‘AI Deepfake’ เกลื่อนสหรัฐฯ ระบาดหนักรับเลือกตั้ง ‘ขยะดิจิทัล’ ไร้การควบคุม
คำเตือนเรื่องภัยคุกคามต่อประชาธิปไตยได้หวนกลับมาอีกครั้ง เนื่องในฤดูกาลเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Elections) ของประเทศสหรัฐฯ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ ทว่าเทคโนโลยีสร้างภาพและเสียงสังเคราะห์ที่นำไปสู่การเกิด AI Deepfake กำลังถูกลดทอนกลายเป็นเพียงมุกตลกปาโคลนทางการเมือง ท่ามกลางช่องโหว่ทางกฎหมายที่ไร้ผลบังคับใช้จริงเกี่ยวกับ AI ในปัจจุบัน
โฆษณาหาเสียงแบบสังเคราะห์โดยปัญญาประดิษฐ์ ได้กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาของการเมืองอเมริกันไปแล้ว แต่อิทธิพลและผลกระทบที่แท้จริงของมันยังคงเป็นคำถามที่รอคำตอบ
เป็นเวลาหลายปีที่เราได้รับคำเตือนเกี่ยวกับผลกระทบอันร้ายแรงของ “ดีปเฟก” ต่อการเลือกตั้ง วิดีโอที่สร้างด้วย AI สามารถหลอกผู้ลงคะแนนให้เชื่อว่าผู้สมัครได้พูดหรือทำในสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่มาวันนี้ ท่ามกลางกระแสการปฏิวัติ Generative AI และการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่เดือน ภาพสังเคราะห์เหล่านี้กลับกลายเป็นเพียงมุกตลกแนวมีมตื้นๆ ในการเมืองรายวัน ซึ่งรวมถึงในการเลือกตั้งขั้นต้นที่ผ่านมาไม่นานนี้ด้วย
ในศึกเลือกตั้งวุฒิสภาอันตึงเครียดของรัฐมิชิแกน วิดีโอโจมตีที่เผยแพร่โดย ไมค์ โรเจอร์ส (Mike Rogers) ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งแทบจะแน่นอนว่าใช้ AI ช่วยสร้าง ได้ตัดต่อ อับดุล เอล-ซาเยด (Abdul El Sayed) ตัวแทนพรรคเดโมแครตให้อยู่ในคราบของโอดิสซุส โดยแสดงภาพเขากำลังขี่ม้าโทรจันเข้าสู่มิชิแกนพร้อมกับแกนนำเดโมแครตระดับชาติอย่าง อเล็กซานเดรีย โอเคซิโอ-คอร์เตซ และ เบอร์นี แซนเดอร์ส ซึ่ง
ขณะเดียวกัน ในศึกผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์ ทีมหาเสียงของ ไบรอัน ชอร์ตสลีฟ (Brian Shortsleeve) จากพรรครีพับลิกัน ก็ได้ปล่อยวิดีโอ AI ป้ายสีผู้ว่าการรัฐ มอรา ฮีลีย์ (Maura Healey) จากพรรคเดโมแครตเช่นกัน โดยชิ้นหนึ่งเป็น
ปรากฏการณ์นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเทรนด์ที่ขยายวงกว้าง
หรือเมื่อไม่กี่เดือนก่อน หลังจาก โซห์ราน มัมดานี (Zohran Mamdani) ชนะการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก บัญชีอวตารบนโซเชียลมีเดียก็ใช้ AI สร้างภาพ “ผู้ลงคะแนนเสียงในพื้นที่” แบบสังเคราะห์ขึ้นมาเพื่อรุมวิพากษ์วิจารณ์เขา
สุญญากาศทางกฎหมาย การควบคุมที่ไร้สภาพบังคับ
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าไม่มีกฎหมายออกมาคุมกำเนิด AI เหล่านี้ หน่วยงาน National Conference of State Legislatures หรือ NCSL ของสหรัฐฯ ระบุว่า มีกฎหมายระดับรัฐหลายสิบฉบับที่พยายามจำกัดหรือห้ามพฤติกรรมนี้ โดยครอบคลุมตั้งแต่การใช้ AI เจตนาหลอกลวง ไปจนถึงการสร้างหุ่นจำลองดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต
บางรัฐอย่างอริโซนาบังคับให้ต้องติดป้ายสำแดง (Disclosure) หากใช้ AI ในโฆษณาการเมืองช่วงเลือกตั้ง ขณะที่มินนิโซตาห้ามทำดีปเฟกที่ไม่ยินยอมเพื่อประทุษร้ายผู้สมัคร อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ ยังคง ไม่มีกฎหมายระดับสหพันธรัฐ (Federal Law) ที่ออกมาควบคุมดีปเฟกในการเลือกตั้งโดยเฉพาะ
ถึงกระนั้น กฎหมายเหล่านี้ก็ยังคงยากที่จะส่งผลกระทบในเชิงปฏิบัติ หลายรัฐยังไร้ข้อบังคับ และการสร้างวิดีโอ AI อันน่าอับอายของนักการเมืองแล้วโพสต์ลงออนไลน์ยังคงทำได้ง่ายดาย ไม่ว่าจะมาจากทีมหาเสียง คณะกรรมการแอ็กชันการเมือง (PAC) หรือบุคคลทั่วไป กฎหมายอาจเปิดช่องให้ฟ้องร้องเยียวยา แต่ไม่ใช่ในแบบที่จะเปลี่ยนผลการเลือกตั้งได้ เพราะเมื่อวิดีโอถูกแพร่กระจายไปแล้ว การระงับยับยั้ง หรือบังคับให้ติดป้ายคำเตือนกำกับไว้นั้นทำได้ยากยิ่ง
กระทบจริง หรือแค่ “ขยะดิจิทัลไร้ราคา”?
อีกมุมหนึ่ง มีความเป็นไปได้ว่าการที่ AI กลายเป็นเรื่องปกติในโฆษณาการเมือง อาจไม่ได้สร้างความเสียหายใหม่ๆ มากอย่างที่เคยหวาดกลัวกัน แม้เทคโนโลยีจะถูกนำมาใช้ในลักษณะที่ดิบและก้าวร้าวก็ตาม เพราะโฆษณาทางการเมืองมีอิทธิพลจำกัดมาตั้งแต่ก่อนยุค Generative AI และนักการเมืองก็ไม่เคยจำเป็นต้องพึ่งพา LLM หรือโปรแกรมสร้างภาพเพื่อโกหกและบิดเบือนจุดยืนของฝ่ายตรงข้าม
The New York Times ระบุว่า จริงอยู่ที่มีงานวิจัยชี้ว่า AI อาจกลายเป็นเครื่องมือทรงพลังในการวิเคราะห์พฤติกรรมเพื่อมุ่งเป้ากลุ่มย่อย (Microtargeting) และโน้มน้าวใจผู้ลงคะแนนเป็นรายบุคคล แต่ดูเหมือนว่านั่นยังไม่ใช่จุดที่เทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้ในการเมืองจริง ณ ขณะนี้
เพราะนี่คือพฤติกรรมการผลิต “ขยะ AI ฝักใฝ่ฝ่าย” (partisan AI slop) ออกมาโต้ตอบกันไปมา คำถามสำคัญในเชิงพฤติกรรมผู้บริโภคสื่อจึงตกมาอยู่ที่ว่า พฤติกรรมตกต่ำทางเทคโนโลยีแบบใหม่นี้ ได้ทำให้สาธารณชนเกิดความคุ้นเคย และตั้งการ์ดระแวงไม่เชื่อถือสื่อบนโซเชียลมีเดียง่ายๆ ยิ่งกว่าแต่ก่อนแล้วบ้างหรือยัง