เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สหรัฐไล่ล่า ‘สินค้าสวมสิทธิ์’ ไทยติด Tier 2 จับตา 8 อุตฯ ส่งออก 1.7-3.4 แสนล้านเสี่ยงถูกตรวจเข้ม
Economic สหรัฐไล่ล่า ‘สินค้าสวมสิทธิ์’ ไทยติด Tier 2 จับตา 8 อุตฯ ส่งออก 1.7-3.4 แสนล้านเสี่ยงถูกตรวจเข้ม
เปิดโจทย์ ‘โรงเรียนผู้สูงอายุ’ หลังรัฐปลดล็อก อปท. ติดงบ-บุคลากร
News เปิดโจทย์ ‘โรงเรียนผู้สูงอายุ’ หลังรัฐปลดล็อก อปท. ติดงบ-บุคลากร
มอเตอร์เวย์ M6-M82 เปิดฟรีปลาย ส.ค. 69 เช็กวัน-เวลา ด่านขึ้นลง
News มอเตอร์เวย์ M6-M82 เปิดฟรีปลาย ส.ค. 69 เช็กวัน-เวลา ด่านขึ้นลง
นิด้าโพล เปิดผลสำรวจ พรีเมียร์ลีก-ไทยลีก 2569
Sport นิด้าโพล เปิดผลสำรวจ พรีเมียร์ลีก-ไทยลีก 2569
หุ้นลีสซิ่งกำไรพุ่งยกแผง ‘MTC-SAWAD’ โชว์ครึ่งปีโต 2 หลัก
Finance หุ้นลีสซิ่งกำไรพุ่งยกแผง ‘MTC-SAWAD’ โชว์ครึ่งปีโต 2 หลัก
‘อสังหาฯ’ ซึมรีเจ็กต์พุ่งไม่หยุด สะเทือนแบ็กล็อก 1.85 แสนล้าน
Real Estate ‘อสังหาฯ’ ซึมรีเจ็กต์พุ่งไม่หยุด สะเทือนแบ็กล็อก 1.85 แสนล้าน
สื่อสารวิสัยทัศน์ไม่ชัด พนักงานก็หลงทาง (จบ)
Columns สื่อสารวิสัยทัศน์ไม่ชัด พนักงานก็หลงทาง (จบ)
ชงแบตเตอรี่พาสปอร์ตเข้าบอร์ด ค่ายรถผลิตส่งออกยุโรปต้องมี QR Code
Automotive ชงแบตเตอรี่พาสปอร์ตเข้าบอร์ด ค่ายรถผลิตส่งออกยุโรปต้องมี QR Code
ราคาน้ำมันวันนี้ (16 ส.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (16 ส.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (16 ส.ค. 69) ขยับขึ้น 0.28% อยู่ที่ 63,045 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (16 ส.ค. 69) ขยับขึ้น 0.28% อยู่ที่ 63,045 เหรียญสหรัฐ
ดูทั้งหมด

สหรัฐไล่ล่า ‘สินค้าสวมสิทธิ์’ ไทยติด Tier 2 จับตา 8 อุตฯ ส่งออก 1.7-3.4 แสนล้านเสี่ยงถูกตรวจเข้ม

16 ส.ค. 2569 | 13:58น.
ส่งออก

สหรัฐเผยรายงาน “The Great Transshipment Scam” จับตาการใช้ประเทศที่สามเป็นทางผ่านสินค้าจีนเข้าสหรัฐเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้า ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Tier 2 ร่วมกับบราซิล อินโดนีเซีย มาเลเซีย ตุรกี และเวียดนาม ขณะที่ผลวิเคราะห์ชี้ 8 กลุ่มอุตสาหกรรมไทยมูลค่าส่งออกไปสหรัฐกว่า 5.2 หมื่นล้านดอลลาร์ มีโอกาสถูกตรวจสอบแหล่งกำเนิดและกระบวนการผลิตเข้มขึ้น ประเมินสินค้ามูลค่า 1.72-3.45 แสนล้านบาทอาจอยู่ภายใต้ความเสี่ยง ย้ำตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่มูลค่าความเสียหาย

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยบทวิเคราะห์เศรษฐกิจและนโยบายการค้าระหว่างประเทศ เรื่อง “การปราบปรามกลโกงสวมสิทธิ์ของสหรัฐฯ : ผลกระทบการส่งออกและอุตสาหกรรมไทย ภายใต้รายงาน The Great Transshipment Scam” ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2569 ระบุว่า เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 สำนักงานนโยบายการค้าและการผลิตแห่งทำเนียบขาว หรือ OTMP เผยแพร่รายงาน The Great Transshipment Scam: Rise, Scope, and Costs ภายใต้การกำกับด้านนโยบายการค้าและการผลิตของ Peter Navarro ที่ปรึกษาอาวุโสประธานาธิบดีสหรัฐด้านการค้าและการผลิต

สหรัฐจับตาจีนใช้ “ประเทศที่สาม” เป็นทางผ่าน

สาระสำคัญของรายงานระบุว่า ผู้ผลิตและผู้ส่งออกจีนมีการใช้ประเทศที่สามเป็นฐานส่งผ่าน ประกอบ หรือแปรรูปสินค้า ก่อนสำแดงเป็นสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศนั้นเพื่อส่งเข้าสหรัฐ โดยมีเป้าหมายหลีกเลี่ยงภาษีหรือมาตรการทางการค้าที่บังคับใช้กับสินค้าจีนโดยตรง

พฤติกรรมที่รายงานให้ความสำคัญมีตั้งแต่การเปลี่ยนฉลากหรือเอกสาร การส่งผ่านสินค้าโดยไม่มีการผลิตอย่างแท้จริง การประกอบหรือแปรรูปเพียงเล็กน้อย ไปจนถึงการใช้โรงงานหรือการลงทุนของจีนในประเทศที่สามซึ่งยังพึ่งพาวัตถุดิบ ชิ้นส่วน เทคโนโลยี หรือการควบคุมจากจีนในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม รายงานย้ำว่า การใช้วัตถุดิบจากจีนหรือการลงทุนของจีนเพียงอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่าเป็นการสวมสิทธิ์ หากกระบวนการผลิตเป็นไปตามหลักถิ่นกำเนิดสินค้าและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ไทยอยู่ Tier 2 แต่ยังไม่ใช่คำตัดสิน “สวมสิทธิ์”

รายงานจัดไทยอยู่ในกลุ่ม Tier 2 ร่วมกับบราซิล อินโดนีเซีย มาเลเซีย ตุรกี และเวียดนาม เนื่องจากเป็นประเทศที่มีปริมาณการค้าเกี่ยวโยงกับจีนอย่างมีนัยสำคัญ มีการบูรณาการเข้ากับห่วงโซ่อุปทานจีนค่อนข้างลึก และเป็นฐานการผลิตหรือส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม การจัดกลุ่มดังกล่าวเป็นเพียงการจำแนกระดับความเสี่ยงสำหรับการวิเคราะห์และชี้เป้า “ไม่ใช่คำวินิจฉัยว่าไทยหรือผู้ส่งออกไทยกระทำการสวมสิทธิ์สินค้า”

รายงานแบ่งประเทศที่ถูกจับตาออกเป็น 3 ระดับ โดย Tier 1 มี 8 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ แคนาดา สหภาพยุโรป อินเดีย อิสราเอล ญี่ปุ่น เม็กซิโก เกาหลีใต้ และไต้หวัน ส่วน Tier 2 มี 6 ประเทศดังกล่าว ขณะที่ Tier 3 มีอีก 24 ประเทศ โดยรายงานระบุในภาพรวมว่าเกี่ยวข้องกับ “ประมาณ 40 ประเทศ”

ข้อมูลและรูปแบบความเสี่ยงในรายงานอาจถูกใช้ประกอบการคัดกรองของสำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐ หรือ CBP เพื่อชี้เป้าสินค้า ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า โรงงาน และเส้นทางขนส่งสำหรับตรวจสอบเอกสาร ถิ่นกำเนิดสินค้า และกระบวนการผลิตเพิ่มเติม โดยผู้นำเข้าตามกฎหมาย หรือ Importer of Record ต้องรับผิดชอบความถูกต้องของพิกัดศุลกากร มูลค่า และประเทศกำเนิดสินค้า รวมถึงต้องมีเอกสารที่ตรวจสอบย้อนกลับถึงผู้ผลิตและแหล่งวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนได้

ทั้งนี้ การเผยแพร่รายงาน “ยังไม่ใช่มาตรการเรียกเก็บภาษีฉบับใหม่” และไม่ได้ทำให้สินค้าไทยถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมโดยอัตโนมัติ แต่อาจนำไปสู่การตรวจสอบเข้มข้น การเรียกหลักฐานเพิ่มเติม หรือดำเนินการภายใต้กฎหมายศุลกากร รวมถึงมาตรการ AD/CVD หากพบเหตุอันควรสงสัย

ไทยนำเข้าจีนพุ่ง 165% ขาดดุลสะสมจ่อ 12 ล้านล้าน

บทวิเคราะห์ระบุว่า จีนเป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 ของไทย รองจากสหรัฐ โดยปี 2568 ไทยส่งออกไปจีน 39,381 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นประมาณ 12% ของการส่งออกทั้งหมด ขณะที่สหรัฐมีสัดส่วน 21%

เมื่อเปรียบเทียบปี 2559 กับปี 2568 มูลค่าการส่งออกของไทยไปจีนเพิ่มจาก 23,568 ล้านดอลลาร์ เป็น 39,381 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่ม 67.1% ขณะที่การนำเข้าจากจีนเพิ่มจาก 41,044 ล้านดอลลาร์ เป็น 108,557 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 164.5% สะท้อนว่ามูลค่าการนำเข้าจากจีนขยายตัวเร็วกว่าการส่งออกไปจีนประมาณ 2.5 เท่า

ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มจาก 17,476 ล้านดอลลาร์ในปี 2559 เป็น 69,176 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 และเมื่อรวมช่วง 10 ปี ระหว่างปี 2559-2568 ไทยขาดดุลการค้ากับจีนสะสม 286,879 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 9.61 ล้านล้านบาท

สำหรับปี 2569 คาดว่าไทยจะส่งออกไปจีน 41,495 ล้านดอลลาร์ และนำเข้าจากจีน 116,990 ล้านดอลลาร์ ทำให้ขาดดุล 75,495 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.53 ล้านล้านบาท และหากรวมตั้งแต่ปี 2559-2569 จะทำให้ไทยขาดดุลการค้ากับจีนสะสมประมาณ 12.14 ล้านล้านบาท

สินค้าจีนกระจุก “เครื่องจักร-อิเล็กทรอนิกส์-รถยนต์”

เมื่อพิจารณาสินค้า 10 กลุ่มที่ไทยนำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้นมากที่สุดในช่วงปี 2016-2025 พบว่าส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุตสาหกรรม วัตถุดิบ และชิ้นส่วนสำหรับภาคการผลิต โดยสัดส่วนของสินค้า 10 กลุ่มเพิ่มจาก 69.08% ของการนำเข้าจากจีนทั้งหมดในปี 2016 เป็น 76.86% ในปี 2025

สินค้า 10 กลุ่มดังกล่าวยังมีส่วนต่อมูลค่าการนำเข้าจากจีนที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดถึง 81.81% โดยเฉพาะเครื่องจักร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ พลาสติก เหล็ก ทองแดง และผลิตภัณฑ์โลหะ

อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์ระบุชัดว่า การนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมจากจีนในระดับสูงไม่ได้หมายถึงการสวมสิทธิ์โดยอัตโนมัติ แต่สะท้อนถึงระดับความเชื่อมโยงและการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจีน ซึ่งอาจทำให้สินค้าส่งออกของไทยถูกสหรัฐตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และกระบวนการผลิตในประเทศเข้มข้นขึ้น

เปิด 8 อุตสาหกรรมเสี่ยง มูลค่า 5.2 หมื่นล้านดอลลาร์

จากการนำข้อมูลสินค้าที่ไทยนำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้นมากที่สุดมาเปรียบเทียบกับการส่งออกไปสหรัฐ โดยใช้ค่าสหสัมพันธ์เพียร์สันประกอบการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุตสาหกรรม พบ 8 กลุ่มสินค้าที่ควรจับตา ได้แก่

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรไฟฟ้า เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เหล็กและเหล็กกล้า ผลิตภัณฑ์ทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า พลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก ยานยนต์และส่วนประกอบ ทองแดงและผลิตภัณฑ์ทองแดง และเครื่องมือวัด เครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์เกี่ยวกับสายตา

ปี 2025 สินค้า 8 กลุ่มดังกล่าวมีมูลค่าส่งออกจากไทยไปสหรัฐรวมประมาณ 52.23 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 72.33% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทยไปสหรัฐ

ในจำนวนนี้ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรไฟฟ้ามีมูลค่าส่งออก 23.573 พันล้านดอลลาร์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 21.157 พันล้านดอลลาร์ พลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก 2 พันล้านดอลลาร์ ยานยนต์และส่วนประกอบ 2.475 พันล้านดอลลาร์ ผลิตภัณฑ์ทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า 1.456 พันล้านดอลลาร์ และเครื่องมือวัด เครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ 1.164 พันล้านดอลลาร์

จับสัญญาณกำลังผลิตไทยลด

อีกปัจจัยที่บทวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตคืออัตราการใช้กำลังการผลิต หรือ Capacity Utilization ของหลายอุตสาหกรรมลดลงระหว่างปี 2564-2568

โดยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรไฟฟ้าลดจาก 65.87% เหลือ 58.99% ยานยนต์และส่วนประกอบลดจาก 69.45% เหลือ 52.79% พลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติกลดจาก 61.74% เหลือ 56.04% ขณะที่เหล็กและเหล็กกล้าลดจาก 52.29% เหลือ 48.40%

บทวิเคราะห์ระบุว่า การใช้กำลังการผลิตที่ลดลงเป็นสัญญาณว่าโรงงานอุตสาหกรรมไทยผลิตสินค้าลดลง ขณะที่การส่งออกไปสหรัฐเพิ่มขึ้น จึงอาจเชื่อมโยงกับการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนจากจีนเพิ่มขึ้น หรือการนำเข้าสินค้ากึ่งสำเร็จรูปเพื่อประกอบหรือแปรรูปในไทยมากขึ้น โดยเฉพาะยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ พลาสติก เหล็ก และผลิตภัณฑ์โลหะ

ประเมิน 1.72-3.45 แสนล้านบาท อยู่ในข่ายเสี่ยง

ภายใต้สมมติฐานว่าสินค้าประมาณ 10-20% ของมูลค่าการส่งออกใน 8 อุตสาหกรรมเสี่ยงอาจถูกสหรัฐตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าอย่างเข้มงวด บทวิเคราะห์ประเมินว่า มูลค่าการส่งออกที่อาจได้รับผลกระทบอยู่ระหว่าง 5.2-10.4 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.72-3.45 แสนล้านบาท ที่อัตราแลกเปลี่ยน 33 บาทต่อดอลลาร์

ผลกระทบอาจอยู่ในรูปของการตรวจปล่อยสินค้าที่ล่าช้า การเรียกเอกสารและหลักฐานเพิ่มเติม ต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบสูงขึ้น การระงับนำเข้า รวมถึงการเรียกเก็บภาษีย้อนหลังหรือบทลงโทษ หากสหรัฐวินิจฉัยว่ามีการสำแดงถิ่นกำเนิดไม่ถูกต้องหรือหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้า

อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์ย้ำว่า ตัวเลข 1.72-3.45 แสนล้านบาท เป็น “มูลค่าสินค้าที่อาจอยู่ภายใต้ความเสี่ยง” ไม่ใช่มูลค่าความเสียหายหรือมูลค่าการส่งออกที่จะสูญเสียทั้งหมด เนื่องจากสินค้าที่ถูกตรวจสอบยังสามารถเข้าสู่ตลาดสหรัฐได้ หากผู้ส่งออกพิสูจน์แหล่งกำเนิดและกระบวนการผลิตในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องครบถ้วน

โดยกรณีต่ำที่กำหนดสัดส่วน 10% คิดเป็นมูลค่า 172,359 ล้านบาท กรณีกลาง 15% อยู่ที่ 258,555 ล้านบาท และกรณีสูง 20% อยู่ที่ 344,718 ล้านบาท

เสนอ 6 ทางรับมือ สร้าง “Thai Origin Traceability”

สำหรับข้อเสนอรับมือ บทวิเคราะห์เสนอให้ไทยเร่งดำเนินการ 6 เรื่อง ได้แก่ จัดทำบัญชีสินค้าเสี่ยงโดยเปรียบเทียบการนำเข้าจากจีนกับการส่งออกไปสหรัฐ ตรวจสอบโรงงานที่การส่งออกเพิ่มขึ้นผิดปกติแต่การใช้ไฟฟ้า แรงงาน เครื่องจักร และวัตถุดิบในประเทศไม่สอดคล้องกับกำลังผลิต และเชื่อมโยงข้อมูลกรมศุลกากร กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรม บีโอไอ และการนิคมอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน

นอกจากนี้ ควรกำหนดให้โครงการลงทุนที่มีความเสี่ยงแสดงกระบวนการผลิตจริง แหล่งวัตถุดิบ และมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย เพื่อระบุสัดส่วน Local Content พร้อมสร้างระบบ “Thai Origin Traceability” และใช้ AI ให้ผู้ส่งออกสามารถแสดงหลักฐานย้อนหลังตั้งแต่วัตถุดิบถึงสินค้าสำเร็จรูป รวมถึงแยก “การลงทุนและการผลิตจริงในไทย” ออกจาก “การส่งผ่านหรือแปรรูปเล็กน้อย” อย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้ผู้ผลิตไทยที่สุจริตถูกเหมารวม