ชงแบตเตอรี่พาสปอร์ตเข้าบอร์ด ค่ายรถผลิตส่งออกยุโรปต้องมี QR Code
ค่ายรถลุ้นตัวโก่งหลังปี 2570 ตลาดยุโรปบังคับรถ EV นำเข้าต้องติด QR Code ติดตามตรวจสอบได้ ย้ำยังรอความชัดเจนรัฐบาลแจ้งเกิด “แบตเตอรี่พาสปอร์ต” ด้าน ENTEC เผยเร่งหารือร่วมกับ สศอ.ศึกษาความเป็นไปได้ควบคุมการใช้งานแบตเตอรี่อีวี ระบุชัดในอีก 20 ปีขยะจากยานยนต์อีวีพุ่งแตะระดับ 1 ล้านตัน
แหล่งข่าวระดับบริหารจากค่ายรถยนต์รายใหญ่ ที่กล่าวกับ “NewsPulse” ว่า สำหรับค่ายรถยนต์ที่ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศโดยเฉพาะทวีปยุโรปนั้น ในปี 2570 ตามกฎข้อบังคับรถยนต์อีวีทุกคันจะต้องมีการติดตั้ง QR Code เพื่อจัดทำ “แบตเตอรี่พาสปอร์ต” ให้สามารถตรวจสอบและติดตามรถยนต์คันนั้น ๆ ได้อย่างชัดเจน
และหมายความว่าในปีหน้ารถยนต์อีวีที่ผลิตจากประเทศไทยแล้วส่งไปจำหน่ายในยุโรปนั้น ต้องถูกบังคับใช้ “แบตเตอรี่พาสปอร์ต” จึงจะสามารถส่งออกไปจำหน่ายได้
“ตอนนี้ยังไม่มีความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย แต่คาดว่าน่าจะต้องได้ข้อสรุปในเร็ว ๆ นี้ หรืออย่างน้อยก่อนสิ้นปี เพราะปีหน้ารถที่เราผลิตเพื่อส่งออกไปขายยังกลุ่มประเทศยุโรปนั้นได้เริ่มบังคับใช้แล้ว หากไม่มีก็จะไม่สามารถส่งรถไปจำหน่ายได้ ตอนนี้เราก็รอความชัดเจนอยู่” แหล่งข่าวกล่าว
ด้าน ดร.พิมพา ลิ้มทองกุล ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมพลังงาน ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. และในฐานะนายกสมาคมเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย (TESTA) เปิดเผย “NewsPulse” ถึงแนวโน้มการจัดการซากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยว่า โดยเบื้องต้นได้มีการคาดการณ์จากการประเมินเบื้องต้น 2573 (2030) ประเทศไทยจะมีแบตเตอรี่จากยานยนต์ทิ้งประมาณ 7,000 ตัน
และจะเพิ่มเป็น 30,000 ตันในปี 2576 (2033) และคาดว่าในอีก 18 ปีข้างหน้า หรือปี 2587 (2044) อาจจะมีปริมาณเพิ่มเป็น 1 ล้านตัน ซึ่งคาดว่าจากแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากความต้องการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แต่ขณะนี้พบว่าประเทศไทยยังมีข้อจำกัดในการบริหารจัดการปริมาณแบตเตอรี่ นั้นถือเป็นความท้าทายของประเทศไทยในการจัดการแบตเตอรี่ ทั้งลิเทียมไอออนและนิกเกิล โดยเฉพาะการใช้งานในยานยนต์ไฟฟ้ายังไม่มีการบริหารจัดการอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนในรถ EV ที่มีขนาดใหญ่และมีความอันตราย
ที่วันนี้ยังขาดผู้เชี่ยวชาญในการบริหารจัดการและยังไม่มีอุตสาหกรรมในประเทศรองรับ รวมถึงระบบ Ecosystem ยังไม่เกิดขึ้น เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีการส่งเสริมการใช้งานและการกำจัดแบตเตอรี่อย่างเป็นรูปธรรมและครบวงจร
ดังนั้น ประเทศไทยจะต้องจัดตั้งรูปแบบของการจัดการขยะของเสียที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากมีเวลาอีกไม่มากที่จะผลักดันมาตรการกำกับดูแล โดยอาจจะเริ่มจากการกำหนดให้มีการขึ้นทะเบียนผ่าน QR Code จัดทำแบตเตอรี่พาสปอร์ต จะมีระบบข้อมูลตั้งแต่ต้นทาง ไปจนถึงผู้ใช้งานคนสุดท้าย รวมถึงการส่งไปกำจัด หรือนำกลับมารีไซเคิลเพื่อใช้ใหม่ สามารถติดตามได้ทั้งระบบ เป็นการลดปัญหาการก่อมลพิษ
และเพื่อบ่งบอกว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ หรือหากแบตเตอรี่มีการเปลี่ยนมือก็สามารถติดตามย้อนกลับ หรือมีการทิ้ง กำจัดไม่ถูกต้อง ว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ โดยรัฐบาลสามารถตั้งเป็นข้อกำหนด และระบุหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแล
เช่น สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม กรณีที่มีการยื่นขอจดทะเบียนผู้ใช้หรือผู้ขายจะต้องมีข้อมูลผู้รับผิดชอบในการกำจัดซากเพื่อสร้างการตระหนักรู้
โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ENTEC ได้ให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมแบตเตอรี่สมัยใหม่ และการผลักดันนโยบายภาครัฐในการกำหนดกฎระเบียบและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยไปสูระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน
ดร.พิมพายังได้กล่าวต่อไปว่า ล่าสุด ENTEC ได้หารือร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้เรื่องการจัดตั้งและผลักดันการจัดทำแบตเตอรี่พาสปอร์ต ควบคุมการใช้งานแบตเตอรี่ โดยเฉพาะแบตเตอรี่รถอีวีให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด
ภายใต้โครงการยุทธศาสตร์การจัดการซากแบตเตอรี่จากยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืนเพื่อเสนอต่อ EV Board คาดว่าจะดำเนินการเสร็จสิ้นได้ในเดือนตุลาคม 2569 เพื่อสรุปแนวทางในการดำเนินการของประเทศ