7 ยักษ์ลุย ‘เทเลฟาร์มาซี’ เขย่าธุรกิจร้านยา สะเทือนรายย่อย 1.8 หมื่นรายล้มตาย
จับตาจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ธุรกิจร้านขายยา อย. ประกาศรับรอง 7 บริษัทยักษ์ให้บริการ “เทเลฟาร์มาซี” เปิดทาง “ไลน์แมน-ช้อปปี้-เซเว่นฯ” ขยายแนวรบ สมาคมร้านขายยาหวั่นร้านรายย่อย 1.8 หมื่นราย แข่งไม่ได้ สู้ต้นทุนค่า GP ไม่ไหว เสนอโมเดล Pharmacy Hub ให้บริการร้านยาในพื้นที่ หนุนลดต้นทุนค่าตัวเภสัชกร
7 ยักษ์ลุย “เทเลฟาร์มาซี”
นายกรุง สุรเวชสุนทร นายกสมาคมร้านขายยา มีเครือข่ายร้านขายยากว่า 2 หมื่นราย กล่าวกับ “NewsPulse” ว่า ธุรกิจร้านขายยาในไทยกำลังมาถึงจุดเปลี่ยนใหญ่ จากที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้อนุญาตให้บริการเภสัชกรรมทางไกล หรือ Telepharmacy กับแพลตฟอร์มของ 7 บริษัท ซึ่งเริ่มเปิดให้บริการเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้สะดวกมากขึ้น
ทั้งการให้บริการคำปรึกษาจากเภสัชกร และซื้อยาทุกชนิด รวมถึงยาควบคุม ผ่านช่องทางออนไลน์ อย่างไรก็ดีบริการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและความอยู่รอดของร้านขายยารายย่อย เพราะยิ่งเพิ่มความเหลื่อมล้ำของการแข่งขันระหว่างร้านยารายย่อย กับร้านยาเชนที่มีเงินทุนและอีโคโนมีออฟสเกลมากกว่า
ทั้งนี้ปัจจุบันมี 7 แพลตฟอร์มที่ได้ใบรับรองให้บริการ Telepharmacy ประกอบด้วย Telehealth Thailand โดย สภาเภสัชกรรม, PharmCare Telepharmacy ของบริษัท ฟาร์มแคร์ กรุ๊ป จำกัด, AskMacy by Fascino บริษัท โปรฟาสซิโน จำกัด, ALL PharmaSee บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน), ร้านยากรุงเทพ บริษัท กรุงเทพดรักสโตร์ จำกัด, Shopee ของ บริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด และ LINE MAN ของ บริษัท ไลน์แมน (ประเทศไทย) จำกัด
เปิดทางร้านเชนใหญ่ผงาด
อย่างไรก็ดีการให้บริการ Telepharmacy ยังคงต้องมีเภสัชกรประจำร้าน ซึ่งถือเป็นต้นทุนสำคัญสูงระดับ 5 หมื่น -1 แสนบาท/เดือน นอกจากนี้ร้านยาในต่างจังหวัดยากในการหาเภสัชกร ดังนั้นร้านยารายย่อยจึงอาจไม่ได้ประโยชน์จากโมเดลเทเลฟาร์มาซี ต่างจากร้านเชนที่มีเงินทุนจำนวนมาก อย่างไรก็ดีหากมีการใช้รูปแบบ “ฮับเภสัชกร” ก็จะช่วยลดต้นทุนได้
“เงื่อนไขต่าง ๆ ของบริการ Telepharmacy ทำให้ร้านยาเชนที่มีเงินทุน และอีโคโนมีออฟสเกล สามารถต่อยอดใช้ประโยชน์จากเทเลฟาร์มาซีได้มากกว่าตามไปด้วย จนเสี่ยงที่จะนำไปสู่การปิดตัวของร้านยา SME แบบโดมิโนในอนาคต เพราะไม่สามารถแข่งขันกับรายใหญ่ได้”
ชี้ช่องโหว่เทเลฟาร์มาซี
นายกรุงกล่าวว่า นอกจากนี้ โมเดลเทเลฟาร์มาซีในปัจจุบันยังมีช่องโหว่ด้านความปลอดภัยของผู้บริโภค และผลกระทบความอยู่รอดของร้านขายยา SME รวมถึงการควบคุมยาอันตราย-ควบคุมพิเศษไม่ให้ไปถึงมือมิจฉาชีพ เนื่องจากการปรึกษาเภสัชกรทางวิดีโอหรือข้อความแชตมีโอกาสผิดพลาดสูง เพราะเภสัชกรได้ข้อมูลอย่างจำกัด รวมถึงไม่สามารถยืนยันตัวตนบุคคลที่รับการปรึกษาได้ว่าเป็นเจ้าของบัญชีผู้ใช้นั้น ๆ จริงหรือไม่
เช่นเดียวกับการจัดส่งที่ไม่สามารถควบคุม-ป้องกันการเสื่อมสภาพของยาระหว่างจัดส่ง เช่น ไรเดอร์ไม่มีระบบควบคุมอุณหภูมิ-ความชื้น และไม่สามารถยืนยันตัวตนผู้รับยาปลายทางว่าเป็นบุคคลเดียวกับผู้รับคำปรึกษาจากเภสัชกรได้หรือไม่ จึงเสี่ยงทำให้ยาอันตรายหรือยาควบคุมถูกมิจฉาชีพหรือเยาวชนซื้อไปใช้อย่างไม่เหมาะสม
นอกจากนี้ระบบ Track & Trace ของเทเลฟาร์มาซี ยังไม่ใช่ระบบอัตโนมัติที่เชื่อมโยงกับการปรึกษาเภสัชกร แต่เป็นแบบให้ร้านขายยาลงข้อมูลด้วยตนเอง จึงเพิ่มภาระงานให้ผู้ประกอบการและเสี่ยงเกิดความผิดพลาด
ร้านยา SME แบกต้นทุนไม่ไหว
นายกรุงกล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจร้านขายยาในประเทศไทยปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 23,000 ร้าน ในจำนวนนี้แบ่งเป็นร้านยาขนาดเล็ก หรือเอสเอ็มอี 18,000 ร้าน และร้านเชนต่าง ๆ เช่น เซฟดรัก, เฮลท์อัพ, หรือร้านยากรุงเทพ ฯลฯ ราว 5,000 แห่ง ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเขตเมืองหรือชุมชนใหญ่ เช่น ในกรุงเทพฯ มีประมาณ 5,000 ร้าน และชลบุรีอีกประมาณ 1,500 ร้าน ซึ่งแต่ละร้านมียอดขายเฉลี่ย 100 บิล/วัน
อย่างไรก็ตามตั้งแต่ปี 2565 กลุ่มร้านยารายย่อยมีแนวโน้มลดจำนวนลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะในต่างจังหวัด เพราะไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างค่าจ้างเภสัชกรแบบเต็มเวลา ตามมาตรฐานวิธีปฏิบัติทางเภสัชกรรมชุมชน หรือ GPP ที่กำหนดให้ต้องมีเภสัชกรประจำร้านตลอดเวลา เช่นเดียวกับการแข่งขันชิงตัวเภสัชกรกับร้านยาแบบเชนที่มีต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วย หรือ Economy of Scale ดีกว่าได้ รวมถึงการไม่มีผู้รับช่วงธุรกิจต่อ
ตรงกันข้ามกับกลุ่มร้านยาเชนที่มีทุนสูงกว่าทำให้สามารถขยายสาขาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เห็นได้จากส่วนแบ่งตลาดร้านขายยาในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาของร้านขายยา SME มีสัดส่วนลดจากมากกว่า 90% มาเหลือ 75% และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง
เสี่ยงร้านยาเจอค่า GP อ่วม
นายกรุงกล่าวว่า แม้ร้านยารายย่อยจะสามารถเข้าไปวางขายในแพลตฟอร์มดีลิเวอรี่ที่ได้รับอนุญาตจาก อย. แต่ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะต้องเผชิญกับต้นทุนค่า GP (ค่าธรรมเนียม) แม้ปัจจุบันจะไม่สูงนัก แต่ในอนาคตอาจถูกเก็บในอัตราถึง 30% ของยอดขายเช่นเดียวกับร้านค้าประเภทอื่น ๆ เมื่อรวมกับรูปแบบธุรกิจร้านยา ที่เป็นธุรกิจการซื้อมา-ขายไปมีต้นทุนตายตัว จึงยากที่ร้านยารายย่อยจะแข่งขันกับร้านเชนที่มีสาขาจำนวนมากและอำนาจต่อรองซัพพลายเออร์สูงกว่าได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า LINE MAN เป็น 1 ใน 7 แพลตฟอร์มแรกที่ได้รับการรับรองเป็นผู้ให้บริการเทเลฟาร์มาซีจาก อย. ผ่านบริการ LINE MAN MART ทั้งการปรึกษาเภสัชกรและร้านขายยาแบบเรียลไทม์ผ่านระบบแชตข้อความ เสียงและวิดีโอ เลือกซื้อสินค้าและยาที่ต้องผ่านการประเมินโดยเภสัชกร รวมถึงมีบริการจัดส่งถึงบ้าน
โดยขณะนี้ LINE MAN ใช้กลยุทธ์หั่นค่า GP เพื่อจูงใจร้านขายยาให้เข้ามาในแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง อาทิ เมื่อเดือนพฤษภาคมมีโปรโมชั่น ค่า GP 0% นาน 30 วัน ปัจจุบันขยับมาอยู่ที่ 9% ในช่วง 30 วันแรก
ปัจจุบัน LINE MAN มีพันธมิตรเครือข่ายทั้งร้านยารายย่อย และร้านเชน อาทิ Fascino, Boots, Tops Care, GPO Pharma Shop, Health Up, BDS, ยาหนึ่ง, PharmCare และ P&F โดยมีรัศมีให้บริการครอบคลุม 15 กิโลเมตรจากร้านพันธมิตร ตอบโจทย์ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้ที่มีข้อจำกัดในการเดินทางให้สามารถเข้าถึงบริการเภสัชกรรมได้สะดวก โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน วันหยุด หรือในพื้นที่ที่การเข้าถึงร้านขายยามีข้อจำกัด
เสนอโมเดล “ฮับเภสัชกร”
นายกรุงกล่าวต่อไปว่า เพื่อให้ร้านขายยารายย่อยสามารถไปต่อได้ในยุคเทเลฟาร์มาซี ขณะที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงยาได้สะดวกและปลอดภัย สมาคมจึงเสนอแนวทางที่ทั้งคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภคและไม่กระทบต่อร้านขายยารายย่อยด้วยโมเดล Pharmacy Hub หรือ “ฮับเภสัชกร”
พร้อมเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 19 (1) และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกำหนดให้เภสัชกรต้องอยู่ประจำ ณ สถานที่ขายยาเท่านั้น โดยอนุญาตให้เภสัชกรสามารถปฏิบัติหน้าที่และให้คำปรึกษาผ่านระบบออนไลน์ได้ด้วย
โมเดล Pharmacy Hub จะเป็นการตั้งศูนย์เภสัชกรในแต่ละจังหวัด พร้อมกับศูนย์ข้อมูลกลางเภสัชกรรมแห่งชาติในส่วนกลาง โดยศูนย์เภสัชกรจะให้บริการแทนหรือเสริมกับเภสัชกรในร้านขายยา เมื่อผู้บริโภคมารับบริการจะสามารถปรึกษาเภสัชกรในศูนย์ผ่านระบบวิดีโอคอล และมีผู้ช่วยเภสัชกร-เจ้าของร้านขายยาร่วมในการตรวจและประเมินอาการ เช่น วัดอุณหภูมิ-ความดัน สังเกตุความผิดปกติต่าง ๆ ช่วยเพิ่มความแม่นยำของการวินิจฉัยและจ่ายยาให้สูงขึ้น
รวมถึงสามารถยืนยันตัวตนผู้รับบริการด้วยการเสียบบัตรประชาชน หรือ NDID โดยผู้บริโภคจะได้รับยาที่เก็บรักษาอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน นอกจากนี้ข้อมูลการรับบริการ-จ่ายยาจะเชื่อมโยงไปยังศูนย์ข้อมูลกลางเภสัชกรรมแห่งชาติเพื่อให้สามารถติดตามย้อนกลับได้
รักษาร้านขายยาชุมชน
“เภสัชกร 1 คนที่ Hub สามารถให้บริการร้านยารายย่อยได้หลายแห่งพร้อมกัน ทำให้เกิดการแชร์ต้นทุนร้านยาขนาดเล็กจึงไม่ต้องแบกรับค่าจ้างเภสัชกรเต็มเวลาที่สูงเกินไป เพียงจ่ายค่าบริการรายเดือนในแบบซับสคริปชั่น”
นายกรุงกล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นการเข้าถึงยาของผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังและผู้ที่มีข้อจำกัดในการเดินทางนั้น เชื่อว่าโมเดลนี้จะสามารถตอบโจทย์ได้ด้วยการเพิ่มขึ้นของจำนวนร้านขายยาในชุมชนต่าง ๆ จากการที่ Pharmacy Hub ทำให้การเปิดร้านขายยาง่ายและลงทุนเริ่มต้น-ระยะยาวต่ำลงมาก ส่งผลให้จำนวนร้านขายยาจะเพิ่มขึ้นและเข้าไปอุดช่องว่างต่าง ๆ ตามหลักการดีมานด์-ซัพพลาย การรักษาร้านยาชุมชนให้คงอยู่ในฐานะศูนย์กลางเชื่อมต่อกับเภสัชกรส่วนกลาง จะทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงยาได้ง่าย และราคาไม่แพง