จีนแปรรูป ‘ถ่านหินเป็นเคมีภัณฑ์’ ครึ่งแรก 2026 กำไรสูงเป็นประวัติการณ์
บริษัทเป่าเฟิงเอเนอร์จี้ ซึ่งแปรรูปถ่านหินเป็นเคมีภัณฑ์แทนการใช้น้ำมันและมีกำลังการผลิตราว 1 ใน 3 ของตลาดจีน รายงานผลกำไรครึ่งแรกของปี 2026 อยู่ที่ 9.73 พันล้านหยวน (ราว 4.8 หมื่นล้านบาท) โดยเมื่อคิดเป็นรายไตรมาสถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่จดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2019 ท่ามกลางบริบทราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบการแปรรูปน้ำมันเป็นสารเคมีปรับตัวสูงขึ้น
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า ความพยายามอย่างยาวนานของจีน ในการใช้ถ่านหินเพื่อแปรรูปเป็นเคมีภัณฑ์แทนการใช้น้ำมัน กำลังให้ผลตอบแทนที่ดี โดยบริษัทเป่าเฟิงเอเนอร์จี้ (Ningxia Baofeng Energy Group) ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานและเคมีภัณฑ์รายใหญ่ของจีน ทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
วันที่ 12 สิงหาคม 2026 เป่าเฟิงเอเนอร์จี้ ซึ่งมีส่วนแบ่งประมาณ 1 ใน 3 ของตลาดการแปรรูปถ่านหินเป็นเคมีภัณฑ์ (Coal-to-Chemicals) ในจีน รายงานผลกำไรครึ่งแรกของปี 2026 ต่อตลาดหลักทรัพย์ อยู่ที่ 9.73 พันล้านหยวน (ราว 4.8 หมื่นล้านบาท) เป็นผลกำไรที่สูงกว่า 5.72 พันล้านหยวน (ราว 2.8 หมื่นล้านบาท) จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า
ไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี ท่ามกลางบริบทสงครามอิหร่านและการหยุดชะงักของช่องแคบฮอร์มุซที่เคยเป็นเส้นทางการส่งออกพลังงานประมาณ 1 ใน 5 ของโลก กลายเป็นช่วงเวลาที่ดีเป็นพิเศษสำหรับเป่าเฟิงฯ โดยมีกำไรสุทธิ 6.1 พันล้านหยวน (ราว 3 หมื่นล้านบาท) ตามการคำนวณของบลูมเบิร์ก นับเป็นตัวเลขผลกำไรที่สูงกว่าไตรมาสอื่น ๆ ก่อนหน้านี้ทุกไตรมาส นับตั้งแต่ที่บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อปี 2019
เป่าเฟิงฯระบุในแถลงการณ์ผลประกอบการว่า ราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมีความผันผวนสูง ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบสำหรับการผลิตโอเลฟินส์ (Olefins) จากน้ำมันมีราคาสูงขึ้นอย่างมาก ขณะที่ราคาถ่านหินในประเทศปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบสำหรับการผลิตโอเลฟินส์จากถ่านหินเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย
ทั้งนี้ โอเลฟินส์เป็นสารตั้งต้นหลักในการผลิตเม็ดพลาสติก เช่น โพลิเอทิลีน (PE) และโพลิโพรพีลีน (PP) ซึ่งนำไปแปรรูปเป็นบรรจุภัณฑ์ ฟิล์มถนอมอาหาร ภาชนะพลาสติก ชิ้นส่วนยานยนต์ ท่อน้ำ รวมถึงเส้นใยสังเคราะห์สำหรับผลิตเสื้อผ้า
นอกจากนี้ จากข้อมูลของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ถ่านหินคิดเป็นราว 85% ของการผลิตเมทานอลและแอมโมเนียของจีน และในปี 2024 อุตสาหกรรมการแปรรูปถ่านหินเป็นเคมีภัณฑ์ ใช้ถ่านหินไปประมาณ 390 ล้านตัน ตามข้อมูลของศูนย์วิจัยด้านพลังงานและอากาศสะอาด (CREA)
แม้ว่าเทคโนโลยีนี้จะมีมานานกว่าศตวรรษแล้ว แต่จีนเพิ่งเริ่มผลักดันภาคส่วนนี้อย่างจริงจังในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากภายนอก โดยแม้จะชะลอตัวลงเล็กน้อย แต่ขณะนี้ก็อยู่ในช่วงขยายตัวอีกครั้ง เนื่องจากรัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านอุปทาน ในฐานะศูนย์กลางกลยุทธ์ด้านพลังงาน
การแปรรูปถ่านหินเป็นเคมีภัณฑ์ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน ไม่เพียงเพราะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันและก๊าซ แต่ยังมีส่วนช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ยากจนแต่มีถ่านหินอุดมสมบูรณ์ เช่น มองโกเลียใน ซินเจียง และหนิงเซี่ย ซึ่งเป็นที่ตั้งของเป่าเฟิงฯ
แจ็ค ลู่ รองประธานทีมวิจัยเอเชียแปซิฟิก จากมอร์แกน สแตนลีย์ รวมถึงนักวิเคราะห์คนอื่น ๆ ระบุว่า เป่าเฟิงฯมีกำลังการแปรรูปถ่านหินเป็นโอเลฟินส์ประมาณ 5.2 ล้านตันต่อปี หรือคิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของกำลังการผลิตทั้งหมดของจีน
“การเข้าถึงทรัพยากรถ่านหินราคาถูก ทำให้บริษัทไม่จำเป็นต้องรอให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงจึงจะทำกำไรได้ แต่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้เสมอ แม้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์จะอยู่ที่ประมาณ 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก็ตาม” ลู่กล่าวในบันทึกเมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา