เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
หุ้นไทย 6 กลุ่มน่าลงทุน ครึ่งปีหลังเทรนด์ SET ขาขึ้น
Finance หุ้นไทย 6 กลุ่มน่าลงทุน ครึ่งปีหลังเทรนด์ SET ขาขึ้น
26 ปี เดอะมอลล์โคราช จับตาสลัดภาพศูนย์การค้าในตำนาน สู่โมเดลใหม่
Real Estate 26 ปี เดอะมอลล์โคราช จับตาสลัดภาพศูนย์การค้าในตำนาน สู่โมเดลใหม่
‘พราว-BNH’ ปั้นโมเดลใหม่ ที่อยู่อาศัย Longevity ครบวงจร
Real Estate ‘พราว-BNH’ ปั้นโมเดลใหม่ ที่อยู่อาศัย Longevity ครบวงจร
กฎคัดกรอง ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ บทพิสูจน์ฝีมือไทยรับมืออุตฯ อนาคต
Economic กฎคัดกรอง ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ บทพิสูจน์ฝีมือไทยรับมืออุตฯ อนาคต
เปิดงานวิจัยธรรมศาสตร์ การออกแบบ ‘โรงเรียน’ เพื่อรับมือเหตุกราดยิง
การศึกษา เปิดงานวิจัยธรรมศาสตร์ การออกแบบ ‘โรงเรียน’ เพื่อรับมือเหตุกราดยิง
เชลซี ต้องลุ้นแชมป์
คุยกับเอกราช เชลซี ต้องลุ้นแชมป์
ฝ่ายค้าน พร้อมยื่นซักฟอกปลาย ส.ค. จ่อชำแหละ “คดีฮั้ว สว.-ทุจริตสอบ” เชื่อไม่เสียของ
Politics ฝ่ายค้าน พร้อมยื่นซักฟอกปลาย ส.ค. จ่อชำแหละ “คดีฮั้ว สว.-ทุจริตสอบ” เชื่อไม่เสียของ
นายกฯ ย้ำเบรก ‘แลนด์บริดจ์’ ลุยพัฒนา ‘Missing Link’ เชื่อคนใต้ไม่ทิ้งโอกาส
Economic นายกฯ ย้ำเบรก ‘แลนด์บริดจ์’ ลุยพัฒนา ‘Missing Link’ เชื่อคนใต้ไม่ทิ้งโอกาส
อลิอันซ์ อยุธยาลุยต่อ CSR ฟื้นหาดใหญ่เสริมเกราะรับมือน้ำท่วม
SD อลิอันซ์ อยุธยาลุยต่อ CSR ฟื้นหาดใหญ่เสริมเกราะรับมือน้ำท่วม
Wellness Economy โอกาสใหม่อนาคตท่องเที่ยวไทย
Economic Wellness Economy โอกาสใหม่อนาคตท่องเที่ยวไทย
ดูทั้งหมด

หมดไฟ หรือหมดใจ ? เมื่อคนเก่งไม่อยากโต

02 ส.ค. 2569 | 17:54น.
พนักงาน หมดใจ
คอลัมน์ : SD talk
ผู้เขียน : ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ
        CEO AcComm Group

Burnout หรือหมดไฟ ที่ใช้กันบ่อยในโลกการทำงาน องค์การอนามัยโลก (WHO) นิยามว่า เป็นภาวะที่เกิดจากความเครียดเรื้อรังในที่ทำงานที่ไม่ได้รับการจัดการ ทำให้พลังงานลดลง หรืออ่อนล้า รู้สึกลบต่องาน ประสิทธิภาพการทำงานลดลง

ซึ่งไม่ใช่ปัญหาของคนที่ “ใจไม่สู้” แต่เป็นสัญญาณของระบบงาน การสนับสนุนในองค์กรไม่สมดุลพอ

ถ้า Burnout คือภาวะ “หมดพลัง” คำว่า “หมดใจ” คงหมายถึงภาวะที่คนเริ่มไม่เชื่อว่าเส้นทางข้างหน้าคุ้มค่าพอ พูดอีกอย่างหมดไฟคือยังอยากไปต่อแต่ไม่มีแรง ส่วนหมดใจคือไม่แน่ใจว่าการไปต่อนั้นดี

ในอดีตการเติบโตในองค์กรค่อนข้างชัด คือเลื่อนตำแหน่ง มีรายได้มากขึ้น มีทีมใหญ่ขึ้น มีสถานะสูงขึ้น

แต่วันนี้คนจำนวนมากไม่ได้ถามเพียงว่า “ถ้าฉันเติบโต ฉันจะได้อะไร ?” แต่จะถามว่า “ถ้าฉันเติบโต ฉันจะต้องเสียอะไรไปบ้าง ?”

นี่ไม่ใช่ความอ่อนแอ ไม่ใช่ไม่เอางานเอาการ แต่เป็นการมองเห็นต้นทุนความสำเร็จ

การเติบโตจึงไม่ใช่เพียงการตัดสินใจด้านอาชีพอีกต่อไป แต่เป็นการตัดสินใจด้านตัวตน คนไม่ได้มองงานแยกออกจากชีวิต แยกออกจากสุขภาพ แยกออกจากคุณค่าในใจ

งานวิจัย Psychological Empowerment (ภาวะรู้สึกมีพลังและเป็นเจ้าของงาน) พบว่า เมื่อคนรู้สึกว่างานมีความหมาย มีอิสระ ตนมีความสามารถ และเห็นผลกระทบจากสิ่งที่ทำ เขาจะพึงพอใจและผูกพันกับองค์กร แต่ก็มีแนวโน้มความเครียดและตั้งใจลาออกลดลง

สะท้อนว่า คนไม่ได้ต้องการเติบโตเพื่อตำแหน่งที่สูงขึ้น แต่อยากโตในบทบาทที่มีความหมาย ทำให้เขารู้สึกว่ายังเป็นเจ้าของชีวิตตัวเองอยู่

ความทะเยอทะยานแบบเดิมมักถูกวัดด้วยตำแหน่ง เงินเดือน อำนาจ และสถานะ แต่แบบใหม่จะให้ความสำคัญกับความหมาย คุณค่า พลังชีวิต ที่สอดคล้องกับตัวตนมากขึ้น

อดีตการเติบโตอาจหมายถึงการปรับตัวให้เข้ากับบทบาทที่ใหญ่ขึ้น แต่วันนี้เริ่มถามกันว่า “ถ้าฉันประสบความสำเร็จ ฉันยังจะเป็นตัวเองอยู่ไหม ?”

อดีตตำแหน่งใหม่คือโอกาส แต่วันนี้มาพร้อมคำถามว่า “นี่เป็นชีวิตที่ยั่งยืนไหม ?” เพราะความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นมักมาพร้อมกับภาระทางความคิด ความคาดหวังโตเร็วกว่าระบบสนับสนุน งานที่สำคัญอาจทำให้ชีวิตส่วนตัวเล็กลง

คนยังอยากมีผลงาน อยากใช้ศักยภาพของตน แต่ไม่อยากเติบโตในรูปแบบที่ทำให้ชีวิตภายในพังทลาย

การเติบโตแบบใหม่ควรอยู่ในชีวิตจริงได้ ถึงเวลาที่องค์กรต้องลดช่องว่างที่เงียบงัน คนจำนวนมากไม่อยากเติบโตในรูปแบบนั้นอีกแล้ว

การเติบโตแบบใหม่ควรมี 4 มิติ

หนึ่ง การเติบโตที่ปลอดภัยต่อตัวตน ประสบความสำเร็จได้โดยไม่รู้สึกว่าต้องละทิ้งความเป็นตัวเอง

สอง การเติบโตที่ยั่งยืน ไม่ควรทำให้คนต้องอยู่ในภาวะหมดแรงเรื้อรัง หรือรู้สึกว่าความสำเร็จคือการอดทนจนร่างกายและใจพัง

สาม การเติบโตที่มีความหมาย ควรเพิ่มผลกระทบและคุณค่าที่คนสร้างได้ ไม่ใช่เพิ่มภาระงานหรือสถานะ

สี่ เส้นทางการเติบโตที่ยืดหยุ่น ไม่ใช่ทุกคนต้องโตในแนวดิ่งเสมอไป บางคนอาจโตผ่านความเชี่ยวชาญ การนำโปรเจ็กต์สำคัญ หรือการสร้างคุณค่าในรูปแบบใหม่ ๆ

Coaching ที่ถูกต้อง ช่วยฟื้นแรงจูงใจ ในอดีตผู้นำถูกคาดหวังให้มองหาคนที่พร้อม และผลักดันให้เขาก้าวสู่บทบาทใหม่ สิ่งนี้ยังสำคัญ แต่ไม่เพียงพอ

ผู้นำยุคใหม่จะออกแบบเงื่อนไขที่ทำให้การเติบโตรู้สึกเป็นไปได้ คุ้มค่า และยั่งยืน หนึ่งในเงื่อนไขคือคุณภาพบทสนทนา เพราะความกังวลเรื่องการเติบโตไม่ได้ถูกพูดออกมาตรง ๆ

คนไม่ค่อยพูดว่า “ฉันกลัวจะสูญเสียตัวเอง – ฉันไม่แน่ใจว่าชีวิตแบบนั้นยั่งยืนไหม – ฉันกลัวว่าถ้าโตขึ้นจะไม่มีเวลากับสิ่งที่มีความหมาย”

แต่คนมักพูดว่า “ยังไม่พร้อม – ขอดูก่อน – ยังไม่ใช่ตอนนี้”

การโค้ชที่ถูกต้องควรเริ่มเร็วขึ้นในชีวิตการทำงาน แต่ไม่ใช่การกดดันให้คนรับโอกาสเร็วขึ้น ไม่ใช่การใช้คำถามเพื่อพาคนไปยังคำตอบที่องค์กรต้องการ

การโค้ชที่ดีจะช่วยให้คนได้ยินเสียงตัวเอง เห็นคุณค่า เห็นความสามารถที่มีอยู่ เห็นทางเลือกที่เป็นไปได้ และเห็นเงื่อนไขที่จะทำให้การเติบโตไม่ใช่ภาระ แต่เป็นสิ่งใหม่ที่เป็นไปได้

หลายกรณีคนไม่ได้ขาดแรงจูงใจ แต่ถูกบดบังด้วยความเหนื่อย ความกลัว ความไม่ชัดเจน หรือประสบการณ์เดิมที่ทำให้เขาไม่เชื่อว่าการเติบโตจะดีต่อชีวิต

บทสนทนาเชิงการโค้ชจึงช่วยดึงพลังกลับมาให้มีแรงจูงใจ ไม่ใช่บอกให้ “สู้” หรือ “คิดบวก” แต่ให้เขาเชื่อมโยงการเติบโตกับจุดแข็ง และภาพชีวิตที่เขาอยากสร้าง

ในโลกการทำงานวันนี้

ต้องการการยอมรับภายนอก สู่การแสวงหาความสอดคล้องภายใน

วิ่งให้เร็วที่สุด สู่การเติบโตยั่งยืนที่สุด

  • ดูประสบความสำเร็จ สู่การรู้สึกว่าความสำเร็จนั้นมีความหมายจริง
  • คนยังอยากเติบโต แต่ไม่อยากเสียสุขภาพ คุณค่า ความสัมพันธ์ หรือความเป็นตัวเอง

คำถามขององค์กรในอนาคตอาจไม่ใช่ “เราจะทำให้คนเติบโตเร็วขึ้นได้อย่างไร ?” แต่คือ “เราจะสร้างองค์กรแบบไหน ที่ทำให้คนอยากเติบโตโดยไม่ต้องสูญเสียตัวเองระหว่างทาง ?”

นี่ไม่ใช่โจทย์ของฝ่าย Talent หรือ HR แต่เป็นโจทย์ของการออกแบบภาวะผู้นำ เพราะที่สุดแล้วผู้นำไม่ได้เพียงขับเคลื่อนผลลัพธ์ แต่ต้องออกแบบจังหวะชีวิตของคนในระบบด้วย

องค์กรที่เข้าใจเรื่องนี้จะไม่เพียงรักษาคนเก่งไว้ได้ แต่จะทำให้คนเก่งอยากโตต่อไปอย่างเต็มใจ เต็มศักยภาพ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ทำงาน พนักงาน องค์กร