เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
หุ้นไทย 6 กลุ่มน่าลงทุน ครึ่งปีหลังเทรนด์ SET ขาขึ้น
Finance หุ้นไทย 6 กลุ่มน่าลงทุน ครึ่งปีหลังเทรนด์ SET ขาขึ้น
26 ปี เดอะมอลล์โคราช จับตาสลัดภาพศูนย์การค้าในตำนาน สู่โมเดลใหม่
Real Estate 26 ปี เดอะมอลล์โคราช จับตาสลัดภาพศูนย์การค้าในตำนาน สู่โมเดลใหม่
‘พราว-BNH’ ปั้นโมเดลใหม่ ที่อยู่อาศัย Longevity ครบวงจร
Real Estate ‘พราว-BNH’ ปั้นโมเดลใหม่ ที่อยู่อาศัย Longevity ครบวงจร
กฎคัดกรอง ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ บทพิสูจน์ฝีมือไทยรับมืออุตฯ อนาคต
Economic กฎคัดกรอง ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ บทพิสูจน์ฝีมือไทยรับมืออุตฯ อนาคต
เปิดงานวิจัยธรรมศาสตร์ การออกแบบ ‘โรงเรียน’ เพื่อรับมือเหตุกราดยิง
การศึกษา เปิดงานวิจัยธรรมศาสตร์ การออกแบบ ‘โรงเรียน’ เพื่อรับมือเหตุกราดยิง
เชลซี ต้องลุ้นแชมป์
คุยกับเอกราช เชลซี ต้องลุ้นแชมป์
ฝ่ายค้าน พร้อมยื่นซักฟอกปลาย ส.ค. จ่อชำแหละ “คดีฮั้ว สว.-ทุจริตสอบ” เชื่อไม่เสียของ
Politics ฝ่ายค้าน พร้อมยื่นซักฟอกปลาย ส.ค. จ่อชำแหละ “คดีฮั้ว สว.-ทุจริตสอบ” เชื่อไม่เสียของ
นายกฯ ย้ำเบรก ‘แลนด์บริดจ์’ ลุยพัฒนา ‘Missing Link’ เชื่อคนใต้ไม่ทิ้งโอกาส
Economic นายกฯ ย้ำเบรก ‘แลนด์บริดจ์’ ลุยพัฒนา ‘Missing Link’ เชื่อคนใต้ไม่ทิ้งโอกาส
อลิอันซ์ อยุธยาลุยต่อ CSR ฟื้นหาดใหญ่เสริมเกราะรับมือน้ำท่วม
SD อลิอันซ์ อยุธยาลุยต่อ CSR ฟื้นหาดใหญ่เสริมเกราะรับมือน้ำท่วม
Wellness Economy โอกาสใหม่อนาคตท่องเที่ยวไทย
Economic Wellness Economy โอกาสใหม่อนาคตท่องเที่ยวไทย
ดูทั้งหมด

Longevity ไฟต์บังคับ ‘ศุภวุฒิ’ เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย

08 ส.ค. 2569 | 12:30น.

พูดกันมาหลายปีแล้วว่าเศรษฐกิจไทยสมัยนี้ “ขาดเครื่องยนต์หลัก” ในการขับเคลื่อนการเติบโต ต่างจากยุค “โชติช่วงชัชวาล” ที่เคยพาสยามเมืองยิ้มไปไกลจนเกือบเป็น “เสือตัวที่ 5 ของเอเชีย” หรือแม้แต่ยุคที่ต่างชาติแห่ย้ายฐานการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์เข้ามา จนกลายเป็น “Detroit of Asia” แต่ทุกวันนี้ใคร ๆ ก็บอกว่า “บุญเก่า” กำลังจะหมด และทุกรัฐบาลพยายามพูดถึงการสร้าง “Engine of Growth” หรือ “อุตสาหกรรมใหม่” ที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาโตได้สูงขึ้น ล่าสุดมีมุมมองที่น่าสนใจจากงานสัมมนา “NEW TOURISM NEW ECONOMY เจาะโอกาสเศรษฐกิจสุขภาพ พลิกอนาคตท่องเที่ยวไทย” จัดโดย “มติชน” ที่ “ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ” ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้นำเสนอไว้ในหัวข้อ “Longevity Economy : โอกาสใหม่ของเศรษฐกิจไทย” 

“Longevity Economy” ไฟต์บังคับ

“ดร.ศุภวุฒิ” กล่าวว่า ตนมองว่า “Longevity Economy” เป็นไฟต์บังคับสำหรับประเทศไทย เพราะประชากรของไทยแก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว โดยจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากปี 2543 ที่ไทยมีผู้สูงอายุเพียง 5.7 ล้านคน แต่ปัจจุบันมี 14.5 ล้านคน และคาดว่าอีก 15 ปีจะมีถึง 20 ล้านคน ขณะเดียวกันข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยยังพบว่าประชากรไทยเริ่มลดจำนวนลงแล้ว โดยตนคำนวณแล้วอาจจะลดลงเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์กันไว้เดิม คือ คาดว่าในปี 2583 ประชากรไทยจะเหลือแค่ 64 ล้านคน 

ขณะที่สัดส่วนของคนที่อยู่ในวัยทำงานต่อผู้สูงอายุ 1 คน ก็ไหลลงมาเรื่อย ๆ จาก 7.07 คน ตอนช่วงปี 2543 มาถึงตอนนี้เหลือแถว ๆ 3.5 คน และถ้ามองยาวไปถึงปี 2593 คาดว่าจะเหลือวัยทำงานแค่ 1.8 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คนเท่านั้นเอง โดยตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าสังคมสูงอายุของไทยมาเร็วมาก ซึ่งการที่คนแก่ตัวมากขึ้นก็จะมีปัญหาสุขภาพตามมา จึงเป็นคำถามว่าประเทศไทยจะรับมืออย่างไร

นอกจากนี้ ถ้าดูตัวเลขค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของไทย ยกตัวอย่างระบบบัตรทอง จะเห็นว่ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เฉลี่ยปีละ 6% ส่วนค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการก็เพิ่มขึ้นปีละกว่า 5% ซึ่งตัวเลขฟ้องว่า ต้องทำให้เศรษฐกิจโตอย่างน้อยเท่ากับค่าใช้จ่ายตรงนี้ แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยโตแค่ 2%

“ผมมองว่า Longevity Economy เป็นไฟต์บังคับ ถ้าทำ Longevity Economy ตัวเลขเหล่านี้จะเปลี่ยนไปเลย” 

เศรษฐกิจภาคบริการใหญ่เกินคาด

“ดร.ศุภวุฒิ” ฉายภาพต่อว่า เดิมเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม (Manufacturing) โดยในอดีตภาคนี้เติบโตดีกว่า GDP ด้วยซ้ำ แต่ตอนหลังตั้งแต่ประเทศจีนเข้าร่วมองค์การการค้าโลก (WTO) แล้วแข่งขันได้มากขึ้น มีศักยภาพด้านการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมมากขึ้น สัดส่วน Manufacturing ของไทยก็ลดลง โดยเฉพาะช่วงหลังโควิดยิ่งหนัก เพราะแทบจะไม่โตเลย แม้ว่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมจะโตขึ้น แต่มาจากการนำชิ้นส่วนจากต่างประเทศเข้ามาประกอบแล้วส่งออก ซึ่งจะเห็นได้ว่าระยะหลังไทยก็ขาดดุลการค้าด้วย

ขณะเดียวกันภาครัฐเองก็ต้องอุ้มเศรษฐกิจมากขึ้น เห็นได้จากการขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ช่วงปี 2563-2568 GDP โตเฉลี่ยไม่ถึง 1% หรือตัดช่วงโควิดออกไป GDP ไทยก็โตแค่กว่า 2% แต่ภาครัฐขาดดุลงบประมาณ 4-5% นอกจากนี้ การเก็บภาษีก็ลดลงด้วย ซึ่งแปลว่ารัฐบาลต้องกู้เงินมาเพื่อโตต่ำ ๆ ดังนั้น การเดินแบบนี้จะไปต่อไม่ได้

“ภาคอุตสาหกรรมที่เทียบกับจีดีพีมันไหลลงเรื่อย ๆ แต่ภาคที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ คือภาคบริการ Longevity Economy, Medical Tourism โดยตัวเลขบัญชีประชาชาติด้านการท่องเที่ยวที่จัดทำไว้โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา วัดการท่องเที่ยวต่อจีดีพี ทั้งทางตรงและทางอ้อม และรายได้ของการท่องเที่ยว รวมกันกลายเป็นว่าก่อนโควิดอยู่ที่ 11.45% ในปี 2553 แล้วเพิ่มเป็น 22.99% นับว่าเป็นเซ็กเตอร์ที่ใหญ่มาก พอเจอโควิดลดลงไปเหลือ 2.76% แต่ตอนนี้ขยับกลับขึ้นมาเป็น 18.32% ตรงนี้น่าสนใจว่าเราจะพัฒนาไปแบบไหน เพราะขนาดมันใหญ่ทดแทนภาคอุตสาหกรรมได้”

อย่างไรก็ดี “ดร.ศุภวุฒิ” กล่าวด้วยว่า ต้องย้ำว่าไม่ได้หมายความว่าจะให้ทิ้งภาคอุตสาหกรรม แต่อุตสาหกรรมอาจจะไม่ได้เป็น Growth Driver ไม่เป็นตัวที่จะทำให้ GDP โตได้ 3-4% อีกต่อไป แต่ภาคท่องเที่ยวหากผลักดันให้กลับไปมีสัดส่วนที่ 23% ได้ก็จะนำการเติบโตของ GDP ได้ ถือว่าเป็นสาขาทางเศรษฐกิจที่ใหญ่เกินกว่าที่เราเคยคิดไว้

“นี่เป็นเพียงการวัดตัวการท่องเที่ยวรวม ๆ แต่ก็มีอีกองค์กรหนึ่ง เรียกว่า Global Wellness Institute ที่เขาคำนวณ Wellness ว่าทั้งโลกมีมูลค่า 6.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และคำนวณว่า CAGR อยู่ที่ 6.2% ต่อปี ซึ่งถือว่าใช้ได้ เพราะจีดีพีเราโตแค่ 2-3% ดังนั้นถ้าเราเกาะรถไฟนี้ขึ้นไปได้ ตรงนี้ของเราจากปัจจุบัน Wellness มีมูลค่า 4.27 พันล้านเหรียญ หรือประมาณ 7.6% ของจีดีพีไทย เมื่อรวมกับท่องเที่ยวยังไง ๆ Wellness Economy ของไทยก็ 30% และมีโอกาสไป 35-40% ได้ในอนาคต”

Longevity
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

จุดเด่นประเทศไทยดึงดูดต่างชาติ

“ดร.ศุภวุฒิ” กล่าวอีกว่า ประเทศไทยมีโอกาสสูงมากในการผลักดัน Longevity Economy โดยไทยมีจุดเด่น ก็คือ 1.ภูมิอากาศที่เหมาะสม เหมาะกับการท่องเที่ยวได้ทั้งปี ไม่ได้หนาวมากเหมือนยุโรป หรือร้อนมากเหมือนตะวันออกกลาง 2.ความเป็นมิตรของผู้คน 3.ความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวก 4.มีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติมากมาย 5.มีความปลอดภัย และ 6.อาหารไทยที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก

“ผมมีเพื่อนต่างชาติหลายคน ทุกคนบอกว่าประเทศไทยน่ามาเที่ยว เขามาแล้วรู้สึกว่าอยู่สบาย มีคนหนึ่งบอกว่าสิงคโปร์มีทุกอย่างดีหมดเลย แต่เขาบอกว่ามันสะอาดไปหมดเลย มันปราศจากเชื้อโรคจนน่าเบื่อ แล้วพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเขาก็ต้องสอนให้ยิ้ม ของเรามันเป็นธรรมชาติ ฉะนั้นก็ต้องยอมรับว่าไทยเป็นประเทศที่คนชอบมา เพราะมีหลาย ๆ อย่างที่ดีจริง ๆ ตรงนี้อาจจะคำนวณออกมาเป็นตัวเลขไม่ได้ แต่คนพูดถึงเยอะ”

โจทย์ท้าทายไทย “ขาดดุลประชากร” 

อย่างไรก็ดี อีกด้านของเหรียญก็คือ ต้องทำให้คนไทย ทำให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพที่ดีด้วย ขณะเดียวกันอยากให้มองปัจจัยท้าทายที่สำคัญด้วย ก็คือ ประชากรไทยลดลงมากกว่าคนเกิดใหม่ ส่งผลให้เกิดภาวะ “ขาดดุลประชากร” ปีละหลายแสนคน และแนวโน้มจะมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะเดียวกันมีข้อมูลที่น่าสนใจ ที่ตีพิมพ์ใน British Medical Journal ซึ่งเก็บข้อมูลเกี่ยวกับบัตรทอง ช่วง 5 ปีก่อนเกิดโควิด พบว่าผู้ป่วยในระบบบัตรทองที่มีค่าใช้จ่ายสูงสุด 5%  ใช้งบประมาณถึง 50% 

“ต้องนึกภาพ ว่าตอนเราแก่ตัว ตอนอายุมาก ๆ ถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต จะต้องใช้เงินมาก ซึ่งตัวเลข 5% คือใคร ในงานวิจัยบอกว่า 1.ผู้มีอายุเยอะ ระหว่าง 55-60 ปี โดยเกินครึ่งมีอายุเกิน 60 ปี 2.เป็นผู้ชาย และ 3.คนที่มีโรคประจำตัวหลายโรค แสดงว่าค่าใช้จ่ายกระจุกตัวอยู่ตรงนั้น ฉะนั้นมันเป็นสิ่งที่ท้าทายประเทศไทยมาก จะทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุไม่มีโรคเยอะ ซึ่งจะทำให้ไม่ต้องมีต้นทุนดูแลสุขภาพที่แพง แล้วถ้าเราทำเป็น Wellness Economy ก็จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยเราเองด้วย”

นอกจากนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีฐานะทางเศรษฐกิจไม่ดี โดยจากข้อมูลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐพบว่าคนไทยที่อายุ 60 ปีขึ้นไปสมัครขอบัตรถึง 7 ล้านคน จากผู้สูงอายุที่มีในปัจจุบันทั้งหมด 14.5 ล้านคน  สะท้อนให้เห็นว่าผู้สูงอายุจำนวนมากมีสุขภาพทางการเงินที่ไม่ดีเลย ดังนั้นการทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น แล้วเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุทำงานได้ จะมีความสำคัญมากด้วย และสุขภาพก็ต้องดีด้วย

แนะทำ 4 ข้อ ปรับภาพลักษณ์เมืองไทย

“ประธานสภาพัฒน์” กล่าวด้วยว่า การจะเป็น Wellness Economy ต้องสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทย โดยประชาชนคนไทยต้อง “ดูดี” ไม่อ้วน สุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง อายุยืน ทำให้คนทั่วโลกเกิดความเชื่อว่ามาอยู่ประเทศไทยแล้วจะสุขภาพดีและอายุยืน แปลว่าต้องดูแลสุขภาพ (Healthcare)  ไม่ใช่การรักษาผู้ป่วย (Medical Care) 

“เราจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยมีภาพลักษณ์ว่าประเทศนี้เป็นประเทศที่คนมาอยู่แล้วอายุยืน อยู่แล้วสุขภาพดี ต้องทำให้ภาพของประเทศไทยเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่ดีทรอยต์ออฟเอเชีย” 

โดยทำให้ประเทศไทยมีภาพลักษณ์อย่างที่ว่าได้ ต้องมีสิ่งที่ต้องทำอย่างน้อย 4 ข้อ คือ 1.เน้นการส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวที่น่าประทับใจ ในเชิงของการต่อยอดคุณภาพของชีวิต มากกว่าส่งเสริมการท่องเที่ยวในเชิงปริมาณ

2.ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว รวมทั้งความปลอดภัยจากการถูกเอารัดเอาเปรียบและถูกโกงด้วย ไม่ใช่ปลอดภัยในเชิงร่างกายอย่างเดียว เพื่อให้นักท่องเที่ยวพูดกันปากต่อปากว่าประเทศไทยปลอดภัย

3.ปรับปรุงหน่วยงานของรัฐให้เป็น Facilitator ให้กับภาคเอกชน ไม่ใช่เป็นแค่ Regulator เช่น สำนักงานอาหารและยา และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมเรื่องของสมุนไพรไทย แพทย์แผนไทย และการเป็นครัวของโลก เป็นต้น

และ 4.หากจะให้ประเทศไทยเป็น Medical Hub จะต้องเร่งผลิตบุคลากรทางการแพทย์และเพิ่มการใช้เทคโนโลยี รวมทั้งการรวมศูนย์ข้อมูลสุขภาพของประชาชน และต้องเก็บภาษีจากชาวต่างชาติที่มารักษาพยาบาลที่ประเทศไทย เพื่อให้เกิดความเสมอภาคกับคนไทย

“4 อย่างนี้ถ้าทำก็จะเปิดโอกาสในการขยายกิจการ ขยายการลงทุน Wellness ในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ รัฐบาลต้องปรับจากการจะไปแข่งขันกับประเทศที่เขาทำอุตสาหกรรมเก่ง ๆ แล้วมาทำภาคบริการ ไม่ได้บอกว่าไม่ให้ทำพวกส่งออก อิเล็กทรอนิกส์ จะทำเซมิคอนดักเตอร์ จะทำ Data Center บ้างไม่ว่ากัน แต่ Longevity ผมว่าจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่ยั่งยืนและตอบโจทย์คนไทยที่ประชากรแก่ตัวลงอย่างรวดเร็วด้วย” ดร.ศุภวุฒิกล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Longevity ศุภวุฒิ​ สายเชื้อ​