เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
หุ้นไทย 6 กลุ่มน่าลงทุน ครึ่งปีหลังเทรนด์ SET ขาขึ้น
Finance หุ้นไทย 6 กลุ่มน่าลงทุน ครึ่งปีหลังเทรนด์ SET ขาขึ้น
26 ปี เดอะมอลล์โคราช จับตาสลัดภาพศูนย์การค้าในตำนาน สู่โมเดลใหม่
Real Estate 26 ปี เดอะมอลล์โคราช จับตาสลัดภาพศูนย์การค้าในตำนาน สู่โมเดลใหม่
‘พราว-BNH’ ปั้นโมเดลใหม่ ที่อยู่อาศัย Longevity ครบวงจร
Real Estate ‘พราว-BNH’ ปั้นโมเดลใหม่ ที่อยู่อาศัย Longevity ครบวงจร
กฎคัดกรอง ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ บทพิสูจน์ฝีมือไทยรับมืออุตฯ อนาคต
Economic กฎคัดกรอง ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ บทพิสูจน์ฝีมือไทยรับมืออุตฯ อนาคต
เปิดงานวิจัยธรรมศาสตร์ การออกแบบ ‘โรงเรียน’ เพื่อรับมือเหตุกราดยิง
การศึกษา เปิดงานวิจัยธรรมศาสตร์ การออกแบบ ‘โรงเรียน’ เพื่อรับมือเหตุกราดยิง
เชลซี ต้องลุ้นแชมป์
คุยกับเอกราช เชลซี ต้องลุ้นแชมป์
ฝ่ายค้าน พร้อมยื่นซักฟอกปลาย ส.ค. จ่อชำแหละ “คดีฮั้ว สว.-ทุจริตสอบ” เชื่อไม่เสียของ
Politics ฝ่ายค้าน พร้อมยื่นซักฟอกปลาย ส.ค. จ่อชำแหละ “คดีฮั้ว สว.-ทุจริตสอบ” เชื่อไม่เสียของ
นายกฯ ย้ำเบรก ‘แลนด์บริดจ์’ ลุยพัฒนา ‘Missing Link’ เชื่อคนใต้ไม่ทิ้งโอกาส
Economic นายกฯ ย้ำเบรก ‘แลนด์บริดจ์’ ลุยพัฒนา ‘Missing Link’ เชื่อคนใต้ไม่ทิ้งโอกาส
อลิอันซ์ อยุธยาลุยต่อ CSR ฟื้นหาดใหญ่เสริมเกราะรับมือน้ำท่วม
SD อลิอันซ์ อยุธยาลุยต่อ CSR ฟื้นหาดใหญ่เสริมเกราะรับมือน้ำท่วม
Wellness Economy โอกาสใหม่อนาคตท่องเที่ยวไทย
Economic Wellness Economy โอกาสใหม่อนาคตท่องเที่ยวไทย
ดูทั้งหมด

โตโยต้า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เคียงข้างประเทศไทย-สัมพันธ์ 64 ปี

06 มิ.ย. 2569 | 12:05น.

อุตสาหกรรมยานยนต์ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยมีสัดส่วนสูงถึง 10% ของ GDP 

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เป็นหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญ ผ่านร้อนหนาว เคียงข้างเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมายาวนานกว่า 64 ปี 

ด้วยศักยภาพโรงงานผลิตรถยนต์ 3 แห่ง ด้วยกำลังผลิตกว่า 770,000 คันต่อปี ถึงวันนี้น่าจะพูดได้อย่างเต็มภาคภูมิว่า ประเทศไทย คือฮับการผลิต อันดับท็อปไฟว์ของโตโยต้าทั่วโลก

และตลอด 22 ปีที่ผ่านมา โตโยต้าลงทุนไปกว่า 244,000 ล้านบาท มีการจ้างงานทั้งกลุ่มบริษัทในเครือมากกว่า 270,000 อัตรา มีส่วนสร้าง GDP ให้กับประเทศไทย 3-4%

ในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีที่ 50 “NewsPulse” นำเสนอคอนเทนต์ซีรีส์ “50 Impact” สนทนากับผู้นำธุรกิจหลากหลายวงการ และในฉบับนี้พบกับบทสัมภาษณ์พิเศษ แม่ทัพใหญ่ “โนริอากิ ยามาชิตะ” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เบอร์หนึ่งอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย มาร่วมถอดบทเรียนการก้าวผ่านวิกฤตกว่า 6 ทศวรรษ สะท้อนมุมมอง และความท้าทายในยุคเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์

เติบโตอย่างยั่งยืน

ย้อนภาพเมื่อ 1962 ปีที่โตโยต้าตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย จากวันแรกจนถึงปัจจุบัน โตโยต้า ประเทศไทย ถือเป็นฐานการผลิตใหญ่ติดอันดับ 4 ของโลก รองจากญี่ปุ่น, อเมริกา และจีน เท่านั้น โดยมีการส่งออกรถยนต์ไปกว่า 100 ประเทศทั่วโลก 

มีส่วนร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง  เช่นเดียวกับความสามารถในการครองใจผู้บริโภคชาวไทยด้วยยอดขายอันดับหนึ่ง

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้น “ยามาชิตะ” บอกว่า การมีรถยนต์หลากหลายประเภท และหลากหลายพลังงานทางเลือกมาสนองตอบกับความต้องการของผู้บริโภค เพราะ “โตโยต้า” ไม่ได้ขายรถยนต์เพียงอย่างเดียว แต่เน้นการบริการหลังการขาย และการดูแลลูกค้าแบบครบวงจร  

มีเป้าหมายสำคัญ คือ การมีส่วนช่วยส่งเสริม และพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ของประเทศไทยต่อไป โดยมุ่งรักษาปริมาณการผลิต การจ้างงาน และการลงทุนในประเทศไทย ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคคล เสริมสร้างรักษาห่วงโซ่อุปทาน ซัพพลายเชน ในไทยให้มีการเติบโตอย่างยั่งยืน

Priority DNA ของโตโยต้า  

“ยามาชิตะ” กล่าวถึง DNA สำคัญอันเป็นที่มาของการสร้างความสำเร็จสไตล์โตโยต้าด้วยว่า คือ “การจัดลำดับความสำคัญ” (Priority)  ใน 3 ด้าน 

สิ่งแรก คือ “ความปลอดภัย” และ “คุณภาพ” (Safety-Quality)

“โตโยต้ามุ่งมั่นที่จะดูแลความปลอดภัยของพนักงานทุกคน รวมถึงการส่งมอบสินค้า และบริการที่มีคุณภาพดีที่สุดให้ทุกคน”

ตามด้วย “ปริมาณ” (Volume)  ที่โตโยต้ายึดมั่นเพื่อส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าได้อย่างทันท่วงที และสุดท้ายคือ “ผลประกอบการหรือกำไร” (Profit) เนื่องจากเชื่อว่าหากสามารถสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจจากลูกค้าได้อย่างมั่นคงและต่อเนื่อง สุดท้ายแล้วผลประกอบการหรือกำไรจะตามมาเอง 

นอกจากนี้ โตโยต้ายังใช้หลัก TPS (Toyota Production System) หรือการมุ่งมั่นเพื่อไม่ให้เกิดความสูญเปล่า หรือการสูญเสียในทุก ๆ กระบวนการ เพื่อสร้างองค์กรให้แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพทุกด้าน ไม่เฉพาะแต่กระบวนการการผลิต แต่ใช้ทั้งองคาพยพทุกส่วน ถือเป็นหลักการพื้นฐาน 

“โตโยต้าไม่ได้มองแค่ระยะสั้น ๆ แต่มองการณ์ไกล ยึดมั่น และตัดสินใจบนพื้นฐานข้อเท็จจริง”

แม่ทัพโตโยต้าย้ำว่า นี่คือหัวใจหลักในการทำธุรกิจของโตโยต้า 

ถอดบทเรียน ก้าวข้ามวิกฤต ใน 60 ปี

“ยามาชิตะ” สะท้อนภาพความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายต่าง ๆ ที่โตโยต้า ประเทศไทยต้องเผชิญ และสามารถก้าวข้ามมาได้ ทั้งเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ของไทย, แผ่นดินไหวในญี่ปุ่น รวมทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ อย่างวิกฤตต้มยำ ปัญหาหนี้ครัวเรือน โควิด และปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วน (ชิป) ฯลฯ 

“วันนี้โตโยต้าต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ ๆ อย่างความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อการส่งออก ปัญหาการซัพพลายน้ำมันทำให้เกิดแรงกระเพื่อม ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก”

แน่นอนว่าโตโยต้าไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยคนเดียว แต่ตลอดช่วงที่ผ่านมาได้รับการสนับสนุนจากซัพพลายเออร์ ดีลเลอร์ และพันธมิตรทางธุรกิจที่ร่วมเดินเคียงข้างกับโตโยต้า ทั้งในยามที่ดีและไม่ดี 

โดยเฉพาะความไว้เนื้อเชื่อใจของ “ลูกค้า” ที่มีให้กับโตโยต้ามาอย่างมั่นคงต่อเนื่อง  นั่นคือสิ่งสำคัญที่ทำให้เราก้าวข้ามผ่านวิกฤตมาได้

เคล็ดไม่ลับ “เก็มบะ” เข้าถึงหน้างาน 

“ยามาชิตะ” ยังย้อนถึงช่วงที่เข้ามารับตำแหน่งเมื่อ 6 ปีก่อนด้วยว่า ตรงกับสถานการณ์โควิด-19 พอดี จนอาจกล่าวได้ว่าผ่านความยากลำบากมาด้วยกัน และเพราะความร่วมแรงร่วมใจ ทำให้โตโยต้าสามารถ “ส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าได้ทันเวลา และราบรื่น” 

และก็เป็นผลมาจากเคล็ดไม่ลับ คือ “การจัดลำดับความสำคัญและความปลอดภัย” นั่นเอง

ในช่วงเวลานั้น “ยามาชิตะ” พยายามลงไปในพื้นที่หน้างานด้วยตนเอง เพื่อตรวจสอบสภาพแวดล้อมทางการทำงาน และเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้พนักงาน

“การเข้าไปดูเองที่หน้างาน (เก็มบะ) เพราะเราเชื่อว่าหน้างานคือที่รวบรวมข้อเท็จจริงที่จะได้เห็นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติงานในส่วนใดก็ตาม”

การใช้ควบคู่กับหลัก “เก็มบะ” เพื่อเข้าใจความจริงในแต่ละส่วน ถือเป็นวัฒนธรรมการทำงานของโตโยต้า  คือ การใช้ความจริง เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาได้ถูกต้อง แชร์ข้อมูล ข้อเท็จจริง รับรู้และแก้ไขร่วมกัน 

“ยามาชิตะ” มักย้ำกับพนักงานทุกคนว่า มีอะไรให้เข้ามาคุย หรือรายงาน และอยากให้เน้น “ข่าวไม่ดีก่อน” เพื่อจะได้แก้ปัญหาได้ก่อน

โดยส่วนตัว “ยามาชิตะ” มองว่าการที่รู้ข่าวร้ายหรือเรื่องร้าย ๆ ก่อนจะทำให้สามารถหาทางหนีทีไล่ หรือวิธีการแก้ไขปัญหาได้เร็วกว่า และในท้ายที่สุดผลลัพธ์จะออกมาดีกว่า 

ให้ทุกฝ่ายแชร์ข้อมูลร่วมกันมากที่สุด และบอกปัญหาซึ่งกันและกัน เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นฝั่งใดฝั่งหนึ่งจะกระทบถึงกันอยู่แล้ว 

สิ่งเหล่านั้นคือ “พื้นฐานทางธุรกิจ” เป็นวัฒนธรรมในการทำงานของโตโยต้า ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นในพื้นประเทศใด ก็จะต้องรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้เหมือนกัน 

Best In Town คือเป้าหมาย 

การมีส่วนใน GDP ประเทศไทยถึง 3-4% และมีการจ้างงานกว่า 270,000 ตำแหน่ง  ถือเป็นภารกิจที่หนักอึ้งในฐานะแม่ทัพใหญ่ของ “โตโยต้า” กับความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยในระยะยาว และคำนึงถึงสิ่งที่ดีที่สุดที่จะคืนสู่ประเทศไทย ด้วยการพยายามส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยแบบยั่งยืน 

ภายใต้หลักการที่ยึด “ลูกค้าเป็นศูนย์กลางเสมอ” กับเป้าหมายเป็น Best In Town หรือการเป็นแบรนด์ที่ได้รับความรัก และความไว้วางใจจากลูกค้าให้มากที่สุด 

การที่จะสามารถส่งมอบความสุขให้ทุกคนผ่าน “โมบิลิตี้” จะต้องมีความหลากหลายของสินค้า ครอบคลุมทั้งรถยนต์ทุกประเภท และทุกความต้องการ รวมทั้งความหลากหลายของเทคโนโลยี ภายใต้แนวคิด “มัลติพาร์ตเวย์” หรือการมีทางเลือกที่หลากหลายของพลังงาน เพื่อไปสู่การสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรม 

และไม่ใช่เพียงแค่ประเทศไทย แต่หมายรวมถึงประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย 

สำหรับประเทศไทย โตโยต้ามีเครือข่ายการจัดจำหน่ายกว่า 450 แห่งทั่วประเทศ อีกทั้งยังไม่เน้นไปที่การจำหน่ายรถใหม่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เน้นบริการหลังการขาย การสร้างห่วงโซ่คุณค่าในระบบขึ้นมา ถือเป็นโกลบอลดีเอ็นเอของโตโยต้า ที่ต้องต่อยอด และพัฒนาสิ่งเหล่านี้ให้ดีขึ้นไปและนำไปสู่การเติบโตเพิ่มขึ้น สามารถส่งมอบความสุขให้กับลูกค้าได้ดีกว่าเดิม 

“ยามาชิตะ” กล่าวด้วยว่า ความสำเร็จตลอด 6 ทศวรรษของโตโยต้าจะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดนโยบายการส่งเสริมจากภาครัฐ อย่างโปรดักต์แชมเปี้ยน รถปิกอัพขนาด 1 ตัน และรถอีโคคาร์ กลายเป็นยุทธศาสตร์ ทำให้เกิด “วงจรในเชิงบวก” และกระตุ้นความต้องการภายในประเทศผ่านนโยบายต่าง ๆ ทำให้ศักยภาพในการผลิตเพื่อรองรับตลาดในประเทศ และการส่งออก ทำให้เกิดการพัฒนาซัพพลายเชน และส่งเสริมให้เกิดการใช้ชิ้นส่วนในประเทศไทย ทำให้ “วงจรนี้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้หมุนไปได้” 

3 ข้อเสนอขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

และเพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหมุนต่อไปเรื่อย ๆ แม่ทัพ “โตโยต้าประเทศไทย” บอกว่า อยากเสนอแนะภาครัฐใน 3 ประเด็นหลัก ๆ  คือ 1. การกระตุ้นให้เกิดความต้องการใช้รถยนต์ในประเทศ ที่ก่อนหน้านี้มีการสนับสนุนโครงงานรถยนต์คันแรก 2.ให้รัฐบาลมีมาตรการในการรักษาฐานการผลิต และรักษาวงจรห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ มีการผลิต และใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศมากกว่านี้ 

และ 3.มีมาตรการยกระดับความสามารถในการส่งออกรถยนต์ให้มากขึ้น รวมไปถึงการสนับสนุนความหลากหลายของพลังงาน หรือ “มัลติพาร์ตเวย์”  ที่ไม่ใช่การสนับสนุนแค่รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) เท่านั้น แต่ต้องสนับสนุนพลังงานอื่น ๆ ควบคู่กันไป ทั้งรถไฮบริด, ไบโอฟลูแอล เป็นต้น

“เท่าที่ได้พูดคุยรัฐบาลมีความเข้าใจ และมีการตอบรับมาในระดับหนึ่งแล้ว ที่ผ่านมาโตโยต้าเริ่มผลิตรถ BEV คือ ไฮลักซ์ ทราโว่-อี  แต่เจอความท้าทายเรื่องปริมาณที่ยังไม่มากพอที่จะใช้ชิ้นส่วนในประเทศในปริมาณที่สูงได้ ขณะที่ไฮลักซ์ ทราโว่ ICE มีการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศมากกว่า 90%”

นอกจากนี้ ในรถ BEV ชิ้นส่วนสำคัญคือ แบตเตอรี่, มอเตอร์  หรืออี-พาร์ตต่าง ๆ เป็นต้นทุนที่มีสัดส่วนค่อนข้างสูงในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน ดังนั้นการผลิตชิ้นส่วนเหล่านี้ในจำนวนมากต้องมีความต้องการรถในจำนวนมากเช่นเดียวกัน แต่สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่สามารถใช้ชิ้นส่วนมากได้

“ยามาชิตะ” ทิ้งท้ายว่า  สิ่งสำคัญที่สุด คือ โตโยต้าจะรักษามาตรฐาน คุณภาพ รวมถึงการส่งมอบสินค้า และสร้างความพึงพอใจและความไว้วางใจให้กับลูกค้าเป็นอย่างดีที่สุด และมีส่วนร่วมในการส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศไทย ผ่านการผลิต การส่งออก ให้ประเทศไทยมีเศรษฐกิจที่มั่นคงมากยิ่งขึ้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง

50 Impact โตโยต้า Toyota