ไทยวางแผนใช้ความสัมพันธ์ทางทหาร ต่อรอง ‘ภาษีทรัมป์’
ไทยวางแผนที่จะหยิบยกความสัมพันธ์ทางทหารอันยาวนานกับสหรัฐ รวมถึงการซ้อมรบร่วมคอ บร้าโกลด์ มาเป็นข้อต่อรองในการเจรจาการค้า เพื่อรับมือกับมาตรการกำแพงภาษีที่สูงขึ้นของสหรัฐ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า ไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธมิตรด้านความมั่นคงที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐในเอเชียวางแผนที่จะเตือนรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ว่า ภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นของสหรัฐอาจบีบให้ไทยต้องลดความร่วมมือทางทหารลง รวมถึงการฝึกซ้อมรบร่วมคอบร้าโกลด์ (Cobra Gold)
แหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยนามเนื่องจากการหารือเป็นเรื่องส่วนตัวกล่าวว่า รัฐบาลไทยตั้งใจที่จะรวมจุดยืนนี้ไว้ในข้อเสนอตอบโต้ในการเจรจาข้อตกลงการค้าแบบต่างตอบแทนที่กลับมาเริ่มอีกรอบในปลายเดือนสิงหาคมนี้ แม้ว่าข้อกำหนดในข้อตกลงจะมีถ้อยคำกว้างๆ แต่ไทยอาจทบทวนการเข้าร่วมกิจกรรมทางทหาร หากภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ
ไทย ซึ่งมีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐ 51,400 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.7 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2025 เป็นหนึ่งในหลายสิบประเทศที่กำลังมองหาเงื่อนไขทางการค้าที่ดีขึ้น หลังจากที่สหรัฐเรียกเก็บภาษี 12.5% สำหรับสินค้าส่งออกส่วนใหญ่ภายใต้มาตรา 301 ตามกฎหมายการค้าสหรัฐ ที่ใช้จัดการกับสิ่งที่สหรัฐพิจารณาว่าเป็นแนวทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม และในขณะที่รัฐบาลทรัมป์ขยายการสอบสวนเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน ไทยเสนอที่จะยกเลิกภาษีและใช้มาตรฐานของสหรัฐสำหรับการนำเข้าเนื้อวัว เนื้อแกะ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
แผนลดความร่วมมือทางทหารลงนี้ถือเป็นความพยายามที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นของไทยที่จะใช้ความร่วมมือด้านความมั่นคงที่มีมานานหลายทศวรรษกับสหรัฐมาเป็นข้อต่อรองในการเจรจาการค้า ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในสองประเทศพันธมิตรตามสนธิสัญญากับสหรัฐในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมกับฟิลิปปินส์ และพันธมิตรนี้เป็นรากฐานสำคัญของความร่วมมือทางทหารของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคนี้มาอย่างยาวนาน
พลเรือตรีสุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า เขาไม่สามารถตรวจสอบหรือยืนยันข้อเสนอดังกล่าวได้
“หากมีอะไรเกิดขึ้น การเจรจาน่าจะมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างความร่วมมือมากกว่า” เขากล่าว
ด้านโฆษกกองทัพไทยไม่ได้ตอบรับการติดต่อขอความคิดเห็น กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ไม่ได้ตอบกลับคำขอความคิดเห็นทางอีเมลในทันที
เมื่อเดือนที่แล้ว เจ้าหน้าที่ไทยได้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่กว้างขวางมากขึ้นเรื่อยๆ ในการเรียกร้องเงื่อนไขทางการค้าที่ดีขึ้น
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ไทยสมควรได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่า เนื่องจากความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองประเทศ คือ สนธิสัญญาไมตรี และการลงทุนของไทยในสหรัฐ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อธิบายว่าการเจรจาการค้าเป็นความพยายามของทุกภาคส่วนในภาครัฐ โดยมีกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม และกลุ่มธุรกิจต่างๆ เข้าร่วมด้วย รัฐบาลพยายามคงอัตราภาษีศุลกากรไว้ไม่เกิน 19% ตามที่ได้หารือกันไว้ในกรอบการเจรจาก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังให้คำมั่นว่าจะเร่งดำเนินการออกกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ เพื่อแก้ไขข้อกังวลของสหรัฐ
ความร่วมมือทางทหารของทั้งสองประเทศเคยผ่านช่วงตึงเครียดทางการเมืองมาแล้ว สหรัฐลดบทบาทปฏิบัติการคอบร้าโกลด์และระงับความร่วมมือทางทหารหลายอย่างหลังจากรัฐประหารในไทยปี 2014 ก่อนที่จะค่อยๆ ฟื้นฟูความสัมพันธ์ด้านการป้องกันประเทศ
กระทรวงกลาโหมสหรัฐเน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งของพันธมิตรนี้อย่างเปิดเผย ซึ่งในระหว่างการเยือนกรุงเทพ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายเอลบริดจ์ โคลบี ปลัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐ กล่าวว่า เขาและพลเอกธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหมไทยยืนยันถึงความแข็งแกร่งระหว่างพันธมิตรสหรัฐ-ไทยที่ได้รับการฟื้นฟูแล้ว