เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กยท.สกัด “สารขาว” ปนยางก้อนถ้วย ห่วงฉุดคุณภาพยางไทย เร่งคุมตั้งแต่จุดรับซื้อ
Economic กยท.สกัด “สารขาว” ปนยางก้อนถ้วย ห่วงฉุดคุณภาพยางไทย เร่งคุมตั้งแต่จุดรับซื้อ
ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ส่ง “สติงค์” ลุยตลาดเครื่องดื่ม ดึง F1 ชูกลยุทธ์ประสบการณ์
Biz Movement ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ส่ง “สติงค์” ลุยตลาดเครื่องดื่ม ดึง F1 ชูกลยุทธ์ประสบการณ์
Thai SELECT บุกตลาดจีน “DITP” ใช้เกมทำอาหาร-อินฟลูเอนเซอร์ ดันอาหารไทยสู่โอกาสการค้า
Economic Thai SELECT บุกตลาดจีน “DITP” ใช้เกมทำอาหาร-อินฟลูเอนเซอร์ ดันอาหารไทยสู่โอกาสการค้า
ลอรีอัล กวาดรายได้ครึ่งปีแรก 2.37 หมื่นล้านยูโร คว้าลิขสิทธิ์ “Gucci” 50 ปี-ขน 4 แบรนด์ลุยไทย
Biz Movement ลอรีอัล กวาดรายได้ครึ่งปีแรก 2.37 หมื่นล้านยูโร คว้าลิขสิทธิ์ “Gucci” 50 ปี-ขน 4 แบรนด์ลุยไทย
ดีน่า ปรับโฉมใหญ่รอบหลายสิบปี ส่งแคมเปญใหม่เจาะ Gen Z-Millennials
Biz Movement ดีน่า ปรับโฉมใหญ่รอบหลายสิบปี ส่งแคมเปญใหม่เจาะ Gen Z-Millennials
ราคาทองวันนี้ (12 ส.ค. 69) ดีดขึ้น 200 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,700 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (12 ส.ค. 69) ดีดขึ้น 200 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,700 บาท
Zadi & Jo เปิดเกมออฟไลน์ ปักหมุด EVEANDBOY สยามสแควร์ รุกตลาด Teen Beauty
Biz Movement Zadi & Jo เปิดเกมออฟไลน์ ปักหมุด EVEANDBOY สยามสแควร์ รุกตลาด Teen Beauty
“บางกอกแอร์เวย์ส” ชี้ไตรมาส 2/69 ต้นทุนพุ่ง กดกำไรสุทธิร่วง 17.6% เหลือ 332.6 ล้านบาท
Business “บางกอกแอร์เวย์ส” ชี้ไตรมาส 2/69 ต้นทุนพุ่ง กดกำไรสุทธิร่วง 17.6% เหลือ 332.6 ล้านบาท
อ.ส.ค. ดันนมโคสดแท้ 100% จาก CSR ถึงแบรนด์สหกรณ์ “CM Milk”ในวันที่ต้องสร้างตลาดเอง
Economic อ.ส.ค. ดันนมโคสดแท้ 100% จาก CSR ถึงแบรนด์สหกรณ์ “CM Milk”ในวันที่ต้องสร้างตลาดเอง
เกษตรฯ เปิดศูนย์ ศพร. ลุยปราบสินค้าเกษตรเถื่อน จับแล้ว 146 คดี เสียหายกว่า 100 ล้าน
Economic เกษตรฯ เปิดศูนย์ ศพร. ลุยปราบสินค้าเกษตรเถื่อน จับแล้ว 146 คดี เสียหายกว่า 100 ล้าน
ดูทั้งหมด

ยื่นผู้ว่าฯ ลำพูน หยุดโค่นไม้ป่าร้อยปี ขยายทางหลวง ‘บ้านโฮ่ง-ลี้’ ดัน ‘ขุดล้อมย้าย’

12 ส.ค. 2569 | 14:02น.

ภาคประชาชนผนึกเอกชนยื่นหนังสือผู้ว่าฯลำพูน ร้องเปลี่ยนสัญญาขยายทางหลวง ‘บ้านโฮ่ง-ลี้’ ชะลอตัดฟันไม้โบราณนับพันต้น เร่งดันขุดล้อมย้ายคืนพื้นที่สีเขียวชุมชน

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 กลุ่มเครือข่ายอนุรักษ์ภาคประชาชนจังหวัดลำพูน-เชียงใหม่ ร่วมกับ บริษัท เชียงใหม่ปานไพลิน จำกัด เข้ายื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เพื่อเรียกร้องให้มีการทบทวนและแก้ไขสัญญา โครงการขยายทางหลวงหมายเลข 106 สายบ้านโฮ่ง – ลี้ ระยะทางกว่า 19 กิโลเมตร โดยขอให้เปลี่ยนจากการ “ตัดฟันโค่นทิ้ง” ต้นไม้ใหญ่ข้างทาง มาเป็นการ “ขุดล้อมย้าย” เพื่ออนุรักษ์ไม้ป่าดั้งเดิมที่มีอายุเกือบ 100 ปี จำนวนกว่า 1,000-2,000 ต้น

วอนหยุดระเบียบฉาบฉวยที่ ‘ฆ่าต้นไม้’

​นางนลี อินทรนันท์ ประธานมูลนิธิเพื่อลมหายใจเชียงใหม่ เปิดเผย “NewsPulse” ว่า จุดยืนในการออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ ชาวบ้านและเครือข่ายภาคประชาชนไม่ได้ออกมาต่อต้านการพัฒนาหรือการขยายถนนทางหลวงแต่อย่างใด ทุกคนเห็นด้วยกับการพัฒนาเส้นทางเพื่อความปลอดภัยและการเดินทาง แต่สิ่งที่รับไม่ได้คือ วิธีการจัดการกับทรัพยากรธรรมชาติเดิมที่มีอยู่

​”เราไม่ได้ต่อต้านการขยายถนน แต่เราเจ็บปวดใจกับการจัดการต้นไม้โบราณอายุนับร้อยปีพันกว่าต้นที่อนุญาตให้ล้อมย้ายแค่ 200 กว่าต้น แต่ที่เหลือพันกว่าต้นคือสั่งโค่นทิ้ง ซึ่งมันก็คือการฆ่าต้นไม้ตายนั่นเอง ในฐานะคนทำงานเพิ่มพื้นที่สีเขียว เรารู้ว่ากว่าต้นไม้จะเติบโตได้ขนาดนี้มันยากมาก ในเมื่อมีบริษัทเอกชนเสนอตัวเข้ามาขุดล้อมย้ายให้ฟรี โดยไม่ต้องเบิกงบประมาณภาครัฐเพิ่มเลย นำไปปลูกในป่าชุมชน ในวัด ในพื้นที่สาธารณะของลำพูนเอง และเชียงใหม่ มันเป็นเรื่องที่สมควรทำที่สุด”

​สำหรับข้อเรียกร้องสำคัญในการยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนครั้งนี้ คือ ขอให้มีการแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนรายละเอียดในสัญญา ระหว่างกรมทางหลวง กรมป่าไม้ และผู้รับเหมาก่อสร้างถนน จากเดิมที่ระบุให้ “โค่นทำลาย” ให้เปลี่ยนเป็น “การอนุญาตให้ขุดล้อมย้าย”

​นางนลี กล่าวว่า ในภาวะที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อมและโลกร้อน นโยบายรัฐบาลก็เน้นย้ำเรื่องการเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่การกระทำในพื้นที่กลับขัดแย้งกันสิ้นเชิง เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าภาครัฐจะมองเห็นคุณค่าตรงนี้ พิจารณาอนุรักษ์ธรรมชาติให้ได้มากที่สุด และยกเลิกรูปแบบการทำงานแบบเดิมๆ ที่ฉาบฉวยแล้วจบลงด้วยการฆ่าต้นไม้

สำหรับข้อเสนอเร่งด่วนในวันนี้ ทางเครือข่ายได้เรียกร้องให้นายปรีชา สมชัย ปลัดจังหวัดลำพูน ประสานให้ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ระงับการตัดโค่นต้นไม้ในส่วนที่ได้รับอนุมัติให้ตัดโค่นจากกรมทางหลวง จนกว่าจะมีการประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนอีกครั้งในอีก 1 สัปดาห์ข้างหน้า

ลำพูน หนุนโมเดล ‘ขุดล้อมย้าย’ ป้องไม้ป่าร้อยปี

​นายนพพร นิลณรงค์ ประธานเครือข่ายภาคประชาสังคมจังหวัดลำพูน (กลุ่มหละปูนฮอมปอย) กล่าวกับ “NewsPulse” ว่า สำหรับกรณีการขยายถนนสาย 106 บ้านโฮ่ง-ลี้ ประชาชนในพื้นที่อยากได้การคมนาคมที่ดี แต่ “การคมนาคมที่ดี” ไม่ได้หมายถึงความตรงหรือความเร็วเพียงอย่างเดียว แต่ต้องครอบคลุมถึงสุนทรียภาพทางอารมณ์ การมองเห็นคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ และการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่

​”ที่ผ่านมาการสร้างถนนในลำพูนมีประวัติศาสตร์ของการใช้อำนาจฟันต้นไม้มาตลอด จนคนลำพูนตั้งคำถามว่าทำไมถนนเพิ่งทำเสร็จไม่กี่เดือนก็ทำใหม่อีกแล้ว การออกมาทวงถามครั้งนี้จึงเป็นเครื่องหมายว่าเราต้องการมีส่วนร่วม และตั้งคำถามว่า เหตุใดรัฐจึงไม่เลือกใช้วิธีล้อมย้ายต้นไม้ ทั้งที่รัฐมีนโยบายอยากเพิ่มพื้นที่ป่า แต่กลับมาตัดต้นไม้ใหญ่ข้างทาง ซึ่งเป็นตรรกะที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง” นายนพพร กล่าว

​สำหรับเส้นทางบ้านโฮ่ง – ลี้ ระยะทางกว่า 19 กิโลเมตร ถือเป็นเส้นทางที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่เชื่อมต่อไปยังลำปาง (อำเภอเถิน) การพัฒนาถนนเส้นนี้จึงควรดำรงไว้ซึ่งหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ คุณค่าทางสิ่งแวดล้อม

​นอกจากนี้ นายนพพร ยังระบุถึงแนวทางกรณีภาคเอกชนเสนอตัวเข้ามาขุดล้อมย้ายต้นไม้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายว่า ถือเป็น “คุณูปการ” สำคัญที่ไม่เพียงแต่จะเป็นโมเดลการพัฒนาของจังหวัดลำพูนเท่านั้น แต่ยังเป็นบทเรียนให้กับประเทศไทยโดยรวม

เอกชนเสนอลงงบส่วนตัวช่วยเซฟชีวิตต้นไม้พันต้น

นายกิตติพงษ์ ปานกลัด กรรมการผู้จัดการ บริษัท เชียงใหม่ปานไพลิน จำกัด กล่าวกับ “NewsPulse” ว่า

​สาเหตุที่เข้ามาขับเคลื่อนในโครงการนี้ ด้วยบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจด้านภูมิสถาปัตยกรรม (Landscape) ครบวงจร ทั้งงานจัดสวน ขุดดิน ถมดิน ทำถนน และมีความเชี่ยวชาญด้านการขุดล้อมย้ายต้นไม้ใหญ่มานานกว่า 10 ปี โดยเริ่มต้นโครงการอนุรักษ์ต้นไม้จากการขุดล้อมย้ายไม้ใหญ่ในโครงการสร้างถนนที่จังหวัดน่าน ซึ่งผลการดำเนินงานในครั้งนั้นประสบความสำเร็จอย่างมาก มีอัตราการรอดตายของต้นไม้สูงเกิน 80%

​สำหรับโครงการขยายทางหลวง 106 สายบ้านโฮ่ง– ลี้ ระยะทางราว 19 กิโลเมตรพบว่าต้นไม้ตลอดเส้นทางดังกล่าวมีความพิเศษอย่างมาก ทั้งในแง่ของชนิด ขนาด และจำนวน ซึ่งหาได้ยากมากในปัจจุบัน ประกอบด้วยไม้ป่าดั้งเดิม เช่น ไม้สัก, ขี้เหล็ก, มะขาม, ประดู่ และนนทรี (จามจุรีสีทอง) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไม้ป่าที่เติบโตคู่พื้นที่มาตั้งแต่ก่อนมีการสร้างถนน มีอายุนับร้อยปี และรวมกันมีจำนวนประเมินไม่ต่ำกว่า 1,000 ถึง 2,000 ต้น

​อย่างไรก็ตาม สัญญาการดำเนินงานปัจจุบันของกรมทางหลวง กลับกำหนดให้มีการขุดล้อมย้ายเฉพาะต้นไม้ขนาดเล็กจำนวนเพียง 275 ต้น (เช่น ประดู่ ขี้เหล็กเล็ก นนทรี) โดยอนุมัติวงเงินงบประมาณไว้ราว 2 ล้านบาท และให้ระยะเวลาดำเนินการขุดย้าย 2 เดือน ซึ่งขณะนี้ทางบริษัทฯ ได้ขุดย้ายไปแล้วราว 70 ต้นภายในสัปดาห์แรก เพื่อนำไปปลูกในพื้นที่สงวนของกรมทางหลวง แต่ในส่วนของต้นไม้ขนาดใหญ่ที่เหลืออีกกว่า 1,000 ต้น กลับถูกจัดอยู่ในหมวดที่ต้องตัดฟันโค่นทิ้ง

“ต้นไม้ใหญ่ขนาดนี้ในสังคมไทยปัจจุบันค่อนข้างหาได้ยากแล้ว คุณค่าของเขาประเมินค่าไม่ได้ อย่างน้อยเราควรเก็บรักษาไว้ ในส่วนงานปฏิบัติหน้างาน บริษัทเรามีความพร้อมและศักยภาพที่จะขุดล้อมย้ายต้นไม้พันกว่าต้นนี้ได้ ไม่ได้ติดขัดเรื่องเครื่องมือหรือเทคนิคเลย แต่สิ่งที่ติดขัดที่สุด ณ ตอนนี้ คือเรื่องการสนับสนุนและการอนุมัติอนุญาตจากกรมทางหลวงและกรมป่าไม้”

​นายกิตติพงษ์ กล่าวต่อว่า หากได้รับการอนุญาตให้ขุดล้อมย้ายไม้ใหญ่ที่เหลือพันกว่าต้น ทางบริษัทฯ พร้อมที่จะใช้วงเงินเดิม 2 ล้านบาท ร่วมกับงบประมาณส่วนตัวของบริษัทฯ เพิ่มเติมอีกประมาณ 2 ล้านบาท รวมเป็นวงเงิน 4 ล้านบาท เพื่อดำเนินขุดล้อมย้ายต้นไม้ทั้งหมดให้เสร็จสิ้น พร้อมยืนยันว่าแม้วิธีการขุดล้อมย้ายจะมีอัตราการสูญเสียบ้างตามธรรมชาติเนื่องจากทำในข้อจำกัดของพื้นที่และเวลา แต่ด้วยประสบการณ์และการดูแลต่อเนื่อง 3-4 เดือนจนผ่านช่วงฤดูหนาว จะสามารถช่วยให้ต้นไม้รอดชีวิตได้ไม่ต่ำกว่า 80% แน่นอน

จัดสรรพื้นที่รองรับชัดส่งคืนให้ ‘ที่สาธารณะ-วัด-ชุมชน’

​นายกิตติพงษ์ กล่าวอีกว่า ต้นไม้ทั้งหมดไม่ได้นำไปขายต่อเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือจำหน่ายให้นายทุน แต่เป็นการจัดสรรส่งมอบให้กับพื้นที่สาธารณะและชุมชนตามที่มีการทำหนังสือร้องขอเข้ามา

ได้แก่ 1.พื้นที่ของกรมทางหลวงเอง ที่จัดเตรียมไว้รองรับ 2.พื้นที่สาธารณะประโยชน์ของชุมชน/หมู่บ้าน อาทิ บ้านห้วยโทก และบ้านห้วยหละ อ.บ้านโฮ่ง ซึ่งมีความต้องการต้นไม้ไปปลูกในพื้นที่สาธารณะราว 600–700 ต้น

3.ศาสนสถานและศูนย์ปฏิบัติธรรม เช่น วัดป่าบารมีศรีวิชัย (บ้านปาง อ.ลี้) แจ้งความจำนงรับต้นไม้ไปปลูกราว 100 ต้น และพุทธมณฑลจังหวัดเชียงใหม่ (อำเภอดอยหล่อ) ซึ่งเป็นพื้นที่โล่งขนาดใหญ่ มีความต้องการต้นไม้จำนวนหลายพันต้นเช่นกัน

​นายกิตติพงษ์ ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงขั้นตอนของภาครัฐด้วยว่า ชาวบ้านและหน่วยงานแจ้งความจำนงขอรับต้นไม้ไปปลูกในพื้นที่สาธารณะจำนวนมาก แต่กรมทางหลวงกลับบอกว่าต้องให้กรมป่าไม้มาตรวจสอบก่อนว่าพื้นที่สาธารณะเหล่านั้นเป็นพื้นที่ป่าหรือไม่

“ผมก็เพิ่งเคยเจอเคสนี้และแปลกใจว่า พื้นที่ป่าห้ามเอาต้นไม้ไปปลูกหรืออย่างไร”

การพัฒนาเส้นทางถนน 19 กิโลเมตรเป็นเรื่องน่ายินดี แต่ต้นไม้ข้างทางเขามีคุณค่ามากกว่าการเป็นแค่ต้นไม้ เขามีความผูกพันกับคนในพื้นที่ เหมือนบรรพบุรุษ เหมือนปู่ย่าตายายที่ชาวบ้านเห็นมาตั้งแต่เกิด ถ้าขยายถนนแล้วโค่นทิ้งทั้งหมด ถนนเสร็จก็จะไม่มีร่มเงาหรือต้นไม้เหลือเลย สิ่งที่น่าเศร้าคือ ตลอด 10 กว่าปีที่ผมทำเรื่องอนุรักษ์ต้นไม้มา เราไม่ได้ต่อสู้กับนายทุนหรือชาวบ้าน แต่เรากลับต้องมาต่อสู้กับข้อจำกัดของระบบราชการ” นายกิตติพงษ์ กล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ป่าไม้ ลำพูน เชียงใหม่