายไฟ ซึ่งถ้าจะโมเดิร์นไนซ์ให้เป็นสมาร์ทกริดทั้งประเทศ ต้องทำถึงระดับ “แสนล้านเมกะวัตต์” ไม่ใช่ “หมื่นล้านเมกะวัตต์” การทำสมาร์ทกริดทำเพื่ออะไร ก็เพื่อให้ซื้อขายไฟได้ตรง Direct PPA ซึ่งก็จะมีผลกระทบต่อการดำเนินงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
BOI รื้อเกณฑ์โปรเจ็กต์เก่า-ใหม่
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ในส่วนของบีโอไอเตรียมทบทวนกรอบพิจารณาและยกระดับความเข้มข้นในการคัดกรองโครงการให้สอดคล้องกับทิศทางของคณะกรรมการนโยบายส่งเสริมการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ โดยจะต้องดูทั้งในแง่ความคุ้มค่าและประโยชน์ต่อประเทศ ควบคู่กับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน-น้ำ และการดูแลสิ่งแวดล้อมไม่ให้กระทบต่อชุมชนและภาคส่วนอื่น ๆ ซึ่งช่วงที่ผ่านมาการลงทุน Data Center เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว นำมาซึ่งข้อกังวลในเรื่องปริมาณการใช้ไฟฟ้าและน้ำ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความคุ้มค่าและประโยชน์ต่อประเทศในด้านต่าง ๆ
โดยบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นมีบทบาทในการกำหนดนโยบาย มาตรฐาน และกรอบแนวทางการดำเนินงานของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศ ไม่ได้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติการลงทุนเป็นรายโครงการ
นายนฤตม์กล่าวว่า การพิจารณาส่งเสริมการลงทุนและสิทธิประโยชน์แก่โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ยังคงเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ตามเดิม โดยจะยึดหลักเกณฑ์และแนวทางที่กำหนดโดยบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์
สำหรับแนวทางการกำกับดูแลนั้น คาดว่าบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์จะกำหนดกรอบการดำเนินงานที่ครอบคลุมทั้งโครงการที่ได้รับการส่งเสริมไปแล้ว และโครงการใหม่ที่อยู่ระหว่างยื่นขอรับการส่งเสริม อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติอาจแตกต่างกันตามสถานะของแต่ละโครงการ
หยุดให้บีโอไอตั้งแต่เดือน เม.ย.
นายนฤตม์กล่าวว่า บีโอไอได้ชะลอการพิจารณาอนุมัติส่งเสริมโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะนี้ยังไม่สามารถกำหนดช่วงเวลาการกลับมาเปิดพิจารณาใหม่ โดยต้องรอให้บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์กำหนดนโยบายและหลักเกณฑ์การดำเนินงานให้แล้วเสร็จก่อน เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางการพิจารณา
“บีโอไอให้ความสำคัญกับข้อกังวลของสังคม และเห็นว่าคำถามเหล่านี้เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องตอบให้ได้ด้วยข้อมูลและมาตรการที่เป็นรูปธรรม โจทย์ของประเทศไทยไม่ควรเป็นการเลือกระหว่างการปฏิเสธการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมด หรือเปิดรับทุกโครงการโดยไม่มีเงื่อนไข แต่ต้องพิจารณาว่าเราต้องการ Data Center แบบใด ต้องมาพร้อมกับอะไรบ้าง และร่วมกันออกแบบกติกาให้ประเทศและประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด” นายนฤตม์กล่าว
ปัจจุบันผู้ให้บริการคลาวด์เซอร์วิสรายสำคัญของโลกเช่น AWS และ Google ได้มีการลงทุน Data Center และเปิดให้บริการ Cloud Region ในประเทศไทยแล้ว โดยการลงทุนดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างอาคารและวางเซิร์ฟเวอร์ แต่ทำควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลของไทยอย่างต่อเนื่อง เช่น AWS ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในการพัฒนาหลักสูตรปริญญาโทด้าน Data Center Engineering แห่งแรกในไทย พร้อมสนับสนุนทุนการศึกษาเพื่อผลิตบุคลากรด้านวิศวกรรมศูนย์ข้อมูล รวมทั้งทำโครงการ ThaksaAI พัฒนาทักษะด้าน Cloud Computing และ Generative AI ให้นักเรียนมากกว่า 23,000 คนใน 50 จังหวัด
42 โปรเจ็กต์ 7.5 แสนล้าน
สำหรับข้อกังวลเรื่องสัญชาติของผู้ลงทุน บีโอไอได้ตรวจสอบไปถึงบริษัทแม่หรือผู้มีอำนาจควบคุมสูงสุดของแต่ละโครงการ พบว่าโครงการ Data Center ที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนระหว่างปี 2567-2569 จำนวน 42 โครงการ โดยมีกำลังการประมวลผล หรือ IT Load รวม 3,400 เมกะวัตต์ เงินลงทุนรวม 750,000 ล้านบาท ประกอบด้วย เป็นกลุ่มบริษัทของไทยมากที่สุด 15 โครงการ บริษัทเทคฯ จีน 10 โครงการ, สหรัฐอเมริกา 5 โครงการ, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 4 โครงการ, ญี่ปุ่น 2 โครงการ, มาเลเซีย-ฮ่องกง 1 โครงการ และนักลงทุนสัญชาติอื่นอีก 5 โครงการ ได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ อินเดีย ออสเตรเลีย และฝรั่งเศส
“นี่คือข้อมูลที่ยืนยันได้ชัดเจนว่าฐานผู้ลงทุน Data Center ในประเทศไทยมีความหลากหลาย และไม่มีคำขอรับการส่งเสริม Data Center รายใหม่เข้ามาตั้งแต่เดือนเมษายน 2569”
นายนฤตม์กล่าวว่า ในช่วงกว่า 1 ปีที่ผ่านมาบีโอไอได้ปรับมาตรการ Data Center หลายครั้ง โดยได้ยกระดับเงื่อนไขและกระบวนการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การลงทุนสอดคล้องกับความพร้อมของประเทศ โดยกำหนดหลักเกณฑ์ครอบคลุม ทั้งด้านความพร้อมของระบบไฟฟ้าที่จะไม่กระทบต่อภาคส่วนอื่น ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (ค่า PUE) การบริหารจัดการน้ำ การจ้างงานและการพัฒนาบุคลากร แต่ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และข้อกังวลของสังคมที่เกิดขึ้น คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จึงได้หารือร่วมกัน และเห็นว่าจำเป็นต้องทบทวนกรอบการพิจารณาอีกครั้งให้รอบด้านและเข้มข้นยิ่งขึ้น
BOI งัด 4 เกณฑ์คุมดาต้าฯ
เลขาฯ บีโอไอกล่าวว่า ในระยะต่อไปบีโอไอจะยกระดับการคัดกรองให้สอดคล้องกับทิศทางของ ็คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ิ ที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การดูแลการใช้พลังงาน-น้ำ และสิ่งแวดล้อม มาใช้ในการคัดกรองโครงการก่อนเข้าสู่กระบวนการขอรับการส่งเสริมการลงทุน
ขณะนี้บีโอไออยู่ระหว่างการศึกษาประเด็นเหล่านี้ เพื่อใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนคณะกรรมการนโยบายฯ ซึ่งจะครอบคลุม 4 มิติสำคัญ ได้แก่ 1.การสร้างประโยชน์ต่อประเทศไทย เช่น การจ้างงานและพัฒนาบุคลากร การใช้อุปกรณ์ในประเทศ การเชื่อมโยง SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน การถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย
2.ความพร้อมและความมั่นคงด้านพลังงาน เช่น กำลังผลิตไฟฟ้า ระบบสายส่ง เทคโนโลยีและประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน รวมทั้งการรับผิดชอบต้นทุนของโครงสร้างพื้นฐานที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้สร้างภาระแก่ผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอื่น
3.ความพร้อมและประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรน้ำ เช่น การพิจารณาแหล่งน้ำ การใช้เทคโนโลยีระบบหล่อเย็น การรีไซเคิลน้ำ การกำหนดค่าน้ำในอัตราสูงพิเศษ รวมถึงความสามารถในการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรและชุมชนในพื้นที่ 4.ผลกระทบและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การผังเมือง การป้องกันปัญหาอัคคีภัยและมลพิษต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ทั้งความร้อน เสียง น้ำเสีย ตลอดจนผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตโครงการ
ส.อ.ท.ติงค่าไฟต้องแข่งเวียดนาม
นายอมฤต ฟรานเซน ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การที่มีกรอบและกติกาขึ้นมาเพื่อควบคุมดูแลดาต้าเซ็นเตอร์ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี และจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะมาเร่งรัดการลงทุนให้เร็วขึ้น เพราะเดิมจะเห็นตัวเลขขอรับการส่งเสริมการลงทุน แต่ไม่มีการลงทุนจริงหรือลงทุนจริงน้อยมาก เมื่อภาครัฐมีความชัดเจนว่ามีแนวทางอย่างไรก็น่าจะทำให้นักลงทุนตัดสินใจได้เร็วขึ้น
อย่างไรก็ตามในส่วนของอัตราค่าไฟฟ้าดาต้าเซ็นเตอร์ ที่จะแยกออกจากค่าไฟของอุตสาหกรรมอื่น ๆ นั้น หากอ้างอิงราคาสิงคโปร์ที่ 8 บาท/หน่วยถือว่าสูงมาก อย่างไรก็ตามค่าไฟสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ของไทยต้องแข่งขันกับเวียดนามให้ได้ เนื่องจากเวียดนามมีพลังงานลม ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องการ ขณะที่ประเทศไทยมีพลังงานสะอาดที่อาจยังรองรับไม่เพียงพอ
“ดาต้าเซ็นเตอร์ก็เหมือนอุตสาหกรรมรถยนต์ ที่ประเทศไทยต้องมีการลงทุน เพราะจะมีอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องแต่ละเทียร์ตามมาอีกมาก อย่างมีนักลงทุนต่างประเทศสนใจจะมาลงทุนด้านคูลลิ่งซิสเต็มที่ไทยเพื่อที่จะมาซัพพอร์ตดาต้าเซ็นเตอร์”