เอกชนรายใหญ่เร่งปรับโรงงานสู่ Smart & Green บีโอไอเผยลงทุนทะลุ 1.4 แสนล้าน
บีโอไอ หนุนภาคอุตสาหกรรมปรับตัวครั้งใหญ่ไปสู่ Smart & Green เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในโลกยุคใหม่ โดยผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น เผยยอดขอรับการส่งเสริมภายใต้ “มาตรการยกระดับอุตสาหกรรม” ตั้งแต่เริ่มใช้มาตรการปี 2566 ถึงครึ่งแรกของปี 2569 ทะยานกว่า 1,300 โครงการ เงินลงทุนกว่า 1.4 แสนล้านบาท
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอให้ความสำคัญกับการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่ Smart & Green ตามทิศทางโลก ผ่านการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรให้ทันสมัย การนำระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ การประหยัดพลังงานและใช้พลังงานทดแทน การปรับปรุงโรงงานให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ตลอดจนการปรับปรุงธุรกิจเพื่อรองรับมาตรฐานสากลด้านความยั่งยืน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันภายใต้กติกาใหม่ของตลาดโลกได้ โดยตั้งแต่เริ่มใช้ “มาตรการยกระดับอุตสาหกรรมสู่ Smart และ Sustainable Industry” เมื่อปี 2566 จนถึงครึ่งแรกของปี 2569 มีผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติให้ความสำคัญกับการยกระดับประสิทธิภาพธุรกิจ และได้ยื่นขอรับการส่งเสริมภายใต้มาตรการนี้จำนวน 1,397 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 146,000 ล้านบาท
ในการปรับตัวไปสู่ Smart Industry หนึ่งในวิธีการที่มีผู้สนใจมากขึ้นคือ การนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อช่วยเพิ่มผลิตภาพ เพิ่มความแม่นยำและยืดหยุ่น ลดความผิดพลาด ยกระดับคุณภาพสินค้า และเตรียมพร้อมรองรับสังคมสูงวัยของประเทศไทย
ปัจจุบันผู้ประกอบการจำนวนมากเร่งลงทุนในระบบอัตโนมัติ ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การขนส่งภายในโรงงาน ไปจนถึงการตรวจสอบคุณภาพสินค้า ตัวอย่างเช่น บริษัท ไทย เบเวอร์เรจ แคน จำกัด ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์โลหะ นำระบบอัตโนมัติมาเชื่อมโยงเครื่องจักรในสายการผลิตฝาอะลูมิเนียมให้ทำงานอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การขึ้นรูปฝา การประกอบวัสดุซีลภายในฝา ไปจนถึงการลำเลียงชิ้นงาน
บริษัท พานาโซนิค เอเนอร์จี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตแบตเตอรี่ ลงทุนติดตั้งระบบอัตโนมัติในกระบวนการบรรจุและระบบขนส่งภายในโรงงาน โดยใช้บริการผู้พัฒนาระบบอัตโนมัติ (System Integrator: SI) สัญชาติไทย
ขณะที่บริษัท ไทยโตชิบา อุตสาหกรรม จำกัด ผู้ผลิตเตาอบไมโครเวฟ นำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ในกระบวนการผลิตตั้งแต่การปั๊มโลหะ การเชื่อม การพ่นสี การประกอบ การตรวจสอบ และการบรรจุ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
นอกจากการลงทุนด้านระบบอัตโนมัติแล้ว ผู้ประกอบการยังให้ความสำคัญกับการยกระดับการบริหารจัดการโรงงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ตัวอย่างเช่น บริษัท ไอซิน ไทย ออโตโมทีฟ คาสติ้ง จำกัด ผู้ผลิตชิ้นส่วนระบบส่งกำลังสำหรับยานยนต์ ได้ลงทุนซอฟต์แวร์ระบบบริหารจัดการทรัพยากรองค์กร (ERP)
โดยเชื่อมโยงข้อมูลการดำเนินงานของทั้งบริษัท ช่วยให้สามารถวางแผนการผลิต บริหารห่วงโซ่อุปทาน และใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ บริษัท ลิงก์ เทคโนโลยี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ผลิตส่วนผสมอาหารสัตว์ นำระบบ ERP มาเชื่อมโยงข้อมูลการดำเนินงานแบบเรียลไทม์ ครอบคลุมทั้งด้านการเงิน บัญชี ห่วงโซ่อุปทาน คลังสินค้า การผลิต และการบริหารโครงการ พร้อมเชื่อมต่อกับระบบ e-Tax, e-Receipt และ e-Billing
ขณะที่บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) นำระบบคลังข้อมูลขนาดใหญ่ความเร็วสูงและระบบวิเคราะห์ข้อมูล (SAP Analytics Cloud) มาเชื่อมโยงข้อมูลด้านต้นทุนและบัญชี สารสนเทศ การขาย การวางแผนการผลิต และการบริหารทรัพยากรบุคคล
ส่วน บริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตชั้นนำในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ได้นำระบบ Robotic Process Automation (RPA) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำหรับการสร้าง Software Bot เพื่อทำงานแบบอัตโนมัติบนระบบคอมพิวเตอร์ และ Factory 4.0 Software มาใช้ โดยเชื่อมโยงเครื่องจักรในสายการผลิตเข้ากับระบบ ERP เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการบริหารจัดการองค์กร
นอกจากนี้ บางบริษัทได้บูรณาการระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าด้วยกัน โดยพัฒนาเป็น Smart Factory เช่นกรณี บริษัท ไนโตรเคมีอุตสาหกรรม จำกัด ผู้ผลิตไนโตรเซลลูโลสเพื่ออุตสาหกรรมเคมี ปรับปรุงโรงงานด้วยระบบอัตโนมัติและการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ ช่วยลดของเสีย เพิ่มความปลอดภัยในการจัดการสารเคมี และลดต้นทุนพลังงาน
ขณะที่ บริษัท เคมีแมน จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตแคลเซียมออกไซด์ ยกระดับโรงงานสู่ Industry 4.0 ผ่านการพัฒนาระบบอัตโนมัติและการเชื่อมโยงอุปกรณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลและ Smart Operation รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการผลิตและการบริหารจัดการองค์กร
ส่วน บริษัท ทีม พรีซิชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตแผงวงจรและผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ นำระบบ AGV, Image Processing และ Industrial Internet of Things (IIoT) มาใช้ในกระบวนการผลิต พร้อมระบบ Manufacturing Execution System (MES) ซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างเครื่องจักรในสายการผลิตกับระบบ ERP ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนและบริหารจัดการการผลิต
สำหรับการปรับตัวไปสู่ Green Industry และความยั่งยืน บีโอไอสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หลายบริษัทได้เร่งลงทุนในเทคโนโลยีที่ช่วยลดการใช้พลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อรองรับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของตลาดโลก
ตัวอย่างเช่น บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ได้ลงทุนติดตั้งระบบนำพลังงานความเย็นที่ทิ้งไป กลับมาใช้ในการแลกเปลี่ยนความร้อนในกระบวนการผลิตเอทิลีนและโพลีโพรพิลีน ส่งผลให้เกิดการประหยัดพลังงาน
ขณะที่บริษัท วนชัย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตแผ่นใยไม้อัด ติดตั้งระบบ Economizer เพื่อนำลมร้อนที่ปล่อยทิ้งกลับมาใช้ในกระบวนการอบไฟเบอร์ ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้า
ส่วนบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ท่าหลวง) จำกัด ได้ปรับปรุงกระบวนการผลิตโดยการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลและเชื้อเพลิงจากขยะ ทดแทนเชื้อเพลิงจากถ่านหิน เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิตซีเมนต์ ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ บีโอไอยังส่งเสริมให้ผู้ประกอบการยกระดับมาตรฐานการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และความยั่งยืนของตลาดโลก โดยได้รับการรับรองมาตรฐานสากล อาทิ GAP, FSC, PEFC และ ISO 22000 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้า เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
“วันนี้โจทย์ของภาคธุรกิจไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนการผลิตเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการผลิตและการใช้ทรัพยากร ความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง และความสอดคล้องกับกติกาสมัยใหม่ของตลาดโลก การปรับตัวสู่ Smart & Green จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการแข่งขันในโลกยุคใหม่ โดยการเชื่อมโยงระบบการผลิตอัจฉริยะและความยั่งยืนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว”