“พิรงรอง” กระทุ้ง สำนักงาน กสทช. ให้จัดประชุมบอร์ด 6 คน โดยไม่มี นพ.สรณ
กสทช. พิรงรอง ส่งบันทึกแจงไม่สมารถประชุมร่วม นพ.สรณ ได้ ถึงเลขาฯ กสทช. พร้อมกระทุ้ง สำนักงาน กสทช. ให้ดำเนินการจัดประชุม กรรมการที่เหลือ 6 คน หลังประชุมบอร์ด กสทช. ล่มซ้ำ 5 ครั้งในช่วงหนึ่งเดือน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังที่ประชุม คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (บอร์ด กสทช.) ล่มซ้ำอีก 5 รอบในช่วงเวลา 1 เดือน องค์ประชุมไม่ครบ จึงให้เลื่อนประชุมไปก่อน
ต่อมา ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ได้แจ้งว่า เดินทางมาที่สำนักงานแล้ว แต่ไม่สามารถเข้าร่วมกับ นพ.สรณ ได้
จึงได้ทำบันทึกข้อความ ถึงเลขาฯ กสทช. โดยให้เหตุผลว่า ”…ดิฉันมีความพร้อมและยินดีที่จะเข้าร่วมการประชุม กสทช. ร่วมกับกรรมการ กสทช. เท่าที่เหลืออยู่ (จำนวน 6 ท่าน) ซึ่งสามารถดำเนินการได้ตามมาตรา 20 ประกอบมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 เพื่อพิจารณาระเบียบวาระต่าง ๆ ที่ค้างพิจารณาและมีความเร่งด่วนจำนวนมาก เพื่อไม่ให้การปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของ กสทช. หยุดชะงักจนเกิดความเสียหายต่อสาธารณะและอุตสาหกรรมเกี่ยวข้อง
และขอยืนยันว่าดิฉันไม่อาจเข้าร่วมการประชุมที่มีศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมได้ ตามเหตุผลที่ได้ชี้แจงแล้วในบันทึกข้อความ ด่วนที่สุด ที่ สทช 1003/197 ลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เรื่อง การปฏิบัติหน้าที่ของประธานกรรมการ กสทช. ประกอบกับปรากฏเป็นข่าวแพร่หลายทั่วไปว่าศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของศาสตราจารย์คลินิกสรณ ไว้พิจารณา และไม่พิจารณาคำขอเกี่ยวกับมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษา จึงมีผลให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. เป็นที่สุดตามมาตรา 15/1 แห่งพระราชบัญญัติ
และปัจจุบันนายกรัฐมนตรีได้ลงนามนำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อขอให้มีพระบรมราชโองการให้ นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการและกรรมการ กสทช. แล้ว ดังนั้น หากศาสตราจารย์คลินิกสรณ ฝืนปฏิบัติหน้าที่และทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมต่อไป ย่อมทำให้การประชุมนั้น รวมถึงมติหรือคำสั่งทางปกครองใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากการประชุมดังกล่าว มีความเสี่ยงที่จะไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ในการนี้ จึงขอให้สำนักงาน กสทช. ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบงานธุรการเพื่อสนองตอบการปฏิบัติภารกิจของ กสทช. ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด โดยจัดประชุมและอำนวยความสะดวกในการประชุมให้แก่คณะกรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่จำนวน 5 ท่าน ตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 20 เพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง ชอบด้วยกฎหมาย และเพื่อประโยชน์สาธารณะต่อไป
ทั้งนี้ หากสำนักงาน กสทช. ยังคงให้ ศาสตราจารย์คลินิกสรณ ซึ่งเป็นผู้สละสิทธิตามมาตรา 18 เข้าร่วมประชุม กสทช. อีกทั้งปัจจุบันนายกรัฐมนตรีได้ลงนามนำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อขอให้มีพระบรมราชโองการให้ นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการและกรรมการ กสทช. แล้ว
ดิฉันจึงไม่สามารถกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและก้าวล่วงพระราชอำนาจได้ จึงขอสงวนสิทธิในการไม่เข้าร่วมประชุม และยืนยันความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่และเข้าร่วมประชุม กสทช. กับกรรมการที่เหลืออยู่ตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้งานของ กสทช.และสำนักงาน กสทช. ดำเนินการต่อไปได้”

