เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (12 ส.ค. 69) ร่วง 50 บาท รูปพรรณขายออก 69,600 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (12 ส.ค. 69) ร่วง 50 บาท รูปพรรณขายออก 69,600 บาท
“การบินไทย” อ่วมพิษราคาน้ำมันโลก กำไรไตรมาส2/69 วูบหมื่นล้านบาท
Business “การบินไทย” อ่วมพิษราคาน้ำมันโลก กำไรไตรมาส2/69 วูบหมื่นล้านบาท
ตระกูลศรีวัฒนประภา ตั้ง ซิตี้กรุ๊ป ร่อนโปรไฟล์ดึงทุนใหม่ซื้อ ‘เลสเตอร์’
Business ตระกูลศรีวัฒนประภา ตั้ง ซิตี้กรุ๊ป ร่อนโปรไฟล์ดึงทุนใหม่ซื้อ ‘เลสเตอร์’
กรมการแพทย์ เปิด 7 คลินิกพรีเมี่ยมด้านทันตกรรม เช็กวัน-เวลาให้บริการ
News กรมการแพทย์ เปิด 7 คลินิกพรีเมี่ยมด้านทันตกรรม เช็กวัน-เวลาให้บริการ
กกร. ชื่นชมรัฐบาลปลดล็อกกฎระเบียบธุรกิจ ข้อเสนอเอกชนเห็นผล ดัน 11 เรื่องเร่งด่วน
Economic กกร. ชื่นชมรัฐบาลปลดล็อกกฎระเบียบธุรกิจ ข้อเสนอเอกชนเห็นผล ดัน 11 เรื่องเร่งด่วน
ธ.ก.ส. จัดกิจกรรม “สลาก ธ.ก.ส. ออมรัก วันแม่” ฝากสลากเดือน ส.ค. ลุ้นรับของรางวัล
Finance ธ.ก.ส. จัดกิจกรรม “สลาก ธ.ก.ส. ออมรัก วันแม่” ฝากสลากเดือน ส.ค. ลุ้นรับของรางวัล
บล.กสิกรไทย เก็งหุ้น PTT กำไร Q2 แตะ 4 หมื่นล้าน จ่ายปันผลครึ่งปี 1.10 บาทต่อหุ้น
Finance บล.กสิกรไทย เก็งหุ้น PTT กำไร Q2 แตะ 4 หมื่นล้าน จ่ายปันผลครึ่งปี 1.10 บาทต่อหุ้น
มือดีเปลี่ยนวิธีแฮกองค์กร มาแฝงตัวในระบบแต่แรก SECUREiNFO แนะ 5 แนวทางรับมือ
Biz Movement มือดีเปลี่ยนวิธีแฮกองค์กร มาแฝงตัวในระบบแต่แรก SECUREiNFO แนะ 5 แนวทางรับมือ
ไทยวางแผนใช้ความสัมพันธ์ทางทหาร ต่อรอง ‘ภาษีทรัมป์’
World ไทยวางแผนใช้ความสัมพันธ์ทางทหาร ต่อรอง ‘ภาษีทรัมป์’
บอร์ดรถไฟเคาะทางคู่สายใต้ 3 เส้นทาง 1.2 แสนล้าน จากชุมพร-ปาดังเบซาร์ ตอกเข็มก.ค.ปี’70
Economic บอร์ดรถไฟเคาะทางคู่สายใต้ 3 เส้นทาง 1.2 แสนล้าน จากชุมพร-ปาดังเบซาร์ ตอกเข็มก.ค.ปี’70
ดูทั้งหมด

เกษตรฯ จัดทัพรับมือน้ำปี’69 “สุริยะ-วัชระพล-ปิยะรัฐชย์” แยกพื้นที่แก้ท่วม-แล้ง-กัดเซาะ

12 ส.ค. 2569 | 12:14น.

สถานการณ์น้ำยังเป็นโจทย์เร่งด่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในปี 2569 หลังหลายพื้นที่เผชิญความเสี่ยงต่างกัน ทั้งน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน ภัยแล้ง น้ำต้นทุนลดลง และปัญหาน้ำกัดเซาะตลิ่ง โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้เดินหน้าติดตามเป็นรายพื้นที่ พร้อมแยกบทบาทการทำงานของแต่ละหน่วยงานและผู้รับผิดชอบให้สอดคล้องกับปัญหาเฉพาะจุด

แกนหลักอยู่ที่การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การพัฒนาแหล่งน้ำในจังหวัดเลย การเตรียมรับมือเอลนีโญที่อาจทำให้น้ำต้นทุนต้นฤดูแล้งลดลงกว่า 19% การเร่งใช้เครื่องจักรกลประจำจุดเสี่ยงทั่วประเทศ ไปจนถึงการแก้น้ำหลากและน้ำกัดเซาะบริเวณลำน้ำแม่คำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้ามาตรการด้านเกษตรอื่นควบคู่ ทั้งการแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตร และการดูแลเกษตรกรหม่อนไหมที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก

“สุริยะ-วัชระพล” ลงพื้นที่ จ.เลย แก้โจทย์น้ำท่วม-น้ำแล้งทั้งลุ่มน้ำ

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังประชุมหารือร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการ เพื่อติดตามการพัฒนาแหล่งน้ำของจังหวัดเลย ณ ห้องประชุมศาลากลาง ตำบลกุดป่อง อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย โดยมีนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายชัยพจน์ จรูญพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและท้องถิ่นเข้าร่วมว่า กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ

นายสุริยะระบุว่า จังหวัดเลยมีลุ่มน้ำสำคัญหลายสายไหลผ่าน ประกอบกับพื้นที่ส่วนใหญ่มีความลาดชัน ทำให้น้ำจากพื้นที่ต้นน้ำไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่างอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลันในช่วงฤดูฝน ขณะที่ฤดูแล้งประสบปัญหาขาดแคลนน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภคบริโภคและการเกษตร จึงจำเป็นต้องวางระบบบริหารจัดการน้ำที่เชื่อมโยงทั้งการป้องกันอุทกภัย การกักเก็บ และการกระจายน้ำให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ประชาชนและภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน

จากรายงานของกรมชลประทาน พบว่า ช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม จะมีฝนตกต่อเนื่องจากอิทธิพลของมวลอากาศชื้น ขณะที่ช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม ต้องเฝ้าระวังพายุหมุนเขตร้อนและฝนตกหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะลุ่มน้ำเลย ซึ่งมีต้นน้ำจากเทือกเขาภูหลวง อำเภอภูหลวง ไหลผ่านอำเภอวังสะพุงและอำเภอเมืองเลย ก่อนลงสู่แม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงคาน

นายสุริยะจึงสั่งการให้กรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมนำระบบสารสนเทศและข้อมูลแบบเรียลไทม์มาสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ รวมทั้งบูรณาการเครือข่ายภาคประชาชนในการเฝ้าระวังและแจ้งเตือน เพื่อให้สามารถรับมือสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

“การบริหารจัดการน้ำต้องเริ่มจากการวางแผนที่ดีและอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผมจึงมอบหมายให้กรมชลประทานเร่งเตรียมความพร้อมของแต่ละโครงการเพื่อจัดทำคำของบประมาณ ควบคู่กับวางแผนบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ให้ครอบคลุมทั้งการป้องกันอุทกภัยและการสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง โดยต้องทำงานร่วมกับจังหวัด ท้องถิ่น และประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำสอดคล้องกับสภาพพื้นที่และประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง” นายสุริยะกล่าว

กรมชลฯ เร่ง 3 โครงการน้ำ จ.เลย อ่างน้ำลาย-ประตูน้ำฮวย-ฝายห้วยน้ำหมาน

นายสุริยะระบุว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน มีแผนพัฒนาแหล่งน้ำสำคัญของจังหวัดเลย โดยโครงการแรกคือ “โครงการอ่างเก็บน้ำน้ำลาย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ซึ่งดำเนินการตามพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเลย

โครงการอ่างเก็บน้ำน้ำลายฯ มีแผนก่อสร้างช่วงปี 2571-2576 หากก่อสร้างแล้วเสร็จจะกักเก็บน้ำได้ 27.99 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่ได้รับประโยชน์กว่า 17,200 ไร่ มีน้ำอุปโภคบริโภคเพียงพอสำหรับประชาชน 14,270 ครัวเรือน อีกทั้งยังช่วยป้องกันน้ำท่วมเขตเทศบาล รวมถึงสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ในอนาคต

อีกโครงการคือ “โครงการประตูระบายน้ำห้วยน้ำฮวย” เพื่อทดแทนฝายเดิมที่มีอายุการใช้งานมานาน 43 ปี และได้รับความเสียหายจากกระแสน้ำป่า ทำให้ไม่สามารถกักเก็บน้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หากก่อสร้างแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำ ฟื้นฟูความชุ่มชื้นพื้นที่ต้นน้ำ และสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ประชาชน 572 ครัวเรือน พร้อมสนับสนุนพื้นที่การเกษตร 1,000 ไร่ โดยคาดว่าจะก่อสร้างได้ในปี 2571

นอกจากนี้ ยังมี “โครงการปรับปรุงคลองส่งน้ำ RMC ฝายห้วยน้ำหมาน” ซึ่งฝายดังกล่าวมีอายุการใช้งานมากกว่า 77 ปี หากปรับปรุงแล้วเสร็จจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการส่งน้ำและระบายน้ำ รวมถึงลดปัญหาน้ำท่วมขังในเขตชุมชน รองรับการขยายตัวของเมือง และเสริมสร้างความมั่นคงระบบชลประทานของจังหวัด

“ผมได้กำชับให้กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งผลักดันโครงการที่มีความพร้อม ควบคู่กับการติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการช่วยตัดสินใจ และบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชน ลดความเสี่ยงจากอุทกภัยและภัยแล้ง พร้อมสร้างความมั่นคงด้านน้ำ สนับสนุนการผลิตภาคเกษตร และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดอย่างยั่งยืน” นายสุริยะกล่าว

“กฤษ” ถกศูนย์ภัยพิบัติฯ รับมือเอลนีโญ น้ำต้นทุนต้นแล้งลด 19%

อีกด้านหนึ่ง นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 2/2569 โดยมีนายธิติ โลหะปิยะพรรณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 134-135 และผ่านระบบประชุมทางไกล Zoom meeting

ที่ประชุมรับทราบสถานการณ์และการบริหารจัดการน้ำ โดยกรมชลประทานรายงานว่ามีแนวโน้มที่ปรากฏการณ์เอลนีโญอาจทวีความรุนแรงขึ้น และคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำต้นทุนในช่วงต้นฤดูแล้งจะลดลงจากปีก่อนกว่า 19%

กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทานจะรับมือด้วยการใช้น้ำฝนเป็นหลัก เสริมด้วยน้ำชลประทาน พร้อมเร่งขุดลอกแหล่งน้ำ กำจัดวัชพืช และเตรียมเครื่องจักรกลกว่า 5,991 หน่วยประจำจุดเสี่ยงทั่วประเทศ รวมถึงเตรียมปรับแผนผันน้ำและรายงานสถานการณ์รายสัปดาห์ เพื่อรับมือทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง ตลอดจนเร่งจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยให้เร็วที่สุด

“กฤษ” เดินหน้ามาตรการลดเผาในพื้นที่เกษตร ลด PM2.5-เพิ่มรายได้เกษตรกร

ในการประชุมเดียวกัน ที่ประชุมยังร่วมกันพิจารณามาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ปี 2569/2570 เพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจของประเทศ โดยเน้นการส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดและเลิกการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร

มาตรการที่หารือประกอบด้วยการสนับสนุนเทคโนโลยี เครื่องจักรกลการเกษตร และจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังฟางข้าว รวมทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการแปรรูปวัสดุเหลือใช้ และการส่งเสริมการปลูกพืชทางเลือก เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เสริมจากการจัดการแปลงเกษตรอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นายกฤษได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเร่งบูรณาการร่วมกัน และนำข้อสรุปจากที่ประชุมไปจัดทำแผนงานและข้อเสนอโครงการ พร้อมกรอบวงเงินงบประมาณอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานในพื้นที่จริงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมาตรการทั้งหมดไม่เพียงช่วยป้องกันและบรรเทาความเสียหายจากภัยธรรมชาติ แต่ยังมุ่งยกระดับรายได้ ลดต้นทุน และสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

“วัชระพล” สั่งกรมหม่อนไหมรับมือฝนหนักในแปลงหม่อน-โรงเลี้ยงไหม

นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงแนวทางการดูแลเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ให้พร้อมรับมือภัยพิบัติและความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมผลักดันนโยบาย “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืน เกษตรกรไทย” ของรัฐบาล ที่มุ่งนำองค์ความรู้สมัยใหม่มายกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม

นายวัชระพลกล่าวว่า เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมยังเผชิญความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนและภาวะฝนตกหนัก ซึ่งกระทบทั้งแปลงหม่อนและโรงเลี้ยงไหม จึงมอบหมายให้กรมหม่อนไหมเร่งวางแนวทางการเตรียมตัวรับมือฝนตกหนัก เพื่อให้เกษตรกรหม่อนไหมประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นายศรัญญู พูลลาภ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า กรมหม่อนไหมพร้อมนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยจัดทำแนวทาง “การเตรียมตัวรับมือฝนตกหนัก” แบ่งการจัดการออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ การเตรียมตัวรับมือฝนตกหนักในแปลงปลูกหม่อน และการรับมือผลกระทบจากความชื้นที่มีต่อการเลี้ยงไหม

สำหรับแปลงหม่อน กรมหม่อนไหมแนะนำให้เกษตรกรเร่งจัดการระบบระบายน้ำเป็นอันดับแรก โดยกำจัดเศษวัชพืชในร่องน้ำเพื่อให้น้ำระบายออกได้รวดเร็ว เสริมคันดินรอบแปลง และเตรียมเครื่องสูบน้ำให้พร้อมใช้งานเพื่อป้องกันรากเน่า ขณะเดียวกันควรเสริมความแข็งแรงให้ต้นหม่อนด้วยไม้ค้ำยัน ผูกยึดกิ่งให้มั่นคง และตัดแต่งกิ่งเพื่อลดแรงต้านลม ป้องกันความเสียหายจากลมกระโชกแรง

นอกจากนี้ เกษตรกรต้องบำรุงดินด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเพื่อปรับโครงสร้างดินให้โปร่ง หากมีน้ำท่วมขังจนดินเป็นกรดควรใช้ปูนขาวปรับสภาพดิน ควบคู่กับการเก็บผลหม่อนที่สุกร่วงหล่นออกจากแปลงเพื่อตัดวงจรการสะสมของเชื้อรา

ในด้านการเฝ้าระวังโรคและแมลงศัตรูพืชช่วงฤดูฝน เกษตรกรต้องหมั่นตรวจตราแปลงอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะโรครากเน่าและโรคใบไหม้ ซึ่งป้องกันเบื้องต้นได้ด้วยการเลือกใช้พันธุ์หม่อนที่ทนทาน เช่น พันธุ์สกลนครหรือศรีสะเกษ 84 รวมถึงการตัดแต่งกิ่งให้โปร่งและเผาทำลายใบที่ติดเชื้อ ส่วนแมลงและสัตว์ศัตรูพืช เช่น ด้วงเจาะลำต้น แมลงหวี่ขาว เพลี้ยแป้ง และหอยทาก สามารถควบคุมได้ด้วยกับดักกาวเหนียว น้ำหมักสมุนไพรจากกะเพราหรือโหระพา ตลอดจนการใช้ปูนขาวและกากกาแฟโรยรอบแปลงเพื่อป้องกันหอยทากกัดกินยอดอ่อน

สำหรับโรงเลี้ยงไหม ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากความชื้น เกษตรกรต้องจัดการสภาพแวดล้อมอย่างรัดกุม เริ่มจากเปิดหน้าต่างระบายอากาศ ทำแนวป้องกันละอองฝนสาด และอาจใช้เตาถ่านไร้ควันเพื่อลดความชื้นและควบคุมอุณหภูมิภายในโรงเลี้ยง รวมทั้งขยายพื้นที่เลี้ยงไม่ให้หนอนไหมแออัดเกินไป สิ่งที่ห้ามปฏิบัติเด็ดขาดคือการนำใบหม่อนที่เปียกหรือมีหยดน้ำเกาะมาเลี้ยงไหม หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ต้องผึ่งใบหม่อนให้แห้งสนิทก่อนใช้งาน

ความชื้นสูงยังเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคสำคัญในหนอนไหม 5 ชนิด ได้แก่ โรคเพบริน โรคแอสเปอร์จิลลัส โรคมัสคาดีนหรือมัมมี่ โรคแกรสเซอรี่ และโรคแฟลคเชอรี่ กรมหม่อนไหมจึงเน้นให้เกษตรกรใช้ไข่ไหมปลอดโรค ล้างฆ่าเชื้อโรงเลี้ยง หมั่นถ่ายมูลไหม โดยเฉพาะหนอนไหมวัย 1 ถึงวัย 3 และแนะนำให้โรยปูนขาวในไหมวัย 5 วันละหนึ่งครั้งเพื่อป้องกันโรค รวมถึงป้องกันสัตว์และแมลงพาหะ เช่น แมลงวันก้นขน มด หนู จิ้งจก และตุ๊กแก ด้วยการกรุมุ้งลวดให้มิดชิด ดูแลความสะอาด และนำมูลไหมไปหมักก่อนใช้เป็นปุ๋ย

นายศรัญญูกล่าวเพิ่มเติมว่า กรมหม่อนไหมเตรียมพร้อมสนับสนุนเกษตรกรด้วยการเผยแพร่องค์ความรู้ที่จำเป็นก่อนพายุฝนมาเยือน โดยเน้นให้ตรวจสอบร่องระบายน้ำและคันดิน ตัดแต่งกิ่งและค้ำยันต้นหม่อน เก็บกวาดผลร่วงหล่นออกจากแปลง บำรุงดิน ตรวจเช็กเครื่องสูบน้ำ และเฝ้าระวังโรคแมลงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ผลผลิตหม่อนไหมรอดพ้นจากวิกฤตฤดูฝนอย่างปลอดภัยและมีคุณภาพสูงสุด

“ปิยะรัฐชย์” ลงแม่สาย แก้น้ำหลาก-น้ำกัดเซาะริมลำน้ำแม่คำ

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังติดตามสถานการณ์น้ำลำน้ำแม่คำ พร้อมรับฟังข้อเสนอและปัญหาจากประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่ โดยมีคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และผู้แทนเกษตรกรเข้าร่วม ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยไคร้ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ว่า ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณริมลำน้ำแม่คำได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำเป็นประจำทุกปี

ปัญหาหลักอยู่ในช่วงฤดูฝนที่มักเกิดน้ำหลากและเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือน รวมถึงพื้นที่การเกษตร สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและพื้นที่เพาะปลูก ขณะเดียวกัน กระแสน้ำยังกัดเซาะตลิ่งจนพังทลาย ทำให้ไม่สามารถควบคุมทิศทางการไหลของน้ำได้ ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพของประชาชน

นางสาวปิยะรัฐชย์กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากน้ำหลาก เบื้องต้นได้หารือแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงานและประชาชนในพื้นที่ ครอบคลุมการสำรวจสภาพฝาย สำรวจลำน้ำและทิศทางการไหลของน้ำ ตลอดจนการก่อสร้างแนวเขื่อนป้องกันตลิ่ง เพื่อป้องกันการกัดเซาะที่ดินของประชาชน รวมถึงการขุดลอกลำน้ำแม่คำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและลดปัญหาน้ำเอ่อล้นตลิ่ง

นอกจากนี้ จะมีการตรวจสอบและปรับปรุงซ่อมแซมฝายชะลอน้ำที่มีอยู่ตลอดแนวลำน้ำแม่คำให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงพิจารณาติดตั้งเครื่องวัดระดับน้ำและระบบแจ้งเตือนภัยในช่วงฤดูน้ำหลาก เพื่อให้สามารถติดตามสถานการณ์และแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างทันท่วงที ช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อทรัพย์สินและพื้นที่การเกษตร

“การบริหารจัดการน้ำจำเป็นต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และความต้องการของประชาชน การลงพื้นที่ในครั้งนี้จึงเป็นการรับฟังปัญหาจากผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการวางแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม โดยจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบูรณาการการทำงาน ทั้งการดูแลลำน้ำ การป้องกันการกัดเซาะตลิ่ง รวมถึงการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้แก่ประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่” นางสาวปิยะรัฐชย์กล่าว

แยกโจทย์รายคน-รายพื้นที่ น้ำคือวาระเร่งด่วนที่สุด

ภาพรวมการขับเคลื่อนของกระทรวงเกษตรฯ ในรอบนี้ชี้ให้เห็นว่า “น้ำ” เป็นประเด็นเร่งด่วนอันดับแรก โดยแยกบทบาทการทำงานชัดเจน

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่จังหวัดเลยร่วมกับนายวัชระพล ขาวขำ เพื่อกำกับโจทย์ลุ่มน้ำเลยที่มีทั้งน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และภัยแล้ง โดยสั่งกรมชลประทานใช้ข้อมูลเรียลไทม์ เครือข่ายแจ้งเตือน และเร่งผลักดันโครงการแหล่งน้ำสำคัญ 3 โครงการ

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ทำหน้าที่ขับเคลื่อนภาพรวมภัยพิบัติด้านการเกษตร รับมือเอลนีโญและน้ำต้นทุนต้นฤดูแล้งที่คาดว่าจะลดลงกว่า 19% โดยเตรียมเครื่องจักรกล 5,991 หน่วย ขุดลอก กำจัดวัชพืช ปรับแผนผันน้ำ และรายงานสถานการณ์รายสัปดาห์

นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ กำกับประเด็นเกษตรกรหม่อนไหมที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก ทั้งในแปลงหม่อนและโรงเลี้ยงไหม โดยให้กรมหม่อนไหมวางองค์ความรู้รับมือความชื้น น้ำขัง โรคพืช และโรคหนอนไหม

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่ลำน้ำแม่คำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อรับฟังปัญหาน้ำหลาก น้ำเอ่อล้นตลิ่ง และน้ำกัดเซาะที่กระทบบ้านเรือนและพื้นที่เกษตร พร้อมผลักดันการสำรวจลำน้ำ เขื่อนป้องกันตลิ่ง ขุดลอก ฝายชะลอน้ำ เครื่องวัดระดับน้ำ และระบบแจ้งเตือนภัย

ดังนั้น การบริหารน้ำของกระทรวงเกษตรฯ ในช่วงนี้จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบรวมศูนย์เพียงมาตรการเดียว แต่เป็นการจัดการตามลักษณะพื้นที่และชนิดของความเสี่ยง ทั้งจังหวัดเลย แม่สาย และภาพรวมประเทศ โดยใช้ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี เครื่องจักรกล ระบบเตือนภัย และความร่วมมือกับประชาชน เพื่อให้รับมือได้ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง น้ำกัดเซาะ และสภาพอากาศแปรปรวนที่กำลังรุนแรงขึ้น