ยักษ์รับเหมาวิกฤตเงินขาดมือ สะเทือนตึกใหม่มหาดไทยล่าช้า
รับเหมาวิกฤตหนัก ขาดสภาพคล่อง แบงก์ปิดประตูปล่อยกู้เพิ่ม งานรวน ปรับแผน จับตาสะเทือนบิ๊กโปรเจ็กต์ศูนย์ราชการมหาดไทยแห่งใหม่ ย่านเจริญนคร มูลค่ากว่า 5.5 พันล้าน กรรมาธิการงบประมาณจี้ถาม เหตุช้าผิดปกติ ปลัดมหาดไทยยอมรับปัญหา ผู้รับเหมาหลักมีปัญหาเรื่องเงิน “เพาเวอร์ไลน์ฯ” ดิ้นขอสินเชื่อใหม่
แหล่งข่าวจากวงการรับเหมาก่อสร้างเปิดเผย “NewsPulse” ว่า ผลพวงจากสภาพเศรษฐกิจ ต้นทุนก่อสร้างที่สูงขึ้น 10-15% จากวิกฤตตะวันออกกลาง รวมถึงตลาดอสังหาฯ และภาคก่อสร้างที่ซบเซา ไม่มีงานใหม่เปิดประมูล ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องผู้รับเหมาก่อสร้างอย่างหนักในขณะนี้ คิดเป็นกว่า 90% ทั้งรายใหญ่และรายย่อย
เนื่องจากธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อ หลังไม่เชื่อมั่นผู้รับเหมา ประกอบกับมีรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ที่มีปัญหาสภาพคล่อง ไม่ว่าบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) ล่าสุดบริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) ยิ่งทำให้ธนาคารไม่เชื่อมั่นในการปล่อยสินเชื่อ จึงเกิดภาพการก่อสร้างล่าช้าและนำไปสู่การบอกเลิกสัญญา
สภาพคล่องไม่มี-แบงก์ไม่ปล่อยกู้
“เมื่อก่อนสามารถนำสัญญาประมูลงานไปขอวงเงินจากแบงก์ เพื่อนำเงินมาซื้อวัสดุเริ่มงานก่อสร้างได้ก่อน แต่ปัจจุบันแบงก์ปิดประตูหมด ยังเช็กสถานะการเงินและงบดุลอย่างเข้มงวด ถ้าบริษัทไหนขาดทุนจะไม่ปล่อยกู้ให้ ล่าสุดมีบางแบงก์ไม่ปล่อยกู้ให้ผู้รับเหมาที่รับงานของราชการบางแห่งแล้ว หลังหน่วยงานดังกล่าวมีการโยกงบฯ โครงการก่อสร้างไปใช้จ่ายโครงการอื่นแทน”
แม้ปัจจุบันคณะรัฐมนตรีจะมีมาตรการบรรเทาผลกระทบคู่สัญญาภาครัฐจากวิกฤตตะวันออกกลาง ผ่อนผันค่า K ให้ชั่วคราว รวมถึงให้เลิกสัญญาได้โดยไม่ถือว่าเป็นผู้ทิ้งงาน หากทำงานแล้วให้หน่วยงานพิจารณาขยายสัญญาหรืองดหรือลดค่าปรับได้ ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของหน่วยงานรัฐที่เป็นคู่สัญญา ซึ่งแต่ละหน่วยงานมีดุลพินิจไม่เท่ากัน อยากให้ภาครัฐพิจารณาตามสถานการณ์จริง และขยายเวลาสัญญาให้เหมาะสมกับการก่อสร้าง
“ผู้รับเหมาเจอหลายสถานการณ์ ทั้งสภาพคล่องไม่มี แรงงานขาด วัสดุขึ้นราคา หน่วยงานรัฐที่เป็นคู่สัญญาบางแห่งไม่มีเงินจ่ายค่างาน ทำให้ปัญหาลามเป็นลูกโซ่จากรายใหญ่มาถึงรายย่อยที่เป็นรับเหมาช่วง กระทบถึงร้านค้าวัสดุก่อสร้าง และโรงงาน ซึ่งตอนนี้การซื้อขายรับแค่เงินสด”
สะเทือนโปรเจ็กต์มหาดไทยใหม่
ตอนนี้วงการกำลังจับตาโครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทยแห่งใหม่ย่านเจริญนคร วงเงิน 5,574 ล้านบาท หลัง บมจ.เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง ผู้รับเหมาก่อสร้างมีปัญหาสภาพคล่อง อาจจะนำไปสู่การยกเลิกสัญญาได้ หากบริษัทไม่สามารถหาเงินจากธนาคารมาก่อสร้างต่อได้ เนื่องจากมองว่าธนาคารอาจจะไม่มีความมั่นใจต่อสถานะการเงินของบริษัท หากให้เงินเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้แล้วจะมีเงินเหลือคืนหนี้ธนาคารหรือไม่
“หากบริษัทไม่มีเงินมาทำต่อให้เสร็จ อาจจะซ้ำรอยเหมือนตึกใหญ่ ๆ ที่สร้างไม่เสร็จ เช่น ตึก กสทช. ถนนรัตนาธิเบศร์ ซึ่งบริษัท เพาเวอร์ไลน์ฯ เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างเช่นกัน”
ด้านนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัฐ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ซึ่งเป็นการพิจารณางบประมาณของกระทรวงมหาดไทย เมื่อ 23 กรกฎาคม 2569 ถึงโครงการก่อสร้างกระทรวงมหาดไทยแห่งใหม่ว่า โครงการก่อสร้าง 2 ระยะ ใช้งบฯ ก่อสร้างรวมเกือบ 9,000 ล้านบาท เริ่มสร้างปี 2563 คืบหน้าแล้ว 34.10% ล่าช้าจากแผน เนื่องจากผู้รับเหมาขาดสภาพคล่อง
ผู้รับเหมาขอเพิ่มวงเงิน 900 ล้าน
“กระทรวงมหาดไทยต้องแก้ไข โดยมีหนังสือให้ผู้ควบคุมงานกำกับผู้รับจ้างให้ปฏิบัติตามแผนงานก่อสร้าง นอกจากนี้ผู้รับจ้างขอเพิ่มวงเงินจากธนาคารกรุงไทย 900 ล้านบาท ทางมหาดไทยจะติดตามอย่างใกล้ชิด ถ้าไม่ได้ก็ต้องปรับตามสัญญาและพิจารณายกเลิกสัญญา เราไม่ได้นิ่งนอนใจ การมีศูนย์ราชการใหม่ เอากรมที่ดิน กรมการพัฒนาชุมชน ที่เช่าอยู่ในศูนย์ราชการมาอยู่ด้วยกันทั้งหมด พอการดำเนินการที่ถูกฟันราคา ผู้รับจ้างไม่มีศักยภาพพอ ก็มีปัญหา ซึ่งพยายามดูให้ดีที่สุด”
ขณะที่นายเสวก ศรีสุชาต ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) กล่าวยอมรับว่า บริษัทมีปัญหาสภาพคล่องจริง จึงส่งผลกระทบต่อโครงการก่อสร้างกระทรวงมหาดไทยแห่งใหม่ล่าช้า ปัจจุบันงานก่อสร้างยังไม่ถึง 50% แต่งานยากคือ ส่วนใต้ดิน 3 ชั้นและอาคารโพเดียม 2 ชั้น รวม 5 ชั้น จะสร้างเสร็จสิ้นปีนี้ ส่วนงานก่อสร้างอาคารสูงอีก 6 อาคารต่อจากโพเดียมขึ้นไปจะเสร็จปลายปี 2570 ล่าสุดจากปัญหาต่าง ๆ บริษัทได้ยื่นขอสงวนสิทธิ์ขอขยายอายุสัญญาก่อสร้างออกไปอีก
เพาเวอร์ไลน์ฯ แจงแบบไม่นิ่ง
“ปัญหาก่อสร้างล่าช้าเกิดจากมีการแก้แบบหลายครั้ง แต่งบฯ ก่อสร้างไม่ได้เพิ่มทำให้บริษัทประสบปัญหาด้านการเงิน ซึ่งเป็นสถานการณ์ของบริษัทที่เกี่ยวเนื่องมาตั้งแต่โควิด โดยมีหลายโครงการที่เราเก็บเงินไม่ได้ เงินเลยชอต ทำให้ทุกโครงการก่อสร้างล่าช้า จ่ายเงินค่าจ้างช้า แต่ที่ผ่านมาก็พยายามแก้ปัญหา มีแบงก์เข้ามาช่วยซัพพอร์ต ก็ทยอยจ่ายแต่ยังไม่ครบ ส่วนโครงการกระทรวงมหาดไทยแห่งใหม่นี้กำลังขอวงเงินสินเชื่อจากแบงก์”
สถานการณ์ธุรกิจรับเหมาในขณะนี้คือ งานใหม่มีน้อย วัสดุก่อสร้างขึ้นราคาจากวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง เบิกค่า K ไม่ได้ สำหรับสถานการณ์ของบริษัทมีรายได้ลดลงต่อเนื่องทุกปี จากปี 2568 มีรายได้ 8,000 ล้านบาท ในปี 2569 คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท ลดลงเกือบ 50%
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทยแห่งใหม่ใช้งบประมาณก่อสร้าง 5,574 ล้านบาท บนเนื้อที่ 19 ไร่ ถนนเจริญนคร ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย 7 หน่วยงาน รองรับ 7,607 คน มีพื้นที่ใช้สอยรวม 220,400 ตร.ม. มี 6 อาคาร หรือ 6 โซน สูงตั้งแต่ 14-21 ชั้น ตามแผนจะเสร็จในปี 2570 แต่จากปัญหาที่เกิดขึ้นคาดว่าการเปิดใช้บริการคงต้องเลื่อนออกไปอีก