‘ศศิน’ ชี้ EHIA พลาด จี้กรมชลฯ คำนวณความจุอ่างวังโตนดใหม่ ดันทางออกเขื่อนคู่ป่า
‘ศศิน เฉลิมลาภ‘ เผยข้อเสนอทางเลือกอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ไม่ได้มีแค่แบบเต็มความจุ 99.5 ล้าน ลบ.ม. กับการห้ามสร้าง ชี้พื้นที่ฝนมากอย่างจันทบุรีสามารถบริหารน้ำท่าไหลเติมได้ตลอดปี วอนรัฐบาลและกรมชลฯ นำตัวเลขความจุ 60-80 ล้าน ลบ.ม. มาเปรียบเทียบความคุ้มค่าเพื่อปลดล็อกสภาวะติดขัด
จากกรณีที่ ครม. มีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน เดินหน้าโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ซึ่งโครงการนี้ยังคงเผชิญกระแสคัดค้านและข้อกังวลอย่างหนักจากภาคประชาชนและองค์กรอนุรักษ์ เกี่ยวกับผลกระทบต่อผืนป่า รวมถึงความโปร่งใสของรายงาน EHIA
ล่าสุด นายศศิน เฉลิมลาภ นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นักวิชาการอิสระ และอดีตประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้
ถ้าผมเป็นคชก_เขื่อนวังโตนด
ผมคิดว่า เขื่อนวังโตนดอาจสร้างได้ โดยไม่ต้องขัดแย้งกันหนักอย่างทุกวันนี้
เพราะถ้าผมเป็น คชก. ที่พิจารณา EHIA โครงการนี้ ผมน่าจะไม่ถามกรมชลประทานว่า
“จะสร้างหรือไม่สร้าง?”
แต่จะถามว่า
“ทำไมต้องเก็บน้ำสูงถึงตรงนั้น?”
บังเอิญผมเคยเป็น คชก. พิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมจริง ๆ อยู่หลายปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2547–2554
แล้วก็บังเอิญอีกว่า…
เขาเอาผมออกเสียก่อน ตอนกำลังจะมีเรื่องเขื่อนแม่วงก์
สิบกว่าปีต่อมา พอผมได้ดูรูปตัดภูมิประเทศของเขื่อนวังโตนด ผมก็กลับมาคิดแบบกรรมการ คชก. อีกครั้งโดยอัตโนมัติ
ผมเห็นว่า ตอนบนของพื้นที่อ่างมีลักษณะเป็น Bench หรือพื้นที่ราบขั้นกว้าง
ถ้าเก็บน้ำตามระดับเดิม น้ำจะขึ้นไปแผ่ท่วมพื้นที่ Bench ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าที่ช้างและสัตว์ป่าใช้ประโยชน์มาก
แต่คำถามคือ…
ถ้าลดระดับน้ำลงมาสักหน่อย ก่อนน้ำจะขึ้นไปท่วม Bench เราจะเสียน้ำไปจริง ๆ เท่าไร?
ตอนปี 2563 ผมกะจากรูปตัดด้วยสายตาว่า อาจยังเหลือความจุได้สัก 50–60% ของแบบเดิม
ผมไม่ได้บอกว่าตัวเลขนี้ถูก
แต่ถ้าผมเป็น คชก. ผมจะบอกกรมชลประทานว่า
“กลับไปคำนวณมาให้ดู”
แล้วเรื่องนี้ยิ่งน่าสนใจ เพราะแบบเดิมของวังโตนดมีความจุประมาณ 99.5 ล้านลูกบาศก์เมตร
แต่มีน้ำท่าไหลลงอ่างเฉลี่ยประมาณ 239 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
หรือประมาณ 2.4 เท่าของความจุอ่าง
ถ้าลดอ่างลงเหลือประมาณ 60 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยต่อปีก็เกือบ 4 เท่าของความจุอ่าง
จันทบุรีเป็นพื้นที่ฝนมาก
อ่างไม่ใช่โอ่งที่เติมครั้งเดียวแล้วใช้ทั้งปี
ปล่อยน้ำออกไปใช้ ก็มีน้ำใหม่ในฤดูฝนไหลเข้ามาเติมได้อีก
ดังนั้น ลดความจุอ่าง 40% ไม่ได้แปลว่าเราจะมีน้ำใช้ลดลง 40%
นี่ต่างหากคือสิ่งที่ต้องจำลองให้ดู
99.5 ล้าน เป็นอย่างไร
80 ล้าน เป็นอย่างไร
60 ล้าน เป็นอย่างไร
แล้วเอามาวางเทียบกันตรง ๆ ว่า
น้ำที่ได้เพิ่มขึ้นแต่ละระดับ คุ้มกับป่าและ habitat ของช้างที่ต้องถูกน้ำท่วมเพิ่มขึ้นหรือไม่
ถ้าพบว่าลดระดับกักเก็บลงแล้ว ยังมีน้ำเพียงพอและมีความมั่นคงในระดับยอมรับได้ ขณะที่ช่วยรักษาป่าที่ราบสำคัญไว้ได้จำนวนมาก
ผมเชื่อว่า
วังโตนดอาจมีทางได้สร้าง โดยได้รับการยอมรับจากฝ่ายต่าง ๆ มากกว่าที่เป็นอยู่
เพราะโจทย์ไม่เคยจำเป็นต้องเป็น
“เขื่อน หรือ ป่า”
มันอาจเป็นเพียง
“สร้างเขื่อนให้พอดีกับน้ำ และพอดีกับป่า”
นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่า EHIA พลาด
แทนที่จะถามว่า
“เมื่อสร้างตามแบบนี้แล้ว จะลดผลกระทบอย่างไร?”
ควรถามก่อนว่า
“เปลี่ยนแบบอย่างไร เพื่อไม่ให้ผลกระทบนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่แรก?”
เสียดายอย่างเดียวครับ…
ตอนวังโตนด ผมไม่ได้เป็น คชก. แล้ว
เขาเอาผมออกไปตั้งแต่ตอนแม่วงก์โน่นแล้ว 555
แล้วก็อดคิดเล่น ๆ ไม่ได้ว่า…
ถ้าตอนเขื่อนแม่วงก์ยังให้ผมเป็น คชก. อยู่ แล้วมานั่งปรึกษากันจริง ๆ ว่าเราต้องการน้ำเท่าไร จะเก็บตรงไหน และทำอย่างไรให้กระทบป่าน้อยที่สุด
แทนที่จะเริ่มต้นด้วยคำตอบว่า
“ต้องสร้างตรงนี้”
หรือ
“ห้ามสร้างเด็ดขาด”
ป่านนี้…
เราอาจมีเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำอยู่ตรงไหนสักแห่งที่เหมาะกว่าเดิมไปแล้วก็ได้
ชาวบ้านได้น้ำ
หน่วยงานได้โครงการ
ป่าไม่ต้องเสียในจุดที่ไม่ควรเสีย
คนอนุรักษ์ก็พอรับได้
ทุกฝ่ายอาจได้ประโยชน์ร่วมกันไปนานแล้ว
ใครจะไปรู้…
บางทีคนที่เขาเอาออกเพราะกลัวว่าจะค้านเขื่อน
อาจเป็นคนที่ช่วยให้เขื่อนได้สร้างก็ได้

หมายเหตุ แนวคิดเรื่อง “ลดขนาดหรือลดระดับกักเก็บของวังโตนด” ไม่ได้มีเพียงผมเสนออยู่คนเดียว
ตั้งแต่ปี 2563 มูลนิธิสืบนาคะเสถียรเคยเสนออย่างเป็นทางการให้ ลดขนาดอ่างเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่อยู่อาศัยสำคัญของสัตว์ป่า และในกระบวนการพิจารณาต่อมา ก็เคยมีทางเลือกเรื่องความจุประมาณ 80 ล้าน และ 60 ล้านลูกบาศก์เมตร ถูกหยิบขึ้นมาพิจารณา เทียบกับแบบเดิม 99.5 ล้านลูกบาศก์เมตร
ต่อมาเมื่อกรมอุทยานแห่งชาติฯ ลงสำรวจพื้นที่อย่างละเอียด ก็ยืนยันความสำคัญของป่าที่ราบบริเวณนี้ต่อช้างป่า และเสนอทางเลือกที่ลดระดับกักเก็บลงมากกว่าที่ผมเคยคิดเสียอีก เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่อุทยาน รวมทั้งเสนอให้บริหารร่วมกับอ่างอื่นและแหล่งพักน้ำภายนอกพื้นที่อนุรักษ์
ดังนั้น ทางเลือกของวังโตนด ไม่เคยมีเพียง “สร้าง 99.5 ล้านลูกบาศก์เมตร” กับ “ไม่สร้างเลย”
ตรงกลางยังมีทางเลือกอีกมาก
60 ล้านอาจไม่ใช่คำตอบ
80 ล้านอาจไม่ใช่คำตอบ
แม้แต่ตัวเลขที่กรมอุทยานฯ เสนอภายหลังก็อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
แต่ทั้งหมดควรถูกนำมาคำนวณเปรียบเทียบว่า
ระดับไหนให้น้ำเพียงพอ มีความมั่นคงในปีแล้ง และแลกกับการสูญเสียป่าและพื้นที่ช้างน้อยที่สุด
ถ้าทำเรื่องนี้กันจริงจังตั้งแต่ต้น ผมยังเชื่อว่า
เขื่อนวังโตนดมีโอกาสสร้างได้
น้ำก็ได้
ป่าก็เสียน้อยลง
และความขัดแย้งอาจไม่ต้องเดินมาถึงวันนี้