เปิดราคารถอีวีรุ่นใหม่ Lexus ES เริ่มต้น 3.29 ล้าน
คอลัมน์ : เวทีรถใหม่
เลกซัส ประเทศไทย ส่งรถยนต์รุ่นใหม่ LEXUS ES ใหม่ออกสู่ตลาด ภายใต้นิยามใหม่แห่งความเหนือระดับ ด้วยการออกแบบเน้นการผสานความสง่างามและเทคโนโลยีล้ำสมัย
ด้วยดีไซน์ภายนอกเน้นความโฉบเฉี่ยวสะกดทุกสายตา ภายนอกออกแบบ Spindle Body เลกซัสมีการขยายมิติตัวถังให้รถคันนี้มีขนาดเพิ่มขึ้นในทุกมิติ ด้วยความยาว 5,140 มม. ความกว้าง 1,920 มม. ความสูง 1,555-1,560 มม.

มีให้เลือก 2 รูปแบบพลังงาน ได้แก่ รุ่นเครื่องยนต์ไฮบริด ES350h Grand Luxury (HEV) ขับคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 2.5 ลิตร เจเนอเรชั่นที่ 6 ให้กำลังสูงสุด 247 แรงม้า พร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหน้า และใช้แบตเตอรี่ไฮบริด Li-ion ที่ระบายความร้อนด้วยอากาศ เลกซัสเคลมอัตราสิ้นเปลืองไว้ที่ 22.73 กิโลเมตรต่อลิตร






ส่วนรุ่น ES350e Premium (BEV) ใช้มอเตอร์ 2XM ขับเคลื่อนด้วยล้อหน้า ให้กำลังสูงสุด 224 แรงม้า ใช้แบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงดันสูงขนาด 76.96 กิโลวัตต์ชั่วโมง ระบายความร้อนด้วยน้ำ มอบระยะทางขับขี่สูงสุดที่ 620 กิโมเมตรต่อการชาร์จตามมาตรฐาน (NEDC)
และรองรับการชาร์จแบบช้า หรือ AC รองรับไฟสูงสุด 22 กิโลวัตต์ และการชาร์จแบบเร็ว DC รองรับไฟสูงสุด 150 กิโลวัตต์ ซึ่งเลกซัสเคลมอัตราสิ้นเปลืองพลังงานไว้ที่ 137 กิโลวัตต์ต่อกิโลเมตร


LEXUS ES พัฒนาภายใต้แพลตฟอร์ม GA-K (Global Architecture – K) ที่พัฒนาใหม่ ด้วยการพัฒนาโครงสร้างที่แข็งแรงมากขึ้น เพื่อให้สามารถรองรับกับ Multi-pathway Powertrain ระบบขับเคลื่อนหลากหลายประเภท ทั้งระบบขับเคลื่อนไฮบริด (HEV) และไฟฟ้า (BEV)
รวมทั้งยังมีการปรับปรุงการกระจายน้ำหนัก ช่วงล่าง และการลดเสียงรบกวน ส่งผลให้ LEXUS ES คันนี้สามารถตอบสนองการขับขี่ได้อย่างนุ่มนวล เงียบ และมั่นคง สะท้อนเอกลักษณ์ Lexus Driving Signature ได้อย่างชัดเจน
ขณะที่ช่วงล่างแบบอิสระ 4 ล้อที่มีการปรับจูนใหม่ ช่วงล่างด้านหน้าแบบ MacPherson Strut และช่วงล่างหลังแบบ Multi-link ช่วยให้มีความกระชับยิ่งขึ้น

เลกซัสได้ออกแบบภายนอกของตัวรถและอัพเกรดจากเวอร์ชั่นเดิมด้วย โดย ES350h Grand Luxury ดีไซน์แบบ Spindle Body, มือเปิดประตู Semi-Flush Door Handle ส่วน ไฟหน้าแบบ Twin L Signature Lamp,ไฟท้าย Slim Light Bar พาดยาวซ้าย-ขวา
โลโก้ด้านท้าย สัญลักษณ์ “LEXUS” ล้อแม็กอัลลอยขนาด 19 นิ้ว แบบ Twin Fin Shape ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่ และการเบรกได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น


และหลังคา Panoramic Roof
ภายในห้องโดยสารมีให้เลือก 2 โทนสี ได้แก่ สีน้ำตาล Hazel และสีดำ Black เบาะคู่หน้าออกแบบมาให้มีความ Slim Profile, ไฟส่องสว่างแบบ Dynamic Color ปรับได้ 50 สี 14 ธีม คอนโซลแบบ Micro Geometric แผงประตูหนังสังเคราะห์ ลาย Synthetic Leather Embossing

พวงมาลัยมีสวิตช์แบบ Responsive Hidden Switches ส่วนหน้าจอ MID แบบ Full Digital ขนาด 12.3 นิ้ว HUD แบบสี คันเกียร์ไฟฟ้า Electro-Shiftmatic แบบ Single-direction Operation
ส่วนหน้าจอกลางแบบสัมผัส ขนาด 14 นิ้ว รองรับ Apple Wireless CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย และเครื่องเสียง Mark Levinson Surround Sound System 17 ตำแหน่ง
ระบบความปลอดภัย Lexus Safety System +4.0 ครบครัน และเลกซัสยังเพิ่มระบบช่วยบังคับเลี้ยว ESA, ระบบแจ้งเตือนป้ายจราจร RSA และระบบแจ้งเตือนการเคลื่อนไหวจราจร TMN เข้ามา
ส่วนรุ่น ES350e Premium (BEV) ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้านั้น มีการอัพเกรดจากรุ่นเครื่องยนต์ไฮบริดในส่วนของไฟหน้าแบบ High-Definition LED, Adaptive High-beam System แบบ High Definition

ส่วนกระจกผู้โดยสารตอนหน้า-หลัง แบบ Acoustic Glass และแผงประตูตกแต่งลายไม้ Bamboo Layering พร้อม Surface Emitting Ornamentation
และอัพเกรดประตูทุกบานเป็นแบบ Soft Close ใช้วัสดุหุ้มเบาะแบบ Semi-Aniline เบาะคนขับปรับด้วยไฟฟ้า 10 ทิศทาง ส่วนผู้โดยสารปรับ 8 ทิศทาง เบาะคู่หน้าสามารถจดจำตำแหน่ง 3 ตำแหน่ง พร้อมระบบดันหลังมีระบบระบายอากาศแบบร้อน-เย็น และยังเพิ่มแท่นชาร์จ 2 ตำแหน่ง

และระบบช่วงล่างแปรผัน AVS (Adaptive Variable Suspension)
ในช่วงเปิดตัวระหว่าง 13 – 31 สิงหาคม 2569 เลกซัสมอบฟรีแพ็กเกจซ่อมบำรุง Lexus Exclusive Package (LXP) แบบ Standard มูลค่า 50,000 บาท, ฟรีค่าแรงเช็กระยะเพิ่มเติม จาก 60,000 กิโลเมตร ถึง 100,000 กิโลเมตร หรือ 5 ปี (แล้วแต่ระยะไหนถึงก่อน) และขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์เป็น 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมงตลอด 5 ปี
สำหรับราคาจำหน่ายของ LEXUS ES รุ่น ES350h Grand Luxury (HEV) ราคา 3.89 ล้านบาท
รุ่น ES350e Premium (BEV ) ราคา 3.29 ล้านบาท