เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
SAWAD โชว์กำไร Q2 กว่า 1,500 ล้าน โตต่อเนื่อง ปล่อยกู้จำนำทะเบียนรถหัวหอกหลัก
Finance SAWAD โชว์กำไร Q2 กว่า 1,500 ล้าน โตต่อเนื่อง ปล่อยกู้จำนำทะเบียนรถหัวหอกหลัก
AP โชว์ยอดขาย 7 เดือน ทะลุ 2.7 หมื่นล้าน ครึ่งปีหลังปรับเป้าเปิดเพิ่ม 31 โครงการ
Real Estate AP โชว์ยอดขาย 7 เดือน ทะลุ 2.7 หมื่นล้าน ครึ่งปีหลังปรับเป้าเปิดเพิ่ม 31 โครงการ
“เด็ก EF คิดเป็น เก่งการเงิน” สร้างอนาคตไทย ปูรากฐานทักษะสมองควบคู่วินัยการเงิน
Finance “เด็ก EF คิดเป็น เก่งการเงิน” สร้างอนาคตไทย ปูรากฐานทักษะสมองควบคู่วินัยการเงิน
กบง.ดึงส่วนเกินค่ากลั่น 4.47 พันล้าน อุ้มดีเซลต่อ 31 วัน ลดหน้าโรงกลั่น 2.40 บาท/ลิตร
Economic กบง.ดึงส่วนเกินค่ากลั่น 4.47 พันล้าน อุ้มดีเซลต่อ 31 วัน ลดหน้าโรงกลั่น 2.40 บาท/ลิตร
GI ไทยขยับใหญ่ กรมทรัพย์สินฯ ปั้นราชบุรี-เบตง-เกาะเกร็ด-หนองบัวลำภู เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจชุมชน
Economic GI ไทยขยับใหญ่ กรมทรัพย์สินฯ ปั้นราชบุรี-เบตง-เกาะเกร็ด-หนองบัวลำภู เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจชุมชน
ราคาทองวันนี้ (13 ส.ค. 69) ร่วงลง 400 บาท ทองรูปพรรณ 69,450 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (13 ส.ค. 69) ร่วงลง 400 บาท ทองรูปพรรณ 69,450 บาท
ศพร.สกัดเนื้อโคเถื่อน 20 ตัน มูลค่า 2.8 ล้าน ลอบขนจากภาคใต้ส่งสมุทรสาคร
Economic ศพร.สกัดเนื้อโคเถื่อน 20 ตัน มูลค่า 2.8 ล้าน ลอบขนจากภาคใต้ส่งสมุทรสาคร
เปิดราคารถอีวีรุ่นใหม่ Lexus ES เริ่มต้น 3.29 ล้าน
Automotive เปิดราคารถอีวีรุ่นใหม่ Lexus ES เริ่มต้น 3.29 ล้าน
น้ำเหนือ-น้ำใต้เฝ้าระวัง “สุริยะ” สั่งกรมชลฯ คุม 12 จังหวัดเสี่ยง เร่งฟื้นฟูคลอง ร.1 หาดใหญ่ รับฝนใต้ พ.ย.นี้
Economic น้ำเหนือ-น้ำใต้เฝ้าระวัง “สุริยะ” สั่งกรมชลฯ คุม 12 จังหวัดเสี่ยง เร่งฟื้นฟูคลอง ร.1 หาดใหญ่ รับฝนใต้ พ.ย.นี้
เตือนสาย Cover กรมทรัพย์สินทางปัญญา ชี้ใช้ AI เจนเพลงไม่ขออนุญาต เสี่ยงละเมิดลิขสิทธิ์
Uncategorized เตือนสาย Cover กรมทรัพย์สินทางปัญญา ชี้ใช้ AI เจนเพลงไม่ขออนุญาต เสี่ยงละเมิดลิขสิทธิ์
ดูทั้งหมด

น้ำเหนือ-น้ำใต้เฝ้าระวัง “สุริยะ” สั่งกรมชลฯ คุม 12 จังหวัดเสี่ยง เร่งฟื้นฟูคลอง ร.1 หาดใหญ่ รับฝนใต้ พ.ย.นี้

13 ส.ค. 2569 | 15:35น.

สถานการณ์น้ำเดือนสิงหาคม 2569 ยังเป็นโจทย์เร่งด่วนของภาคเกษตรไทย หลังประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่ภาคใต้กำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องเตรียมความพร้อมรับฤดูฝนปลายปี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงสั่งกรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยปี 2568

โจทย์สำคัญมีทั้งการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย 12 จังหวัด การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา การติดตามระดับน้ำอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ และการเร่งซ่อมแซมคลองระบายน้ำ ร.1 จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักในการระบายน้ำของพื้นที่เศรษฐกิจหาดใหญ่ โดยมีเป้าหมายให้กลับมาระบายน้ำได้เต็มศักยภาพภายในเดือนพฤศจิกายน 2569 เพื่อรับมือฝนหนักและน้ำหลากในภาคใต้

“สุริยะ” สั่งเฝ้าระวัง 12 จังหวัดเสี่ยงอุทกภัย

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยยังมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย 12 จังหวัด พร้อมเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ และบุคลากรให้พร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนทันที หากเกิดสถานการณ์

พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อุทกภัยเป็นพิเศษ 12 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน น่าน มุกดาหาร สระบุรี ร้อยเอ็ด ยโสธร นครพนม อุดรธานี พิษณุโลก และอำนาจเจริญ โดยได้สั่งการให้หน่วยงานในพื้นที่เร่งติดตามสถานการณ์ สำรวจผลกระทบ และเตรียมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และเครื่องมือเพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชนในจุดเสี่ยงแล้ว

ด้านศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ หรือ SWOC กรมชลประทาน รายงานสถานการณ์น้ำ ณ วันที่ 11 สิงหาคม 2569 ว่า ประเทศไทยยังมีฝนตกหนักบางแห่ง เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านตอนบนของภาคเหนือและประเทศลาวตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังค่อนข้างแรง

สถานการณ์ดังกล่าวต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขา พื้นที่ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ลุ่มต่ำ

ฝน 24 ชั่วโมง น่านสูงสุด 111.2 มม.

สำหรับปริมาณฝนตกสะสมสูงสุด 3 ลำดับในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา พบว่าส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือ โดยตำบลน้ำมวบ อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน มีปริมาณฝนสะสม 111.2 มิลลิเมตร ตำบลบ้านมาง อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา มีปริมาณฝนสะสม 96 มิลลิเมตร และตำบลส้านนาหนองใหม่ อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน มีปริมาณฝนสะสม 86 มิลลิเมตร

ส่วนสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ณ วันที่ 11 สิงหาคม 2569 มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 44,836 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 58% ของความจุอ่างรวมกัน ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 31,830 ล้านลูกบาศก์เมตร สะท้อนว่าในภาพรวมอ่างเก็บน้ำหลายแห่งยังมีพื้นที่รองรับน้ำจากฝนที่กำลังตกต่อเนื่องในระยะนี้

ขณะที่สถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เมื่อเวลา 06.00 น. สถานี C.2 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 850 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่ง 6.45 เมตร ส่วนเขื่อนเจ้าพระยามีปริมาณน้ำไหลผ่าน 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยกรมชลประทานเน้นย้ำให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำเหนือและปริมาณฝนอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายน้ำในระยะต่อไป

กรมอุตุฯ คาด 10-16 ส.ค. ฝนหนักหลายภาค

สำหรับแนวโน้มสภาพอากาศ 7 วันข้างหน้า กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ระหว่างวันที่ 10-16 สิงหาคม 2569 ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีฝนฟ้าคะนอง 60-70% ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งตลอดช่วง

ภาคกลางมีฝนฟ้าคะนอง 40-60% ของพื้นที่และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนภาคตะวันออกช่วงวันที่ 10-11 สิงหาคม มีฝนฟ้าคะนอง 60-70% ของพื้นที่ ก่อนจะลดลงเป็น 40-60% ในช่วงวันที่ 12-16 สิงหาคม ขณะที่ภาคใต้ฝั่งตะวันตกยังมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณตอนบนของภาค

ลักษณะอากาศดังกล่าวอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม สำหรับทะเลอันดามันตอนบนยังมีคลื่นสูง 2-3 เมตร และบริเวณฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร จึงขอให้เรือเล็กงดออกจากฝั่งตามช่วงเวลาที่ประกาศเตือน

“สุริยพล” สั่งทุกโครงการชลประทานเตรียมพร้อม 24 ชั่วโมง

นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ได้กำชับให้ทุกโครงการชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง เตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยในช่วงฤดูฝน โดยให้ความสำคัญกับการแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยง การเตรียมเครื่องจักรกล และการทำงานเชิงรุกเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนได้ทันท่วงที

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับมาตรการรับมือฤดูฝนปี 2569 ที่มุ่งเน้นทั้งการป้องกัน เตรียมพร้อม ตอบสนอง และฟื้นฟู เพื่อลดความเสียหายและรักษาเสถียรภาพภาคการเกษตร

ทั้งนี้ กรมชลประทานขอให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่ริมลำน้ำ พื้นที่ลาดเชิงเขา และพื้นที่ที่มีประวัติน้ำท่วมซ้ำซาก ติดตามสถานการณ์น้ำและประกาศแจ้งเตือนจากทางราชการอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเตรียมขนย้ายสิ่งของและเครื่องมือทางการเกษตรขึ้นสู่ที่สูง หากมีฝนตกหนักต่อเนื่องหรือระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยกรมชลประทานจะติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง

สทนช. ชี้ภาพรวมน้ำประเทศ 59% น้ำใช้การ 41%

รายงานจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. สรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ วันที่ 13 สิงหาคม 2569 เวลา 07.00 น. ระบุว่า ปริมาณฝนสูงสุดรายภาค ได้แก่ ภาคเหนือ จังหวัดเชียงราย 70 มิลลิเมตร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดอุบลราชธานี 16 มิลลิเมตร ภาคกลาง จังหวัดชัยนาท 34 มิลลิเมตร ภาคตะวันออก จังหวัดจันทบุรี 28 มิลลิเมตร ภาคตะวันตก จังหวัดกาญจนบุรี 49 มิลลิเมตร และภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช 45 มิลลิเมตร

สภาพอากาศในวันดังกล่าวยังได้รับอิทธิพลจากร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคเหนือตอนบน ประเทศลาวตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรง ทำให้ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกยังมีฝนตกหนักบางแห่ง

ช่วงวันที่ 14-16 สิงหาคม 2569 คาดว่าประเทศไทยจะมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก

ด้านสถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำในภาพรวม มีปริมาณน้ำรวม 59% ของความจุเก็บกัก หรือ 47,386 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีปริมาณน้ำใช้การ 41% หรือ 23,265 ล้านลูกบาศก์เมตร

เมื่อแยกรายภาค ภาคเหนือมีปริมาณน้ำ 15,521 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 56% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5,855 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 49% ภาคกลาง 599 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 32% ภาคตะวันออก 1,501 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 47% ภาคตะวันตก 19,133 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 68% และภาคใต้ 4,777 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 62%

สำหรับสถานการณ์น้ำใน 3 เขื่อนหลักพื้นที่ EEC ได้แก่ อ่างเก็บน้ำบางพระ มีปริมาณน้ำ 45% หรือ 53 ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล 52% หรือ 85 ล้านลูกบาศก์เมตร และอ่างเก็บน้ำประแสร์ 66% หรือ 195 ล้านลูกบาศก์เมตร

จับตา 13 อ่างใหญ่ น้ำใช้การต่ำกว่า 30%

สทนช. รายงานว่า แหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำใช้การน้อยกว่า 30% หรือต่ำกว่าระดับควบคุมต่ำสุด มีจำนวน 13 แห่ง ได้แก่ ภาคเหนือ แม่มอก ทับเสลา และแควน้อยบำรุงแดน ภาคกลาง ป่าสักชลสิทธิ์ และกระเสียว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อุบลรัตน์ จุฬาภรณ์ ลำตะคอง และมูลบน ภาคตะวันออก คลองสียัด และนฤบดินทรจินดา และภาคตะวันตก วชิราลงกรณ และปราณบุรี

ส่วนแหล่งน้ำขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำเก็บกักน้อยกว่า 30% มีจำนวน 60 แห่ง แบ่งเป็นภาคเหนือ 5 แห่ง ภาคกลาง 4 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 27 แห่ง ภาคตะวันออก 9 แห่ง ภาคตะวันตก 12 แห่ง และภาคใต้ 3 แห่ง

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า ปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับกิจกรรมการใช้น้ำตลอดจนถึงสิ้นสุดฤดูแล้ง ปี 2569/2570

ภาคใต้เร่งฟื้นฟู “คลองระบายน้ำ ร.1” รับฤดูฝนปลายปี

ในส่วนของภาคใต้ นายสุริยะเปิดเผยว่า ภายหลังลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำ พร้อมมอบนโยบายให้กรมชลประทานเร่งฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยในปี 2568 และเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับฝนตกหนักและน้ำหลากในช่วงฤดูฝนของภาคใต้

นายสุริยะกำชับให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการให้ระบบชลประทานสามารถระบายน้ำได้เต็มศักยภาพภายในเดือนพฤศจิกายน 2569

สำหรับจังหวัดสงขลา กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูและเพิ่มประสิทธิภาพ “คลองระบายน้ำ ร.1” ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญของระบบระบายน้ำในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ ทำหน้าที่รับน้ำจากลุ่มน้ำอู่ตะเภาและระบายออกสู่ทะเล

ภายหลังได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาล นายสุริยะสั่งการให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการตามแผน เพื่อให้คลองระบายน้ำ ร.1 กลับมามีประสิทธิภาพในการระบายน้ำโดยเร็วที่สุด

“คลองระบายน้ำ ร.1 เป็นหนึ่งในโครงสร้างหลักที่จะช่วยบริหารจัดการน้ำในพื้นที่หาดใหญ่ ผมได้กำชับกรมชลประทานให้เร่งฟื้นฟูอย่างเต็มความสามารถ โดยเฉพาะในช่วงที่ภาคใต้เข้าสู่ฤดูฝน เราต้องทำให้ระบบสามารถรองรับและระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดระยะเวลาที่น้ำจะท่วมขัง และลดผลกระทบต่อประชาชน รวมถึงพื้นที่เศรษฐกิจของหาดใหญ่” นายสุริยะกล่าว

ซ่อมคลอง ร.1 ลงนาม 18 ส.ค. เป้าคืนศักยภาพ พ.ย. 69

นายสุริยะกล่าวว่า ขณะนี้โครงการซ่อมแซมคลองระบายน้ำ ร.1 และอาคารประกอบ จังหวัดสงขลา อยู่ระหว่างเตรียมลงนามในสัญญา โดยคาดว่าจะสามารถลงนามได้ในวันที่ 18 สิงหาคม 2569 จากนั้นจะเร่งเข้าดำเนินการตามแผนทันที

งานที่จะดำเนินการประกอบด้วยการซ่อมแซมแผ่นคอนกรีตและโครงสร้างคลองที่ชำรุด การเสริมความมั่นคงแข็งแรงของอาคารประกอบ การปรับปรุงถนนเลียบคลอง การซ่อมแซมจุดที่ได้รับความเสียหาย และการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ

เป้าหมายคือทำให้คลองระบายน้ำ ร.1 สามารถกลับมาระบายน้ำได้เต็มศักยภาพภายในเดือนพฤศจิกายน 2569 และมีความพร้อมรองรับสถานการณ์ฝนและน้ำหลากในช่วงฤดูฝนของภาคใต้

ซ่อมฟื้นฟูอาคารชลประทาน 5 จังหวัดใต้ 65 โครงการ

นอกจากคลองระบายน้ำ ร.1 นายสุริยะยังสั่งการให้กรมชลประทานเร่งรัดดำเนินโครงการซ่อมแซมและฟื้นฟูอาคารชลประทานในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส รวม 65 โครงการ

โครงการเหล่านี้ครอบคลุมการซ่อมแซมอาคารชลประทาน การขุดลอกคลอง และการปรับปรุงระบบระบายน้ำ เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ และเตรียมความพร้อมรับฤดูฝน

นายสุริยพลกล่าวว่า กรมชลประทานพร้อมขับเคลื่อนทุกโครงการตามนโยบายที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยจะติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะโครงการที่มีความสำคัญต่อการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชน

กรมชลประทานจะบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งฟื้นฟูและซ่อมแซมโครงสร้างที่ได้รับความเสียหาย ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำให้สามารถรองรับและระบายน้ำได้เต็มศักยภาพ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม และเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคใต้ทุกมิติ

น้ำเหนือยังต้องเฝ้า น้ำใต้ต้องเร่งซ่อม

ภาพรวมสถานการณ์น้ำขณะนี้จึงแบ่งออกเป็น 2 ด้านสำคัญ ด้านแรกคือการเฝ้าระวังน้ำเหนือและพื้นที่เสี่ยงในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก จากฝนตกต่อเนื่อง ร่องมรสุม และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรง ซึ่งอาจก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง

อีกด้านคือภาคใต้ที่ต้องเร่งซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำก่อนเข้าฤดูฝนเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะคลองระบายน้ำ ร.1 ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของระบบระบายน้ำในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ

โจทย์ของกรมชลประทานจึงไม่ใช่เพียงการ “เฝ้าระวัง” แต่ต้องเดินหน้า 3 งานพร้อมกัน คือ ติดตามสถานการณ์น้ำแบบใกล้ชิด เตรียมเครื่องจักรและกำลังคนในพื้นที่เสี่ยง และเร่งฟื้นฟูโครงสร้างระบายน้ำที่เสียหายให้ทันฤดูกาล

หากโครงการซ่อมคลองระบายน้ำ ร.1 และ 65 โครงการใน 5 จังหวัดภาคใต้เดินได้ตามเป้าหมาย จะช่วยเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำ ลดระยะเวลาน้ำท่วมขัง และลดผลกระทบต่อประชาชน พื้นที่เกษตร และพื้นที่เศรษฐกิจในช่วงฝนหนักปลายปี

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กรมชลประทาน คลอง ร.1 สุริยะ