“ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ดันเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้น 2 เดือนติด หอการค้าชี้ Q4 เข้าโหมดขาขึ้น
ม.หอการค้าไทยชี้ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” เป็นแรงส่งสำคัญ ดันดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ค. 2569 เพิ่มเป็น 51.8 ฟื้นต่อเนื่องเดือนที่ 2 ประชาชนมั่นใจจับจ่ายมากขึ้น เหมือนมีเงินในกระเป๋าเพิ่มเดือนละ 1,000 บาท จับตาหลัง ต.ค.กำลังซื้อจะเดินหน้าต่อหรือไม่ คาดความเชื่อมั่นเริ่มโดดเด่นตั้งแต่ ก.ย. ก่อนเข้าสู่ขาขึ้นในไตรมาส 4 จากเร่งเบิกจ่ายงบฯ-ลงทุนภาครัฐ-ไฮซีซั่น ท่องเที่ยว พร้อมคงคาดการณ์ GDP ปี 2569 โต 2.0-2.5%
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกรกฎาคม 2569 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 โดยปัจจัยที่เห็นได้ชัดที่สุดมาจากมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ของรัฐบาล ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องเข้าสู่เดือนที่ 2 หลังเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569
ผลสำรวจระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) เพิ่มขึ้นจากระดับ 50.7 ในเดือนมิถุนายน เป็น 51.8 ในเดือนกรกฎาคม ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันเพิ่มจาก 34.5 เป็น 35.5 และดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตเพิ่มจาก 58.7 เป็น 59.9 ทั้งหมดปรับดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ในรอบ 5 เดือน
“ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ที่ดีขึ้นเป็นเดือนที่ 2 มาจากปัจจัยของมาตรการ 60/40 ชัดเจนที่สุด ซึ่งประชาชนมีความมั่นใจขึ้นในการจับจ่ายใช้สอย เพราะเหมือนมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นอีกเดือนละ 1,000 บาท ซึ่งช่วยในเรื่องการดูแลค่าครองชีพได้ดี” นายธนวรรธน์กล่าว
สำหรับโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 รัฐบาลสนับสนุนเงินร่วมจ่าย 60% ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ขณะที่ประชาชนร่วมจ่าย 40% โดยโครงการเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน-30 กันยายน 2569
สงครามคลาย-ราคาน้ำมันลด หนุนความเชื่อมั่น
นายธนวรรธน์กล่าวว่า อีกปัจจัยที่ช่วยหนุนความเชื่อมั่น คือประชาชนเริ่มคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านที่เริ่มคลี่คลายในช่วงเดือนกรกฎาคม ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกและในประเทศเริ่มปรับตัวลดลง ขณะที่ราคาพืชผลทางการเกษตรหลักอยู่ในระดับสูงกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลเชิงบวกทางจิตวิทยาและช่วยเพิ่มกำลังซื้อในต่างจังหวัด
ข้อมูลผลสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยระบุในทิศทางเดียวกันว่า การคลายความกังวลต่อสถานการณ์สงคราม การดำเนินโครงการไทยช่วยไทยพลัสต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และราคาพืชผลเกษตรหลักที่อยู่สูงกว่าปีก่อน เป็นปัจจัยบวกต่อกำลังซื้อและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมเพิ่มจาก 44.1 เป็น 45.3 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานเพิ่มจาก 48.7 เป็น 49.8 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตเพิ่มจาก 59.3 เป็น 60.5
อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขจะปรับตัวดีขึ้น แต่ดัชนีทุกรายการยังต่ำกว่าระดับปกติที่ 100 สะท้อนว่าผู้บริโภคยังไม่ได้มีความมั่นใจเต็มที่ต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ โอกาสในการหางาน และรายได้ในอนาคต โดยยังมีความกังวลจากความไม่แน่นอนของสงคราม ราคาน้ำมัน และค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง
จับตา ก.ย.ความเชื่อมั่นเริ่ม “โดดเด่น”
นายธนวรรธน์ประเมินว่า หลังจากนี้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคมีโอกาสเข้าสู่ช่วงขาขึ้น และจะเห็นภาพชัดเจนมากขึ้นในช่วงไตรมาส 4 ปี 2569 จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงปลายปีงบประมาณ 2569 ในเดือนกันยายน ก่อนเข้าสู่ปีงบประมาณ 2570 ตั้งแต่เดือนตุลาคม ซึ่งคาดว่ารัฐบาลจะเร่งผลักดันโครงการลงทุนต่าง ๆ ประกอบกับเป็นช่วงไฮซีซั่นของภาคการท่องเที่ยวไทย
“ยังต้องติดตามว่าตั้งแต่เดือนตุลาคมไปแล้ว การจับจ่ายใช้สอยจะยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ หลังจากที่ผ่านมา กระแสถูกจุดติดโดยโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 แต่เรามองว่าน่าจะดีขึ้น และโดดเด่นตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป เพราะรัฐบาลจะมีมาตรการปรับโครงสร้างพลังงาน เร่งเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงปลายปี และพอเข้าเดือนตุลาคมก็จะเร่งลงทุนโครงการต่าง ๆ เชื่อว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะเริ่มเป็นขาขึ้น และโดดเด่นในช่วงไตรมาส 4” นายธนวรรธน์กล่าว
ผลสำรวจยังประเมินว่า ผู้บริโภคจะเริ่มจับจ่ายมากขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 3 หรือเดือนกันยายน จากแรงกระตุ้นของโครงการไทยช่วยไทยพลัส และหากสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลาย รวมถึงราคาน้ำมันและราคาพืชผลเกษตรเป็นไปในทิศทางสนับสนุน ความเชื่อมั่นและการบริโภคจะฟื้นตัวชัดเจนขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 3 และไตรมาส 4
ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยยังคงประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 ว่าจะขยายตัวในกรอบ 2.0-2.5%