Longevity ไฟต์บังคับ ‘ศุภวุฒิ’ เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย
พูดกันมาหลายปีแล้วว่าเศรษฐกิจไทยสมัยนี้ “ขาดเครื่องยนต์หลัก” ในการขับเคลื่อนการเติบโต ต่างจากยุค “โชติช่วงชัชวาล” ที่เคยพาสยามเมืองยิ้มไปไกลจนเกือบเป็น “เสือตัวที่ 5 ของเอเชีย” หรือแม้แต่ยุคที่ต่างชาติแห่ย้ายฐานการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์เข้ามา จนกลายเป็น “Detroit of Asia” แต่ทุกวันนี้ใคร ๆ ก็บอกว่า “บุญเก่า” กำลังจะหมด และทุกรัฐบาลพยายามพูดถึงการสร้าง “Engine of Growth” หรือ “อุตสาหกรรมใหม่” ที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาโตได้สูงขึ้น ล่าสุดมีมุมมองที่น่าสนใจจากงานสัมมนา “NEW TOURISM NEW ECONOMY เจาะโอกาสเศรษฐกิจสุขภาพ พลิกอนาคตท่องเที่ยวไทย” จัดโดย “มติชน” ที่ “ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ” ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้นำเสนอไว้ในหัวข้อ “Longevity Economy : โอกาสใหม่ของเศรษฐกิจไทย”
“Longevity Economy” ไฟต์บังคับ
“ดร.ศุภวุฒิ” กล่าวว่า ตนมองว่า “Longevity Economy” เป็นไฟต์บังคับสำหรับประเทศไทย เพราะประชากรของไทยแก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว โดยจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากปี 2543 ที่ไทยมีผู้สูงอายุเพียง 5.7 ล้านคน แต่ปัจจุบันมี 14.5 ล้านคน และคาดว่าอีก 15 ปีจะมีถึง 20 ล้านคน ขณะเดียวกันข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยยังพบว่าประชากรไทยเริ่มลดจำนวนลงแล้ว โดยตนคำนวณแล้วอาจจะลดลงเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์กันไว้เดิม คือ คาดว่าในปี 2583 ประชากรไทยจะเหลือแค่ 64 ล้านคน
ขณะที่สัดส่วนของคนที่อยู่ในวัยทำงานต่อผู้สูงอายุ 1 คน ก็ไหลลงมาเรื่อย ๆ จาก 7.07 คน ตอนช่วงปี 2543 มาถึงตอนนี้เหลือแถว ๆ 3.5 คน และถ้ามองยาวไปถึงปี 2593 คาดว่าจะเหลือวัยทำงานแค่ 1.8 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คนเท่านั้นเอง โดยตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าสังคมสูงอายุของไทยมาเร็วมาก ซึ่งการที่คนแก่ตัวมากขึ้นก็จะมีปัญหาสุขภาพตามมา จึงเป็นคำถามว่าประเทศไทยจะรับมืออย่างไร
นอกจากนี้ ถ้าดูตัวเลขค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของไทย ยกตัวอย่างระบบบัตรทอง จะเห็นว่ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เฉลี่ยปีละ 6% ส่วนค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการก็เพิ่มขึ้นปีละกว่า 5% ซึ่งตัวเลขฟ้องว่า ต้องทำให้เศรษฐกิจโตอย่างน้อยเท่ากับค่าใช้จ่ายตรงนี้ แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยโตแค่ 2%
“ผมมองว่า Longevity Economy เป็นไฟต์บังคับ ถ้าทำ Longevity Economy ตัวเลขเหล่านี้จะเปลี่ยนไปเลย”
เศรษฐกิจภาคบริการใหญ่เกินคาด
“ดร.ศุภวุฒิ” ฉายภาพต่อว่า เดิมเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม (Manufacturing) โดยในอดีตภาคนี้เติบโตดีกว่า GDP ด้วยซ้ำ แต่ตอนหลังตั้งแต่ประเทศจีนเข้าร่วมองค์การการค้าโลก (WTO) แล้วแข่งขันได้มากขึ้น มีศักยภาพด้านการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมมากขึ้น สัดส่วน Manufacturing ของไทยก็ลดลง โดยเฉพาะช่วงหลังโควิดยิ่งหนัก เพราะแทบจะไม่โตเลย แม้ว่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมจะโตขึ้น แต่มาจากการนำชิ้นส่วนจากต่างประเทศเข้ามาประกอบแล้วส่งออก ซึ่งจะเห็นได้ว่าระยะหลังไทยก็ขาดดุลการค้าด้วย
ขณะเดียวกันภาครัฐเองก็ต้องอุ้มเศรษฐกิจมากขึ้น เห็นได้จากการขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ช่วงปี 2563-2568 GDP โตเฉลี่ยไม่ถึง 1% หรือตัดช่วงโควิดออกไป GDP ไทยก็โตแค่กว่า 2% แต่ภาครัฐขาดดุลงบประมาณ 4-5% นอกจากนี้ การเก็บภาษีก็ลดลงด้วย ซึ่งแปลว่ารัฐบาลต้องกู้เงินมาเพื่อโตต่ำ ๆ ดังนั้น การเดินแบบนี้จะไปต่อไม่ได้
“ภาคอุตสาหกรรมที่เทียบกับจีดีพีมันไหลลงเรื่อย ๆ แต่ภาคที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ คือภาคบริการ Longevity Economy, Medical Tourism โดยตัวเลขบัญชีประชาชาติด้านการท่องเที่ยวที่จัดทำไว้โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา วัดการท่องเที่ยวต่อจีดีพี ทั้งทางตรงและทางอ้อม และรายได้ของการท่องเที่ยว รวมกันกลายเป็นว่าก่อนโควิดอยู่ที่ 11.45% ในปี 2553 แล้วเพิ่มเป็น 22.99% นับว่าเป็นเซ็กเตอร์ที่ใหญ่มาก พอเจอโควิดลดลงไปเหลือ 2.76% แต่ตอนนี้ขยับกลับขึ้นมาเป็น 18.32% ตรงนี้น่าสนใจว่าเราจะพัฒนาไปแบบไหน เพราะขนาดมันใหญ่ทดแทนภาคอุตสาหกรรมได้”
อย่างไรก็ดี “ดร.ศุภวุฒิ” กล่าวด้วยว่า ต้องย้ำว่าไม่ได้หมายความว่าจะให้ทิ้งภาคอุตสาหกรรม แต่อุตสาหกรรมอาจจะไม่ได้เป็น Growth Driver ไม่เป็นตัวที่จะทำให้ GDP โตได้ 3-4% อีกต่อไป แต่ภาคท่องเที่ยวหากผลักดันให้กลับไปมีสัดส่วนที่ 23% ได้ก็จะนำการเติบโตของ GDP ได้ ถือว่าเป็นสาขาทางเศรษฐกิจที่ใหญ่เกินกว่าที่เราเคยคิดไว้
“นี่เป็นเพียงการวัดตัวการท่องเที่ยวรวม ๆ แต่ก็มีอีกองค์กรหนึ่ง เรียกว่า Global Wellness Institute ที่เขาคำนวณ Wellness ว่าทั้งโลกมีมูลค่า 6.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และคำนวณว่า CAGR อยู่ที่ 6.2% ต่อปี ซึ่งถือว่าใช้ได้ เพราะจีดีพีเราโตแค่ 2-3% ดังนั้นถ้าเราเกาะรถไฟนี้ขึ้นไปได้ ตรงนี้ของเราจากปัจจุบัน Wellness มีมูลค่า 4.27 พันล้านเหรียญ หรือประมาณ 7.6% ของจีดีพีไทย เมื่อรวมกับท่องเที่ยวยังไง ๆ Wellness Economy ของไทยก็ 30% และมีโอกาสไป 35-40% ได้ในอนาคต”

จุดเด่นประเทศไทยดึงดูดต่างชาติ
“ดร.ศุภวุฒิ” กล่าวอีกว่า ประเทศไทยมีโอกาสสูงมากในการผลักดัน Longevity Economy โดยไทยมีจุดเด่น ก็คือ 1.ภูมิอากาศที่เหมาะสม เหมาะกับการท่องเที่ยวได้ทั้งปี ไม่ได้หนาวมากเหมือนยุโรป หรือร้อนมากเหมือนตะวันออกกลาง 2.ความเป็นมิตรของผู้คน 3.ความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวก 4.มีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติมากมาย 5.มีความปลอดภัย และ 6.อาหารไทยที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก
“ผมมีเพื่อนต่างชาติหลายคน ทุกคนบอกว่าประเทศไทยน่ามาเที่ยว เขามาแล้วรู้สึกว่าอยู่สบาย มีคนหนึ่งบอกว่าสิงคโปร์มีทุกอย่างดีหมดเลย แต่เขาบอกว่ามันสะอาดไปหมดเลย มันปราศจากเชื้อโรคจนน่าเบื่อ แล้วพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเขาก็ต้องสอนให้ยิ้ม ของเรามันเป็นธรรมชาติ ฉะนั้นก็ต้องยอมรับว่าไทยเป็นประเทศที่คนชอบมา เพราะมีหลาย ๆ อย่างที่ดีจริง ๆ ตรงนี้อาจจะคำนวณออกมาเป็นตัวเลขไม่ได้ แต่คนพูดถึงเยอะ”
โจทย์ท้าทายไทย “ขาดดุลประชากร”
อย่างไรก็ดี อีกด้านของเหรียญก็คือ ต้องทำให้คนไทย ทำให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพที่ดีด้วย ขณะเดียวกันอยากให้มองปัจจัยท้าทายที่สำคัญด้วย ก็คือ ประชากรไทยลดลงมากกว่าคนเกิดใหม่ ส่งผลให้เกิดภาวะ “ขาดดุลประชากร” ปีละหลายแสนคน และแนวโน้มจะมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะเดียวกันมีข้อมูลที่น่าสนใจ ที่ตีพิมพ์ใน British Medical Journal ซึ่งเก็บข้อมูลเกี่ยวกับบัตรทอง ช่วง 5 ปีก่อนเกิดโควิด พบว่าผู้ป่วยในระบบบัตรทองที่มีค่าใช้จ่ายสูงสุด 5% ใช้งบประมาณถึง 50%
“ต้องนึกภาพ ว่าตอนเราแก่ตัว ตอนอายุมาก ๆ ถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต จะต้องใช้เงินมาก ซึ่งตัวเลข 5% คือใคร ในงานวิจัยบอกว่า 1.ผู้มีอายุเยอะ ระหว่าง 55-60 ปี โดยเกินครึ่งมีอายุเกิน 60 ปี 2.เป็นผู้ชาย และ 3.คนที่มีโรคประจำตัวหลายโรค แสดงว่าค่าใช้จ่ายกระจุกตัวอยู่ตรงนั้น ฉะนั้นมันเป็นสิ่งที่ท้าทายประเทศไทยมาก จะทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุไม่มีโรคเยอะ ซึ่งจะทำให้ไม่ต้องมีต้นทุนดูแลสุขภาพที่แพง แล้วถ้าเราทำเป็น Wellness Economy ก็จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยเราเองด้วย”
นอกจากนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีฐานะทางเศรษฐกิจไม่ดี โดยจากข้อมูลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐพบว่าคนไทยที่อายุ 60 ปีขึ้นไปสมัครขอบัตรถึง 7 ล้านคน จากผู้สูงอายุที่มีในปัจจุบันทั้งหมด 14.5 ล้านคน สะท้อนให้เห็นว่าผู้สูงอายุจำนวนมากมีสุขภาพทางการเงินที่ไม่ดีเลย ดังนั้นการทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น แล้วเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุทำงานได้ จะมีความสำคัญมากด้วย และสุขภาพก็ต้องดีด้วย
แนะทำ 4 ข้อ ปรับภาพลักษณ์เมืองไทย
“ประธานสภาพัฒน์” กล่าวด้วยว่า การจะเป็น Wellness Economy ต้องสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทย โดยประชาชนคนไทยต้อง “ดูดี” ไม่อ้วน สุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง อายุยืน ทำให้คนทั่วโลกเกิดความเชื่อว่ามาอยู่ประเทศไทยแล้วจะสุขภาพดีและอายุยืน แปลว่าต้องดูแลสุขภาพ (Healthcare) ไม่ใช่การรักษาผู้ป่วย (Medical Care)
“เราจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยมีภาพลักษณ์ว่าประเทศนี้เป็นประเทศที่คนมาอยู่แล้วอายุยืน อยู่แล้วสุขภาพดี ต้องทำให้ภาพของประเทศไทยเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่ดีทรอยต์ออฟเอเชีย”
โดยทำให้ประเทศไทยมีภาพลักษณ์อย่างที่ว่าได้ ต้องมีสิ่งที่ต้องทำอย่างน้อย 4 ข้อ คือ 1.เน้นการส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวที่น่าประทับใจ ในเชิงของการต่อยอดคุณภาพของชีวิต มากกว่าส่งเสริมการท่องเที่ยวในเชิงปริมาณ
2.ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว รวมทั้งความปลอดภัยจากการถูกเอารัดเอาเปรียบและถูกโกงด้วย ไม่ใช่ปลอดภัยในเชิงร่างกายอย่างเดียว เพื่อให้นักท่องเที่ยวพูดกันปากต่อปากว่าประเทศไทยปลอดภัย
3.ปรับปรุงหน่วยงานของรัฐให้เป็น Facilitator ให้กับภาคเอกชน ไม่ใช่เป็นแค่ Regulator เช่น สำนักงานอาหารและยา และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมเรื่องของสมุนไพรไทย แพทย์แผนไทย และการเป็นครัวของโลก เป็นต้น
และ 4.หากจะให้ประเทศไทยเป็น Medical Hub จะต้องเร่งผลิตบุคลากรทางการแพทย์และเพิ่มการใช้เทคโนโลยี รวมทั้งการรวมศูนย์ข้อมูลสุขภาพของประชาชน และต้องเก็บภาษีจากชาวต่างชาติที่มารักษาพยาบาลที่ประเทศไทย เพื่อให้เกิดความเสมอภาคกับคนไทย
“4 อย่างนี้ถ้าทำก็จะเปิดโอกาสในการขยายกิจการ ขยายการลงทุน Wellness ในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ รัฐบาลต้องปรับจากการจะไปแข่งขันกับประเทศที่เขาทำอุตสาหกรรมเก่ง ๆ แล้วมาทำภาคบริการ ไม่ได้บอกว่าไม่ให้ทำพวกส่งออก อิเล็กทรอนิกส์ จะทำเซมิคอนดักเตอร์ จะทำ Data Center บ้างไม่ว่ากัน แต่ Longevity ผมว่าจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่ยั่งยืนและตอบโจทย์คนไทยที่ประชากรแก่ตัวลงอย่างรวดเร็วด้วย” ดร.ศุภวุฒิกล่าว