‘สหรัฐ’ ช่วยญี่ปุ่น ‘อุ้ม’ เยน ส่งสาร ‘การเมือง’ ไปถึงจีน ?
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
เป็นข่าวใหญ่มากของโลกและเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยได้เห็น เมื่อกระทรวงการคลังสหรัฐและญี่ปุ่น ออกมาเปิดเผยว่า ได้จับมือกัน “แทรกแซง” ค่าเงินเยนของญี่ปุ่น เพื่อชะลอการอ่อนค่าของเงินเยนที่ทรุดลงมากที่สุดในรอบ 40 ปี โดยลงไปลึกถึง 163.99 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นการแทรกแซงร่วมกันครั้งแรกในรอบ 15 ปี การแทรกแซงเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่า ญี่ปุ่นน่าจะใช้เงินประมาณ 4-5 ล้านล้านเยนในการแทรกแซง
ทั้งนี้นับตั้งแต่ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เมื่อเดือนตุลาคม 2025 โดยมีนโยบายจะใช้จ่ายอย่างมากและผ่อนคลายนโยบายการเงิน ทำให้ค่าเงินเยนอ่อนลง 10 เยนต่อดอลลาร์ เพราะตลาดคาดการณ์ว่า “สุขภาพ” ด้านการคลังของญี่ปุ่นที่แย่ที่สุดอยู่แล้วในกลุ่มประเทศที่มีเศรษฐกิจก้าวหน้าจะเลวร้ายลงไปอีก ขณะเดียวกันในเดือนกรกฎาคม ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของรัฐบาลญี่ปุ่น ขยับขึ้นไปแตะ 2.9% สูงที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี เพราะนักลงทุนลดการถือครองพันธบัตรที่มีทิศทางราคาต่ำลง
ซัตสึกิ คาทายามะ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่น ออกแถลงการณ์ว่า การร่วมมือกับสหรัฐครั้งนี้ก็เพื่อต่อสู้กับค่าเงินเยนที่ผันผวนและเคลื่อนไหวอย่าง “ไร้ระเบียบ” ในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ โดยได้สื่อสารอย่างใกล้ชิดกับฝ่ายสหรัฐมาโดยตลอด และไม่ลังเลที่จะเข้าแทรกแซงอีกถ้าหากจำเป็น
ผลจากความร่วมมือดังกล่าว ทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นไปอยู่ในช่วง 155-157 เยนต่อดอลลาร์ในเช้าวันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม 2026
ก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ญี่ปุ่นได้เข้าแทรกแซงค่าเงินเยนแต่ฝ่ายเดียว หลังจากอ่อนค่าอย่างมากไปอยู่ในโซน 155 เยนต่อดอลลาร์ แต่ก็พยุงได้เพียงระยะสั้น
สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ให้สัมภาษณ์ว่า เหตุผลใหญ่ที่ทำให้สหรัฐช่วยญี่ปุ่นในครั้งนี้ก็เพราะเห็นว่าการที่เงินเยนอ่อนค่ามากเกินไปเป็นความ “เสี่ยงร้ายแรง” ต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจเอเชีย และตนเชื่อว่าวิกฤตการเงินเอเชียเมื่อปลายทศวรรษ 1990 ส่วนหนึ่งสาเหตุเกิดจากเงินเยน “อ่อนค่า” มากเกินไป ดังนั้นจึงคิดว่าการที่เงินเยนมีเสถียรภาพไม่เพียงเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจสหรัฐ แต่มีความสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจภูมิภาค
เช่นเดียวกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่บอกกับผู้สื่อข่าวว่า ญี่ปุ่นอยากได้ความช่วยเหลือเล็กน้อยเพื่อทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อทั้งเศรษฐกิจสหรัฐและโลก ความร่วมมือนี้เป็น “สัญญาณ” แห่งมิตรภาพ
รอยเตอร์รายงานว่า เบื้องหลังการจับมือเพื่อพยุงค่าเงินเยน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นครั้งนี้ สองประเทศได้เตรียมตัวมานานหลายเดือน ในอดีตเมื่อญี่ปุ่นแทรกแซงเพียงลำพังมักจะล้มเหลว แต่ครั้งนี้เมื่อรัฐมนตรีคลังสหรัฐออกมาสนับสนุนด้วยวาจาต่อสาธารณะ ก็ทำให้เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นมีเครื่องมือใหม่ในการต่อสู้กับค่าเงินเยนที่อ่อนลง
เจ้าหน้าที่ในรัฐบาลญี่ปุ่นคนหนึ่งซึ่งรู้เรื่องนี้ เปิดเผยว่า การเข้าร่วมของสหรัฐเพื่อพยุงค่าเงินเยนครั้งนี้ถูกหยิบยกมาพิจารณาครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคม ซึ่งก็ตรงกับที่รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่นเปิดเผยในภายหลังว่า ได้คุยกับรัฐมนตรีคลังสหรัฐผ่านระบบออนไลน์ประมาณ 10 ครั้ง และเมื่อเบสเซนต์มาโตเกียวเมื่อเดือนพฤษภาคมก็ได้คุยกันหลายชั่วโมง การพูดคุยเกิดขึ้นหลังจากญี่ปุ่นแทรกแซงค่าเงินแต่เพียงลำพังในปลายเดือนเมษายนและต้นพฤษภาคม แต่ล้มเหลวในการกลับทิศค่าเงินที่กำลังอ่อนลง
หลังจากพบกันครั้งนั้น รัฐมนตรีคลังสหรัฐเรียกร้องให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ขึ้นดอกเบี้ยให้เร็วขึ้น เพราะเกรงว่าญี่ปุ่นจะไล่ตามเงินเฟ้อไม่ทัน ทำให้ในอีก 1 เดือนต่อมาธนาคารกลางญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ยไปสู่ระดับ 1% สูงที่สุดในรอบ 31 ปี และเป็นก้าวสำคัญในการเข้าสู่นโยบาย “ดอกเบี้ยปกติ” แต่การที่ดอกเบี้ยกู้ยืมแท้จริงของญี่ปุ่นยังอยู่ในแดนลบ ดังนั้นการขึ้นดอกเบี้ยจึงไม่สามารถยืนระยะได้นานในการต้านทานการอ่อนค่าของเงินเยน
แหล่งข่าวบอกกับรอยเตอร์ว่า ก่อนเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนทางรัฐมนตรีคลังสหรัฐได้แจ้งธนาคารหลายแห่งว่าให้ “เตรียมพร้อม” เพราะอาจมีการแทรกแซงในตลาดเงินเยน และรอยเตอร์ยังได้จับภาพ “กระดาษโน้ต” ของรัฐมนตรีคลังสหรัฐขณะประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ซึ่งมีข้อความว่า To Do (สิ่งที่จะทำ) และบรรทัดต่อมาเขียนว่า “Buy Japanese Yen (JPY) $5-10 bil” ซึ่งแปลว่า “ซื้อเงินเยน” 5,000 ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์
นักวิเคราะห์ชี้ว่า การตัดสินใจของสหรัฐที่นาน ๆ ครั้งที่จะเกิดขึ้นในลักษณะนี้ น่าจะเป็นเพราะเกิดความกังวลต่อตลาดพันธบัตรของสหรัฐและระบบการเงินของญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นเป็นผู้ถือครองพันธบัตรสหรัฐรายใหญ่ที่สุดอันดับ 1 หากสหรัฐไม่ยื่นมือช่วยก็เป็นไปได้ที่ญี่ปุ่นจะเทขายพันธบัตรสหรัฐออกมาเพื่อนำเงินไปแทรกแซงค่าเงินเยน และนั่นก็จะทำให้ค่าเงินดอลลาร์ขาดเสถียรภาพ
นอกจากนั้นผลกระทบก็อาจไปไกลกว่าค่าเงินเยน เพราะหากเยนอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องอาจจุดประกายให้เกิดการขายพันธบัตรญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน และทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรของตลาดพันธบัตรโลกสูงขึ้นไปด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่สหรัฐและญี่ปุ่นไม่ปรารถนาในยามที่ทั้งสองประเทศกำลังต่อสู้กับต้นทุนกู้ยืมที่กำลังสูงขึ้น
การออกมาประกาศอย่างเปิดเผยว่าช่วยญี่ปุ่นพยุงค่าเงินเยน จากปกติที่การดำเนินการลักษณะนี้มักจะทำอย่างเงียบ ๆ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญบางคนมองไปในมิติอื่น
นอกเหนือจากการปกป้องค่าเงินเยนโดย เจสเปอร์ โคลล์ ผู้อำนวยการ Monex บริษัทผู้ให้บริการด้านการเงิน ชี้ว่า ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึง “ยุคใหม่” ของความร่วมมือและความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ เป็นการบอกว่า “เมื่อญี่ปุ่นร้องขอความช่วยเหลือ อเมริกาก็จะตอบรับคำร้องขอนั้น”
เขากล่าวด้วยว่า มันยังเป็นการ “ส่งสาร” เชิงภูมิรัฐศาสตร์ไปยังจีนด้วยว่า สองประเทศไม่ได้ช่วยกันแค่คำพูด แต่มีการลงมือด้วย เพราะผู้นำจีนนั้นสนใจการกระทำมากกว่าคำพูด