เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
บอร์ด กยท.เร่งสรรหาผู้ว่าฯ หลังเก้าอี้ว่าง 2 ปี ตั้ง “วีริศ” รักษาการ มีผล 17 ส.ค.
Economic บอร์ด กยท.เร่งสรรหาผู้ว่าฯ หลังเก้าอี้ว่าง 2 ปี ตั้ง “วีริศ” รักษาการ มีผล 17 ส.ค.
ราคาทองวันนี้ (12 ส.ค. 69) พุ่งขึ้น 300 บาท รูปพรรณขายออก 69,800 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (12 ส.ค. 69) พุ่งขึ้น 300 บาท รูปพรรณขายออก 69,800 บาท
ครึ่งปีแรก “ศุภาลัย” กำไรพุ่ง 36% จ่ายปันผล 0.55 บาท/หุ้น ทุ่ม 2.2 หมื่นล้าน เปิดอีก 19 โครงการ
Real Estate ครึ่งปีแรก “ศุภาลัย” กำไรพุ่ง 36% จ่ายปันผล 0.55 บาท/หุ้น ทุ่ม 2.2 หมื่นล้าน เปิดอีก 19 โครงการ
ครม.ไฟเขียวขยาย “นมโรงเรียน” ถึง ม.3 เริ่ม พ.ย. 69 ครอบคลุมเด็ก 6.6 ล้านคน
Economic ครม.ไฟเขียวขยาย “นมโรงเรียน” ถึง ม.3 เริ่ม พ.ย. 69 ครอบคลุมเด็ก 6.6 ล้านคน
ผอ.ออมสิน ชี้โอกาสสุดท้ายประเทศไทย จี้ SMEs ปรับตัว-อุ้มลูกหนี้ปลดหนี้ก่อนตาย
Finance ผอ.ออมสิน ชี้โอกาสสุดท้ายประเทศไทย จี้ SMEs ปรับตัว-อุ้มลูกหนี้ปลดหนี้ก่อนตาย
Thailand Creative Cities Network : TCCN Forum 2026 ขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์
Biz Movement Thailand Creative Cities Network : TCCN Forum 2026 ขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์
“สุริยะ” เดินเกมการทูตเกษตร เปิดตลาดแอฟริกาใต้-อินเดีย-นิวซีแลนด์ ดันสินค้าไทย
Economic “สุริยะ” เดินเกมการทูตเกษตร เปิดตลาดแอฟริกาใต้-อินเดีย-นิวซีแลนด์ ดันสินค้าไทย
เปี่ยมด้วยพระเมตตาพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงห่วงใยเยาวชน
ข่าวในพระราชสำนัก เปี่ยมด้วยพระเมตตาพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงห่วงใยเยาวชน
ส่งออกอัญมณี มิ.ย.โต 15.73% ขยายตัว 4 เดือนติด จับตาภาษีสหรัฐฯ กดการแข่งขัน
Economic ส่งออกอัญมณี มิ.ย.โต 15.73% ขยายตัว 4 เดือนติด จับตาภาษีสหรัฐฯ กดการแข่งขัน
7 ยักษ์ลุย ‘เทเลฟาร์มาซี’ เขย่าธุรกิจร้านยา สะเทือนรายย่อย 1.8 หมื่นรายล้มตาย
Business 7 ยักษ์ลุย ‘เทเลฟาร์มาซี’ เขย่าธุรกิจร้านยา สะเทือนรายย่อย 1.8 หมื่นรายล้มตาย
ดูทั้งหมด

เมื่อ ‘จีน’ กำลังกลายเป็น มหาอำนาจน้ำมัน

12 ส.ค. 2569 | 08:09น.
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก 
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า สงครามอิหร่านก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ซัพพลายช็อก” ครั้งใหญ่โตที่สุดในประวัติศาสตร์วงการค้านํ้ามันขึ้นมา แต่ที่น่าสนใจก็คือว่า ในขณะที่การสู้รบดุเดือดรุนแรงมากขึ้น ราคานํ้ามันกลับไม่เคยไต่สูงขึ้นไปเกินกว่า 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างที่มีนักวิเคราะห์หลายคนคาดการณ์กันเอาไว้เลย

อย่างที่เรารู้กัน อิหร่านประกาศให้ช่องแคบฮอร์มุซไม่สามารถเดินทางผ่านได้ เป็นเหตุให้น้ำมันดิบราว ๆ 14 ล้านบาร์เรลต่อวันถูกกักเอาไว้ในแหล่งผลิต ถึงแม้ว่าประเทศอย่างซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พยายามลำเลียงน้ำมันดิบราว ๆ 5 ล้านบาร์เรลต่อวันผ่านเส้นทางท่อลำเลียงน้ำมันเพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมกันนั้นประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นก็ปล่อยน้ำมันดิบจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ออกสู่ตลาดราว 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน กระนั้นก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะในประเทศยากจนทั้งหลาย

แต่สถานการณ์ดังกล่าวไม่เกิดขึ้นกับประเทศอย่างจีนเลย ในทางตรงกันข้าม ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายนปีนี้ ทางการจีนกลับลดการนำเข้าน้ำมันลงถึงครึ่งหนึ่ง หรือราว 5.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็นเหตุให้ราคาน้ำมันดิบชนิดเบรนต์ที่เป็นราคาอ้างอิงของตลาดโลกหายไปมากถึง 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลงสู่ระดับต่ำกว่าสถิติที่เคยต่ำในช่วงล็อกดาวน์โควิด ซึ่งความต้องการน้ำมันทั่วโลกลดลงเหลือเพียงวันละ 9 ล้านบาร์เรลเท่านั้น กว่าครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว

ในขณะที่จีดีพีของทั่วโลกกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย จีดีพีของจีนกลับทรงตัวอยู่ในระดับที่น่าพอใจ และแสดงให้เห็นว่า จีนไม่ได้ซื้อน้ำมันจากต่างประเทศลดลงเพราะเศรษฐกิจของตนกำลังมีปัญหาแต่อย่างใด

ความสามารถในการจำกัดปริมาณความต้องการใช้น้ำมันในประเทศได้ตามความพอใจโดยไม่ต้องสูญเสียต้นทุนทางเศรษฐกิจมากมายนักของจีน เปิดทางให้ประเทศนี้ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกสามารถกำกับราคาน้ำมันดิบของโลกได้ ในแนวทางที่คล้าย ๆ กับที่กลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก (โอเปก) ทำได้ โดยการควบคุมปริมาณของน้ำมันดิบที่นำออกขายในตลาด 

และเมื่อโอเปกอ่อนแอลงเพราะไม่มีสมาชิกอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และผลผลิตไม่สามารถออกสู่ตลาดได้เพราะสงคราม อำนาจในการกำกับตลาดของจีนก็มีแต่จะเพิ่มมากขึ้น ถึงขนาดที่ว่าผู้เชี่ยวชาญในวงการค้าน้ำมันรายหนึ่งถึงกับหลุดปากบอกว่า จีนก็คือโอเปกใหม่ดี ๆ นี่เอง

เป็นระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษมาแล้ว ที่โอเปกพยายามที่จะควบคุมราคาน้ำมันดิบโดยใช้วิธีการจัดสรรโควตา ประเทศผู้นำเข้าต่าง ๆ จึงไม่สามารถผลักดันให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำได้โดยการเปลี่ยนแปลงประเทศที่จัดซื้อ สาเหตุเป็นเพราะประเทศผู้ซื้อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันน้อยมาก ต่างกับประเทศผู้ขายที่รวมตัวกันเป็นปึกแผ่น และเพราะแต่ละประเทศมีความต้องการน้ำมันภายในประเทศแตกต่างกันมาก ส่งผลให้ตัวแทนผู้จัดซื้อต้องตัดสินใจซื้อ

แต่กรณีของจีนที่เป็นประเทศใหญ่ต้องถือเป็นข้อยกเว้น ที่สำคัญก็คือ จีนได้เปรียบกว่าโอเปกตรงที่ไม่จำเป็นต้องรอฉันทานุมัติจากสมาชิกทุกประเทศทั้ง 21 ประเทศ แต่สามารถตั้งราคาจัดซื้อได้ทันทีตามความต้องการของคนเพียงคนเดียว คือ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง

จีนกำกับตลาดน้ำมันดิบโลกโดยอาศัยมาตรการ 3 ระดับ แรกสุดคือคลังสำรองน้ำมันแห่งชาติ ซึ่งในช่วง 12 เดือนจนถึงต้นปี 2026  ในขณะที่ตลาดมีสัญญาณว่าน้ำมันจะมีมากจนล้นและกดดันราคาน้ำมันดิบให้ลงสู่ระดับต่ำ จีนกว้านซื้อน้ำมันราคาถูก ๆ มากถึงกว่า 200 ล้านบาร์เรลเข้าสู่คลังสำรอง ซึ่งแต่เดิมก็มีน้ำมันมหาศาลอยู่ก่อนแล้ว บรรดาพ่อค้าน้ำมันในตลาดพบว่า การซื้อของจีนทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดเพิ่มขึ้น 10-20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนที่สงครามอิหร่านจะระเบิดขึ้น โดยในเดือนกุมภาพันธ์จีนนำเข้าน้ำมันถึง 11.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยที่ 1 ล้านบาร์เรลเป็นการซื้อเกินจากความต้องการปกติ เพื่อไปเก็บในคลังน้ำมันดิบสำรองแห่งชาติ

เมื่อเรือบรรทุกน้ำมันลำสุดท้ายเดินทางถึงจีนในปลายเดือนเมษายน จีนถึงได้เริ่มดึงน้ำมันดิบจากคลังสำรองที่เต็มเปี่ยมมาใช้ทดแทน พอถึงเดือนกรกฎาคมคลังสำรองน้ำมันของจีนหดหายไปราว 70 ล้านบาร์เรล ตามข้อมูลของวอร์เท็กซา บริษัทข้อมูลด้านพลังงาน ที่ระบุว่าปริมาณที่ลดลงดังกล่าวยังไม่นับรวมกับส่วนที่ดึงมาใช้จากคลังน้ำมันสำรองลอยน้ำและถ้ำสำรองน้ำมันที่ซุกซ่อนเอาไว้ ประเมินกันว่า ในช่วงเวลา 3 เดือนดังกล่าวจีนดึงน้ำมันสำรองมาใช้ราว 150 ล้านบาร์เรล หรือตกราว 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ถัดมาในจีนยังมีคลังสำรองน้ำมันเชิงพาณิชย์ (Commercial Stocks) ซึ่งเก็บกักไว้เพื่อทำกำไรเป็นของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ ข้อแตกต่างก็คือ โรงกลั่นน้ำมันที่ดึงน้ำมันจากคลังชนิดนี้ไปใช้จำเป็นต้องนำน้ำมันดิบปริมาณเท่ากันเข้ามาชดเชยให้กับคลังให้ได้ภายใน 1 เดือน แต่เนื่องจากบริษัทเหล่านี้ล้วนแต่เป็นกิจการของรัฐ ดังนั้นเรื่องชดเชยน้ำมันคืนล้วนสามารถทำเป็นข้อยกเว้นได้ในที่สุด

เท่ากับว่าจีนสามารถเพิ่มปริมาณน้ำมันในคลังให้มากขึ้นเพื่อรองรับกับความต้องการได้อีกราว 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน จาก 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันที่ถูกดึงไปใช้และทำให้จีนจำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันให้เพียงพอกับความต้องการในประเทศอีกเพียง 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน แทนที่จะเป็น 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน สถานการณ์เช่นนี้สามารถดำเนินต่อไปได้อีกไม่ต่ำกว่า 4 เดือน บรรดาผู้กำหนดนโยบายในปักกิ่งถึงจะเริ่มเป็นกังวลหรืออึดอัดกับสภาพที่ลดต่ำลงของคลังน้ำมันสำรองแห่งชาติดังกล่าว

นอกจากนั้นจีนยังมีการควบคุมในระดับสองอีกชั้น นั่นคือการควบคุมการส่งออก ในฐานะประเทศที่มีการ

กลั่นน้ำมันสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก จีนมักเป็นแหล่งน้ำมันให้กับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามในเดือนมีนาคมทางการจีนกลับมีคำสั่งให้บริษัทโรงกลั่นของจีนยุติการทำสัญญาส่งมอบน้ำมันและจัดการสัญญาส่งมอบที่ทำไว้แต่เดิมให้แล้วเสร็จ ผลก็คือระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน จีนส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปลดลงเกือบครึ่งหนึ่งมาอยู่ที่ 430,000 บาร์เรลต่อวัน  รวมถึงปริมาณน้ำมันสำหรับเครื่องบินราว 180,000 บาร์เรลต่อวัน ทำให้โรงกลั่นของจีนประหยัดน้ำมันดิบได้ระหว่าง 1.2-1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงดังกล่าว

การจำกัดการส่งออกส่งผลให้จีนสามารถนำน้ำมันส่วนที่เหลือมาใช้ภายในประเทศ และในเวลาเดียวกันก็อนุญาตให้โรงกลั่นสามารถนำน้ำมันดิบบางส่วนมากลั่นเพื่อให้เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับส่งออกได้ เช่น ยางมะตอยและแอลพีจีกับผลิตภัณฑ์เคมีสำหรับผลิตอาหารสัตว์และน้ำมันเครื่อง ผลิตภัณฑ์เหล่านี้สร้างกำไรในการส่งออกได้มากกว่าการขายในประเทศ จนได้รับอนุมัติเห็นชอบจากทางการ

สุดท้ายเมื่อการเก็บน้ำมันไว้ในคลังสำรองและการจำกัดการส่งออก ก็ไม่เพียงพอต่อการรองรับกับสถานการณ์ ทางการจีนยังมีไม้ตายประการที่สาม ที่จะนำออกมาใช้ นั่นคือการจำกัดปริมาณการใช้ภายในประเทศ ข้อมูลแสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่า ในเดือนมิถุนายนโรงกลั่นของจีนกลั่นน้ำมันลดลงมาอยู่ที่ระดับ 2.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลงจากระดับ 1 ปีก่อนหน้านั้น น้ำมันเบนซินลดลง 14% น้ำมันดีเซลลดลงมากถึง 21% 

ข้อเท็จจริงสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อทางการจีนเปิดทางให้ราคาน้ำมันค้าปลีกในประเทศแพงขึ้น ประชาชนกลับใช้น้ำมันลดลงอย่างฮวบฮาบ โดยหันไปใช้บริการสาธารณะ เช่น รถไฟใต้ดิน จักรยาน และแท็กซี่ (ส่วนใหญ่เป็นอีวี) ในช่วงวันหยุดยาวประจำปีในเดือนพฤษภาคม ข้อมูลระบุว่า การชาร์จไฟฟ้าตามสถานีชาร์จประจุไฟตามแนวถนนเพิ่มมากขึ้นเกือบ 55% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ข้อมูลของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ ระบุว่า ในช่วง 2-3 เดือนแรกของสงครามจีนใช้น้ำมันลดลงกว่า 10% ทั้งน้ำมันเบนซินและดีเซล

ปัญหาของจีนในเวลานี้มีอยู่ประการเดียว นั่นคือ จีนไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ตลอดไป แต่วิกฤตพลังงานในช่วงสงครามที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า จีนสามารถสร้างเสถียรภาพ และกำกับราคาให้กับตลาดน้ำมันโลกได้ตามลำพังอย่างแน่นอน ถ้าหากต้องการเช่นนั้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง

จีน น้ำมัน