“สุริยะ” เดินเกมการทูตเกษตร เปิดตลาดแอฟริกาใต้-อินเดีย-นิวซีแลนด์ ดันสินค้าไทย
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งขับเคลื่อน “การทูตเกษตร” ผ่านการหารือกับประเทศคู่ค้าสำคัญ 3 ประเทศ ได้แก่ แอฟริกาใต้ อินเดีย และนิวซีแลนด์ เพื่อขยายโอกาสทางการค้าสินค้าเกษตรไทย ลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ และต่อยอดความร่วมมือด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม ความปลอดภัยอาหาร และการพัฒนาสินค้าเกษตรให้แข่งขันได้ในตลาดโลก
การหารือของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับเอกอัครราชทูตทั้ง 3 ประเทศ สะท้อนทิศทางสำคัญของนโยบายเกษตรไทยที่ไม่ได้มุ่งเพียงการผลิต แต่ต้องเชื่อมโยงตลาด การค้า มาตรฐาน และความร่วมมือระหว่างประเทศให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการผลักดันสินค้าเกษตรไทยเข้าสู่ตลาดใหม่ ทั้งลำไย มังคุด เนื้อโคแปรรูป ส้มโอสด และไก่ปรุงสุก
ไทย-แอฟริกาใต้ ดันลำไย-มังคุด-เนื้อโคแปรรูป
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับนายดาร์คีย์ อีเฟรอิม แอฟริกา เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย โดยมีนายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

การหารือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและติดตามความคืบหน้าความร่วมมือด้านการเกษตร รวมถึงแนวทางการขยายโอกาสทางการค้าสินค้าเกษตรระหว่างไทยและแอฟริกาใต้
โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและติดตามความคืบหน้าการเปิดตลาดสินค้าเกษตรระหว่างกัน ผ่านกลไกความร่วมมือและการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเห็นว่าการค้าสินค้าเกษตรและอาหารระหว่างสองฝ่ายยังสามารถขยายตัวได้อีกมาก
เป้าหมายสำคัญคือการสนับสนุนให้บรรลุเป้าหมายทางการค้าระหว่างไทย-แอฟริกาใต้ ที่ตั้งไว้ 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2570 โดยปัจจุบันไทยมุ่งผลักดันการเปิดตลาดสินค้าเกษตร ได้แก่ ลำไย มังคุด และเนื้อโคแปรรูป ไปยังแอฟริกาใต้
พร้อมกันนี้ ไทยขอรับการสนับสนุนจากแอฟริกาใต้ในการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกและผลักดันการเปิดตลาดสินค้าเกษตรของไทยให้มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง
จ่อหารือคณะผู้แทนแอฟริกาใต้ ปลาย ส.ค.-ต้น ก.ย.
นายสุริยะกล่าวว่า ไทยได้ตอบรับการประชุมหารือกับคณะผู้แทนจากแอฟริกาใต้ ซึ่งมีกำหนดเดินทางมายังประเทศไทยในช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายน เพื่อหารือประเด็นการเปิดตลาดสินค้าเกษตรระหว่างกัน
การหารือดังกล่าวจะเป็นอีกกลไกสำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูล และพิจารณาแนวทางการดำเนินงานร่วมกันในระยะต่อไป โดยเฉพาะการประสานงานด้านกฎระเบียบและการเปิดตลาดสินค้าเกษตรที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญ
สำหรับการประชุมคณะทำงานร่วมด้านการเกษตรไทย-แอฟริกาใต้ หรือ JAWG ครั้งที่ 3 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในช่วงปี 2570 โดยมีแอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพ ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการประสานงานผ่านกลไกความร่วมมือที่มีอยู่ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการหารือและขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกัน
ไทย-อินเดีย เตรียมต่อยอดสัมพันธ์ 80 ปี
อีกด้านหนึ่ง นายสุริยะหารือร่วมกับนายปุนีต อัครวาล เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดียประจำประเทศไทย โดยมีนายพงศ์ไท ไทโยธิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

การหารือมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทยและอินเดีย ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีและใกล้ชิดมาอย่างยาวนาน ทั้งด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว โดยในปี 2570 จะครบรอบ 80 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน
นายสุริยะกล่าวว่า วาระครบรอบ 80 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-อินเดีย นับเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดความสัมพันธ์ และผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์ร่วมกันมากขึ้น
ปัจจุบันไทยมีความร่วมมือกับอินเดียในหลายมิติ และได้ยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” หรือ Strategic Partnership โดยทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการเจรจาทบทวนความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน-อินเดีย หรือ ASEAN-India Trade in Goods Agreement : ATIGA
กรมประมงพิจารณา MOU ประมง-เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
นายสุริยะกล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง ได้รับข้อเสนอการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจากฝ่ายอินเดียแล้ว
ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียด และจัดส่งความเห็นทางวิชาการ รวมถึงข้อเสนอแนะกลับไปยังฝ่ายอินเดีย เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างรอบคอบ สอดคล้องกับกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องของทั้งสองฝ่าย และเกิดประโยชน์ร่วมกันสูงสุด
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือแนวทางการเปิดตลาดสินค้าเกษตรระหว่างกัน รวมถึงการสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการประสานงานเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า โดยเฉพาะการเร่งรัดกระบวนการเปิดตลาดและการพิจารณามาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช หรือ SPS สำหรับสินค้าเกษตรของไทย เพื่อส่งเสริมการค้าและเพิ่มโอกาสในการขยายมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรระหว่างสองประเทศ
“ปัจจุบันรัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการยกระดับภาคการเกษตรให้สามารถเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพและแข่งขันได้ในเวทีโลก โดยมุ่งนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการผลิต การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร การพัฒนาศักยภาพเกษตรกร และการผลิตที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาด ควบคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย” นายสุริยะกล่าว
ไทย-นิวซีแลนด์ ยกระดับเกษตรภายใต้หุ้นส่วนยุทธศาสตร์
อีกหนึ่งการหารือสำคัญ นายสุริยะอนุญาตให้นางเรย์ลีน ซีอาลี ทากาลอ ลูฟาลานี เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะและหารือ ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งเอกอัครราชทูตเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569

การหารือมีรองศาสตราจารย์ ดร.วีริศ อัมระปาล คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
การหารือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกัน ภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย-นิวซีแลนด์ ค.ศ. 2026-2030 ซึ่งถือเป็นวาระฉลองครบรอบ 70 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและนิวซีแลนด์
ความร่วมมือครอบคลุมประเด็นความปลอดภัยอาหาร เทคโนโลยีและนวัตกรรม ความยืดหยุ่นของอุปทานอาหาร การจัดทำความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ รวมถึงการจัดตั้งคณะทำงานด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมนมของไทย
เชิญเอกชนนิวซีแลนด์ร่วมพัฒนาเกษตรไทย
ในการหารือ ไทยได้นำเสนอความสำคัญของภาคการเกษตรไทย โดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการผลิต การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร การพัฒนาศักยภาพเกษตรกร และการยกระดับภาคการเกษตรให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ
ไทยยังเชิญชวนภาคเอกชนนิวซีแลนด์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านดังกล่าวเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาภาคการเกษตรไทย โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม ความปลอดภัยอาหาร และการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร
นายสุริยะกล่าวว่า ปัจจุบันไทยผลักดันการเปิดตลาดสินค้าเกษตรระหว่างกัน ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ประสานหารือถึงการเปิดตลาดสินค้าเกษตรอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด โดยเฉพาะการเปิดตลาดส้มโอสดทั้งผล และผลิตภัณฑ์ไก่ปรุงสุกจากไทย
“ไทยขอให้นิวซีแลนด์สนับสนุนการเปิดตลาดสินค้าเกษตรของไทยต่อไป” นายสุริยะกล่าว
เปิดตลาดสินค้าเกษตร ต้องเดินคู่มาตรฐานและเทคโนโลยี
ภาพรวมการหารือกับแอฟริกาใต้ อินเดีย และนิวซีแลนด์ สะท้อนบทบาทของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการใช้กลไกความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือขยายตลาดสินค้าเกษตรไทย
ในกรณีแอฟริกาใต้ ไทยต้องการผลักดันลำไย มังคุด และเนื้อโคแปรรูปเข้าสู่ตลาด เพื่อเชื่อมกับเป้าหมายการค้า 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2570
ในกรณีอินเดีย ไทยใช้วาระความสัมพันธ์ทางการทูต 80 ปี และสถานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ เป็นฐานขยายความร่วมมือด้านเกษตร การเปิดตลาด และความร่วมมือด้านประมงและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
ส่วนกรณีนิวซีแลนด์ ไทยมุ่งยกระดับความร่วมมือภายใต้หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ค.ศ. 2026-2030 โดยเชื่อมโยงเทคโนโลยี นวัตกรรม ความปลอดภัยอาหาร ความยืดหยุ่นของอุปทานอาหาร และการพัฒนาอุตสาหกรรมนมของไทย
โจทย์ต่อไปของการทูตเกษตรไทยจึงอยู่ที่การทำให้การหารือระดับนโยบายแปลงเป็นผลเชิงปฏิบัติ ทั้งการลดอุปสรรค SPS การเปิดตลาดสินค้าใหม่ การพัฒนามาตรฐาน และการเชื่อมโยงภาคเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วม
หากผลักดันได้ต่อเนื่อง สินค้าเกษตรไทยจะมีช่องทางเข้าสู่ตลาดศักยภาพมากขึ้น ขณะที่เกษตรกรไทยจะมีโอกาสขยายตลาดปลายทาง เพิ่มมูลค่าสินค้า และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดิมในระยะยาว