เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เกษตรฯ เปิดศูนย์ ศพร. ลุยปราบสินค้าเกษตรเถื่อน จับแล้ว 146 คดี เสียหายกว่า 100 ล้าน
Economic เกษตรฯ เปิดศูนย์ ศพร. ลุยปราบสินค้าเกษตรเถื่อน จับแล้ว 146 คดี เสียหายกว่า 100 ล้าน
ผลไม้ไทยปี’69 เกษตรฯ คุมเกมคุณภาพ-ตลาด-มาตรฐาน ดันผลไม้ใต้ เปิดตลาดชิลี
Economic ผลไม้ไทยปี’69 เกษตรฯ คุมเกมคุณภาพ-ตลาด-มาตรฐาน ดันผลไม้ใต้ เปิดตลาดชิลี
ยื่นผู้ว่าฯ ลำพูน หยุดโค่นไม้ป่าร้อยปี ขยายทางหลวง ‘บ้านโฮ่ง-ลี้’ ดัน ‘ขุดล้อมย้าย’
SD ยื่นผู้ว่าฯ ลำพูน หยุดโค่นไม้ป่าร้อยปี ขยายทางหลวง ‘บ้านโฮ่ง-ลี้’ ดัน ‘ขุดล้อมย้าย’
เริ่มบังคับใช้กฎหมาย ‘อายัดบัญชีม้า’ เล่นงานยกแผง – เร่งคืนเงินเหยื่อ
Economic เริ่มบังคับใช้กฎหมาย ‘อายัดบัญชีม้า’ เล่นงานยกแผง – เร่งคืนเงินเหยื่อ
ภูเก็ตยังไม่กระทบภัยแล้ง 3 อ่างมีน้ำ 55.3% เร่งเพิ่มแหล่งกักเก็บรับเมืองโต
เศรษฐกิจภูมิภาค ภูเก็ตยังไม่กระทบภัยแล้ง 3 อ่างมีน้ำ 55.3% เร่งเพิ่มแหล่งกักเก็บรับเมืองโต
รัฐบาลไทย ยันไม่นำความร่วมมือทางทหาร แลกดีลการค้าสหรัฐ
Politics รัฐบาลไทย ยันไม่นำความร่วมมือทางทหาร แลกดีลการค้าสหรัฐ
Autoclik อัดโปรเดือนสิงหาคม ซื้อยางรถยนต์ ซื้อ 3 แถม 1 
Automotive Autoclik อัดโปรเดือนสิงหาคม ซื้อยางรถยนต์ ซื้อ 3 แถม 1 
ประมวล รุจนเสรี อดีต รมช.มหาดไทย เจ้าของผลงาน “พระราชอำนาจ” เสียชีวิต
Politics ประมวล รุจนเสรี อดีต รมช.มหาดไทย เจ้าของผลงาน “พระราชอำนาจ” เสียชีวิต
มท.สั่งคุมเข้มอาวุธปืนทั้งระบบ เร่งปรับ กม.ใน 60 วัน
Politics มท.สั่งคุมเข้มอาวุธปืนทั้งระบบ เร่งปรับ กม.ใน 60 วัน
พม.จับมือ Apple เสริมระบบป้องกัน ควบคุมเนื้อหาตามช่วงอายุ
Politics พม.จับมือ Apple เสริมระบบป้องกัน ควบคุมเนื้อหาตามช่วงอายุ
ดูทั้งหมด

ถอดบทเรียน ‘ยิ้มสู้หนี้’ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคลุยขยายผลต่อ ทั้งจำนวนลูกหนี้และพื้นที่แบบเชิงรุก

07 ส.ค. 2569 | 15:44น.

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สรุปบทเรียนโครงการยิ้มสู้หนี้ในพื้นที่ 18 เขต กทม. พบลูกหนี้กว่า 95% ลดรายจ่ายไม่จำเป็นสำเร็จ และ 81.9% มีเงินออมเพิ่มขึ้น มุ่งยกระดับทักษะหมอหนี้อาสา ปรับหลักสูตรกฎหมายและเทคโนโลยีเตรียมลุยขยายผลระยะถัดไป

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ระบุว่า หลังนโยบายช่วยแก้หนี้ของภาครัฐยังไม่อาจเข้าถึงกลุ่มเปราะบางในชุมชน มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคจึงดำเนินโครงการพัฒนาและเสริมศักยภาพแกนนำแก้ปัญหาหนี้เพื่อสุขภาวะที่ดีของชุมชน หวังให้มาตรการสำคัญของโครงการฯ คือ การวิจัยสำรวจปัญหาลูกหนี้อย่างเจาะลึกพร้อมกับการพัฒนาแกนนำชุมชนสู่หมอหนี้อาสาด้วยหลักสูตรแก้หนี้ที่พัฒนาอย่างเข้มข้น เข้าช่วยลูกหนี้ในชุมชนในพื้นที่ 18 เขตของ กทม. ได้จริง

ล่าสุด วันที่ 3-4 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคจัดประชุมสรุปบทเรียน โครงการพัฒนาและเสริมศักยภาพแกนนำแก้ปัญหาหนี้ เพื่อสุขภาวะที่ดีของชุมชน:ยิ้มสู้หนี้ ที่โรงแรมทีเค พาเลช กรุงเทพมหานคร โดยแกนนำชุมชนที่ได้รับการอบรมและเสริมศักยภาพจนเป็นหมอหนี้อาสาจากพื้นที่ทั้ง 18 เขตของ กทม. พร้อมด้วยคณะทำงานและภาคีที่เกี่ยวข้อง

การสรุปบทเรียนครั้งนี้เป็นโอกาสให้หมอหนี้อาสาจากทั้ง 18 เขต ได้ทบทวนเป้าหมายการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ในพื้นที่ร่วมกัน และได้ทบทวบกระบวนการทำงานที่ผ่านมา การสนับสนุนจากกลไกต่างๆตลอดจนปัญหาอุปสรรคที่ส่งผลต่อการทำงาน ตลอดจนสำรวจถึงผลลัพธ์ความสำเร็จที่เกิดขึ้นและปัจจัยที่เอื้อสนับสนุนให้เกิดขึ้นทั้งมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคซึ่งเป็นหน่วยผลักดันโครงการฯ จะได้เผยผลสำเร็จของโครงการฯ และจะได้นำข้อเสนอแนะจากแกนนำหมอหนี้พัฒนาต่อยอดสู่การดำเนินโครงการฯ และขยายผลในระยะต่อไป

นฤมล เมฆบริสุทธิ์ รองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่ผู้บริโภค เปิดเผยผลการดำเนินโครงการพัฒนาและเสริมศักยภาพแกนนำแก้ปัญหาหนี้เพื่อสุขภาวะที่ดีของชุมชน (ยิ้มสู้หนี้) ว่าให้ผลสำเร็จอย่างน่าพอใจด้วยโครงการฯ ได้ดำเนินมาตรการต่างครบทุกมิติที่กำหนดไว้คือ การวิจัยและสำรวจวิเคราะห์ข้อมูลลูกหนี้กลุ่มเปราะบางในกทม. การพัฒนาหลักสูตรอบรมแกนนำชุมชนสู่หมอหนี้อาสาที่ดำเนินการอย่างเข้มข้นได้ความรู้และทักษะทุกมิติที่หมอหนี้สามารถช่วยแก้หนี้ได้จริง การพัฒนานวัตกรรมการสื่อสาร พัฒนาเว็บ แอพลิเคชั่น ยิ้มสู้หนี้ผลิตสื่อความรู้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายกว่า 100,000 คน ทั้งการพัฒนาชุมความรู้และการพัฒนาหมอหนี้ดังกล่าวทำให้จากที่โครงการฯ ตั้งเป้าช่วยลูกหนี้ 100 ราย ผลการดำเนินการจริงสามารถช่วยได้ถึง 268 ราย

การติดตามการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและสุขภาวะยังพบว่าลูกหนี้ที่หมอหนี้อาสาเข้าให้ความช่วยเหลือ 89.1% ชำระหนี้ตรงเวลามากขึ้น 95% ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นได้สำเร็จ เช่น 74.4 เปลี่ยนเงินซื้อหวยเป็นการซื้อสลากออมทรัพย์ 81.9% มีการออมเงินเพิ่มขึ้น 59.7% รายงานว่ามีสุขภาพจิตดีขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ นอกจากการเปลี่ยนแปลงของลูกหนี้แล้ว การดำเนินโครงการฯ ได้ทำให้เกิดชุดข้อมูลจริงที่สวนทางกลับมายาคติหลายด้านที่คนทั่วไปเชื่อ เช่นการเชื่อว่าหนี้ย่อมเกิดจากการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยและไม่มีวินัยแต่ความจริงจากการสำรวจได้พบว่า หนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อการยังชีพ เพราะรายได้ที่น้อยทำให้ไม่มีเงินสำรองฉุกเฉินไม่ทันต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้น เป็นต้น

ด้านแกนนำชุมชนที่ได้รับการอบรมเสริมสร้างความสามารถและทักษะสู่การเป็นหมอหนี้ได้สะท้อนความสำเร็จความภาคภูมิใจของพวกเขา รวมถึงอุปสรรคต่างๆ ต่อการแก้ไขหนี้ด้วยหวังให้โครงการฯ ต่อยอดพัฒนาต่อไป …เพราะยังมีลูกหนี้ในชุมชนให้เข้าช่วยเหลืออีกมาก

ธัญวรัตน์ จิรายุวัฒนา แกนนำชุมชนยิ้มสู้หนี้และประธานชมรมคุ้มครองผู้บริโภคเขตบางนา กล่าวสะท้อนว่า โครงการฯ ยิ้มสู้หนี้ทำให้เธอได้รู้ว่าการแก้หนี้ไม่ใช่แค่เรื่องให้เงินมาช่วย แต่การเข้าไปเสริมสร้างความรู้และสนับสนุนให้ลูกหนี้เกิดพฤติกรรมการออมเงินอย่างเป็นระบบ การบริหารและจัดทำบัญชีครัวเรือนให้ชัดเจน ก็สามารถแก้ไขปัญหาหนี้ได้อย่างยั่งยืน

“พี่ยังได้เรียนรู้ว่า แค่เพียงคำแนะนำแนวทางที่ให้เขา ช่วยเขามองหาทางออก ก็ช่วยให้เขาได้มองเห็นโอกาสในชีวิตตัวเองที่มีมากกว่าที่เคยมองเห็น ลูกหนี้ที่พี่เข้าไปช่วยคนหนึ่ง เขาขายปลาหมึกย่างอย่างเดียวเลย วันหนึ่งๆ ขายได้ 400 กว่าบาท เขาต้องจ่ายเงินกู้วันละ 200 แล้วยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก มีลูกด้วย แบบนี้อยู่ไม่ได้ อยู่ไม่ไหว พี่บอกว่า ให้เขาทำบัญชีรับ-จ่ายด้วย และแนะนำให้เขาว่าอย่าขายปลาหมึกย่างอย่างเดียวเลย ลองขายลูกชิ้นทอดด้วย ถ้าไม่มีทุนก็ลดปลาหมึกลง จะได้ลูกค้าหลากหลาย จากเดิมขายได้ 400- 500 ทุกวันนี้ขายได้พันกว่าบาท ทำให้มีรายได้มากขึ้น สามารถดูแลครอบครัวไม่ต้องกู้เงิน เขาหายเครียดและมีความสุข”

“พี่มองกลับไป ไม่น่าเชื่อว่าเพียงระยะในหนึ่งปีเอง ที่เข้ามาได้ความรู้หมอหนี้ วันนี้กล้าบอกว่า ลูกหนี้ทั้ง 15 รายที่พี่หนึ่งได้เข้าไปช่วยหนี้ลดลง ปลดหนี้ได้ เปลี่ยนพฤติกรรม ภูมิใจที่ได้ช่วยเขา พี่เลยอยากให้มีหมอหนี้แบบพี่มากกว่านี้ เพราะปัญหาหนี้สินในชุมชนมันเยอะ ถ้ามีหมอหนี้มาก ลูกหนี้ก็เข้าถึงได้ง่าย การเข้าถึงได้ง่ายจะช่วยให้แก้หนี้ได้ตั้งแต่ระยะแรกๆ ที่หนี้ยังไม่วิกฤต”

สมคิด คงธนอักษร แกนนำชุมชนยิ้มสู้หนี้เขตคลองเตย เผยว่าการได้เข้าร่วมโครงการฯ ทำให้เขาได้พัฒนาความรู้ในการแก้ปัญหาหนี้สินได้อย่างมาก เช่น ความรู้จาก พ.ร.บ.ทวงถามหนี้อย่างไรก็ตามเมื่อใช้สิทธิเพื่อช่วยคุ้มครองลูกหนี้ตามกฎหมายเขากลับยังพบอุปสรรค

“วันนี้ปัญหาหนี้สินกลายเป็นความรุนแรงไปแล้ว มีการทวงถามที่ผิดกฎหมายแต่เมื่อเราไปใช้สิทธิคุ้มครองไปแจ้งความ แต่วันนี้ตำรวจในท้องที่ยังไม่รับแจ้งครับ ผมคิดว่านี่คืออุปสรรคสำคัญ อยากให้ตำรวจลงมาอยู่กับชุมชนรับแจ้งเหตุรุนแรงจากการทวงถามหนี้ เพราะหากลูกหนี้ยังถูกกดดันจากความรุนแรงแบบนี้ไปเรื่อยๆ เขาจะไม่มีทางหมดหนี้ เขาจะอยู่ในวังวนที่ไม่มีทางออก ต้องหนีออกจากชุมชน จุดนี้ครับเริ่มขยายสู่ความเปราะบางของครอบครัว ชุมชน เป็นความอ่อนแอของสังคม” สมคิดกล่าวเพิ่มเติมว่า การแก้ไขหนี้ให้ประชาชนที่แท้จริงยังต้องมีการเปิดโอกาส ให้โอกาสต่อกลุ่มผู้เปราะบางมากกว่าที่เป็นอยู่เพราะปัจจุบัน แม้ดูเหมือนรัฐบาลจะมีนโยบายเพื่อแก้หนี้ให้ประชาชนหลายมาตรการ แต่สำหรับกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุแล้วธนาคารยังกำหนดเงื่อนไขจนเสมือนปิดโอกาสทำให้ไม่อาจเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีคุณภาพได้ ซึ่งการเปิดโอกาสให้มากกว่าที่เป็นอยู่หลายหน่วยงานจะต้องบูรณาการความร่วมมือเพื่อแก้หนี้สิน

“เรื่องการแก้หนี้ ควรจะทำแบบบูรณการไม่ใช่แค่ระหว่างกระทรวงการคลังและรัฐบาล ควรจะต้องพา พม. เข้ามาด้วย พม.เขามีนโยบาย 8 ข้อ มีข้อท้ายๆ มีเรื่องปลดหนี้ หน่วยงานเหล่านี้ต้องมาจับมือกันเลย ธนาคารด้วย สสส. มูลนิธิ จับมือกันเข้ามาเลย การทำงานของภาคประชาสังคม เรารู้ว่าใครควรจะได้เข้าโครงการ แต่เรายังต้องการการเปิดโอกาส ความช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่นๆ คุณโอเคไหม แต่การเปิดโอกาสจากแอปกู้เงิน ยังไม่ใช่ ทุกวันเห็นเกลื่อนไปหมด โฆษณามีทุกที่ มันไม่ใช่ครับ นี่คือการมอมเมา”

“วันนี้นะครับ หน่วยงานใดที่อยากคืนกำไรหรือช่วยให้ชุมชนเข้มแข็ง สังคมเกิดการพัฒนา ผมขอชวนให้ท่านเข้ามาทำเรื่อง CSR แก้ไขหนี้ในชุมชนหากองค์กรของท่านไม่มีความถนัดในด้านนี้ท่านก็สามารถให้เงินทุนช่วยสนับสนุนเงินให้องค์รที่กำลังทำอยู่ได้ การแก้หนี้คือการช่วยเหลือคนในสังคมครับ ทั้งสุขภาพร่างกาย สุขภาพใจที่เข้มแข็ง ครอบครัวมีความสุข ลูกหนี้สามารถส่งลูกหลานเรียนได้หมด ท่านช่วยแก้หนี้ให้คนๆ หนึ่ง ท่านไม่ได้ช่วยแค่ตัวเขา ท่านช่วยทั้งครอบครัว ชุมชน สังคม”

นฤมล เมฆบริสุทธิ์ รองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่ผู้บริโภค เผยผลสรุปการจัดเวทีในครั้งนี้ว่า “การถอดบทเรียนในครั้งนี้ ได้ข้อมูลสำคัญหลายประการที่จะเป็นประโยชน์ต่อการขยายผลของโครงการฯ ในระยะต่อไปคือ

1.องค์ความรู้ที่เครือข่ายหมอหนี้ต้องการให้พัฒนา เช่นความรู้ด้านกฎหมาย ทักษะการเจรจาสื่อสาร ทักษะด้านเทคโนโลยี

2.แนวทางการสนับสนุนเพื่อให้เกิดการรับรองการทำงานของเครือข่ายเพื่อให้เกิดความเชื่อถือ ไว้วางใจและขยายผลแกนนำในพื้นที่เพิ่มขึ้น

3.แนวทางการขับเคลื่อนนโยบาย ได้แก่ การสร้างการมีส่วนร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กองทุนชุมชน สถาบันการเงิน

4.งบประมาณในการสนับสนุนแกนนำหมอหนี้และการขยายผลการทำงานพื้นที่ในระยะต่อไป โดยมีมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เป็นหน่วยงานกลางในการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้การแก้หนี้ทำได้จริงและยั่งยืน เช่น ความร่วมมือกับหน่วยงานด้านการฝึกและพัฒนาอาชีพเพื่อสร้างรายได้ การประสานกับแหล่งทุน หางบประมาณให้กับลูกหนี้ในการประกอบอาชีพ”

นฤมล ย้ำว่า “มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคจะดำเนินการขยายผลของโครงการในระยะต่อไปอย่างแน่อน ในครั้งนี้ได้ดำเนินการในพื้นที่ 18 เขต และต่อไปจะได้ขยายสู่อีก 32 เขตเพื่อให้ครอบคลุมกรุงเทพมหานครทั้ง 50 เขต ที่สำคัญคือการขยายผลความร่วมมือในการแก้ปัญหาไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่จะเข้ามามีบทบาทในการแก้ปัญหาหนี้และการบังคับใช้กฎหมายต่อไป”