เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เอกนิติ เปิด 4 ปมท้าทายใหม่ กดดันเศรษฐกิจไทยต้องเปลี่ยนผ่าน
Finance เอกนิติ เปิด 4 ปมท้าทายใหม่ กดดันเศรษฐกิจไทยต้องเปลี่ยนผ่าน
ราคาทองวันนี้ (13 ส.ค. 69) ร่วงลง 300 บาท ทองรูปพรรณ 69,550 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (13 ส.ค. 69) ร่วงลง 300 บาท ทองรูปพรรณ 69,550 บาท
สหรัฐขายพันธบัตรอายุ 10 ปี ในอัตราผลตอบแทนสูงสุดตั้งแต่วิกฤตการเงินโลก ปี 2007
World สหรัฐขายพันธบัตรอายุ 10 ปี ในอัตราผลตอบแทนสูงสุดตั้งแต่วิกฤตการเงินโลก ปี 2007
ภัยไซเบอร์อุบัติใหม่ ถอดรหัส Agent AI ถึง บัญชีม้า
Economic ภัยไซเบอร์อุบัติใหม่ ถอดรหัส Agent AI ถึง บัญชีม้า
จีนแปรรูป ‘ถ่านหินเป็นเคมีภัณฑ์’ ครึ่งแรก 2026 กำไรสูงเป็นประวัติการณ์
World จีนแปรรูป ‘ถ่านหินเป็นเคมีภัณฑ์’ ครึ่งแรก 2026 กำไรสูงเป็นประวัติการณ์
TEAMG โชว์ผลงาน 6 เดือนแรก กำไรพุ่ง 111 ล้าน รับงานรถไฟสายสีแดงอ่อน ดัน Backlog แตะ 6 พันล้าน
Economic TEAMG โชว์ผลงาน 6 เดือนแรก กำไรพุ่ง 111 ล้าน รับงานรถไฟสายสีแดงอ่อน ดัน Backlog แตะ 6 พันล้าน
เอกชนรายใหญ่เร่งปรับโรงงานสู่ Smart & Green บีโอไอเผยลงทุนทะลุ 1.4 แสนล้าน
Economic เอกชนรายใหญ่เร่งปรับโรงงานสู่ Smart & Green บีโอไอเผยลงทุนทะลุ 1.4 แสนล้าน
“พิรงรอง” กระทุ้ง สำนักงาน กสทช. ให้จัดประชุมบอร์ด 6 คน โดยไม่มี นพ. สรณ
Tech “พิรงรอง” กระทุ้ง สำนักงาน กสทช. ให้จัดประชุมบอร์ด 6 คน โดยไม่มี นพ. สรณ
ร.ฟ.ท. ลุยศึกษาผุดรถไฟ 2 สายใหม่ ‘นครสวรรค์-บ้านไผ่’ และ ‘จัตุรัส-ชัยภูมิ-หนองบัวลำภู’
Economic ร.ฟ.ท. ลุยศึกษาผุดรถไฟ 2 สายใหม่ ‘นครสวรรค์-บ้านไผ่’ และ ‘จัตุรัส-ชัยภูมิ-หนองบัวลำภู’
มองผ่าน ‘หนุ่มเมืองจันท์’ อ่างคลองวังโตนด-ต้นทุนป่าไม้ และบทเรียน ‘ตัวประกัน’ ใน EEC
News มองผ่าน ‘หนุ่มเมืองจันท์’ อ่างคลองวังโตนด-ต้นทุนป่าไม้ และบทเรียน ‘ตัวประกัน’ ใน EEC
ดูทั้งหมด

ผู้บริหารโตโยต้า ฝากถึง ‘รัฐบาล’ หากต้องการรักษาอุตฯ ยานยนต์ นโยบายต้องชัดเจน-ต่อเนื่อง

11 ส.ค. 2569 | 19:39น.
ศุภกร รัตนวราหะ

ผู้บริหารโตโยต้า ฟาดกลับ อินโดฯ หลังออกโรงชวนโตโยต้า ย้ายฐานผลิต ย้ำไทย คือฐานผลิตที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพ กว่า 60 ปี ฝากถึง รัฐบาลไทย “นักลงทุน” ต้องการนโยบายที่ชัดเจน และต่อเนื่อง เชื่อไทย ฮับผลิตรถพลังงานหลากหลายทางเลือกของภูมิภาค

ผู้สื่อข่าว “NewsPulse“ รายงานว่านายศุภกร รัตนวราหะ” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อแสดงทัศนะและความคิดเห็นจากกรณีที่เป็นกระเเสในอุตสาหกรรมยานยนต์อาเซียนหลังจากนายปูร์บายา ยูดี ซาเดวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอินโดนีเซีย กล่าวในงานประชุมอุตสาหกรรมยานยนต์นานาชาติ Gaikindo Indonesia International Automotive Conference หรือ GIAC 2026 ที่เมืองตาเงอรัง จังหวัดบันเตน เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา 

โดยมีใจความว่ารัฐบาลอินโดนีเซียพร้อมสนับสนุนโตโยต้า และพร้อมจัดหามาตรการจูงใจตามที่บริษัทต้องการ หากนำฐานการผลิตหลักจากประเทศไทยเข้ามาตั้งในอินโดนีเซีย อีกทั้งยังตั้งคำถามว่า ในเมื่ออินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด และมีประชากรมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เหตุใดศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ของภูมิภาคจึงยังตั้งอยู่ในประเทศไทย

โดยรัฐบาลอินโดนีเซียเชิญชวน บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน ให้พิจารณาย้ายฐานการผลิตรถยนต์หลักจากประเทศไทยไปยังอินโดนีเซีย และประกาศเตรียมมอบสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนอย่างเต็มที่ หากผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากญี่ปุ่นตัดสินใจตอบรับข้อเสนอดังกล่าว

จากกรณีดังกล่าว ผู้บริหารชาวไทย ไม่รอช้า พร้อมแสดงจุดยืนในฐานะของลูกจ้างบริษัทญี่ปุ่น และ คนไทย  โดยมีรายละเอียดดังนี้ 

เนื่องด้วยในปัจจุบันผมมีอยู่ 2 หน้าที่

หน้าที่แรกคือ “ลูกจ้างบริษัทญี่ปุ่น” ซึ่งอีกไม่เกิน 10 ปี ก็หมดหน้าที่

ส่วนหน้าที่ที่ 2 คือ “คนไทย” เป็นหน้าที่ที่ไม่มีวันหมด ดังนั้นผมน่าจะต้องทำหน้าที่คนไทยนานกว่าหน้าที่แรก เว้นแต่โชคดีมากอยู่ไม่ถึง 10 ปีจากนี้ 

วันนี้จึงขอแชร์มุมมองในฐานะ “คนไทย”

ข่าวที่อินโดนีเซียออกมาบอกว่า ถ้า Toyota ย้ายฐานการผลิตมา ต้องการอะไร เค้าพร้อมให้ทุกอย่าง โอ้ว! ช่างดุดันไม่เกรงใจใคร!

จากข่าวนี้ สิ่งที่อินโดนีเซียกำลังบอกเราคือ

“ไอกำลังจะเข้ามาแข่งกับยูอย่างจริงจังแล้วนะไทยแลนด์”

และประเทศไทยควรฟังเสียงนี้ให้ดี

เพราะสิ่งที่เค้ากำลังทำ คือพยายามดึง Investment เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ประเทศไทยสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์มาไม่ต่ำกว่า 60 ปี

เรามีทั้ง Supplier, คน, โรงงาน, Logistics, Engineering และตลาดส่งออก จนเกิดเป็น Automotive Ecosystem ที่ไม่ได้สร้างกันได้ในวันสองวันหรือปีสองปี

แต่ข้อได้เปรียบที่เรามีวันนี้ จะยังเป็นข้อได้เปรียบในอีก 10–20 ปีข้างหน้าหรือเปล่า?

ยิ่งตอนนี้เราอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมที่ภาครัฐกำลังผลักดัน “EV”

ลองออกไปมองโลกกว้างกันดู

  • จีน EV โตเร็วมาก แต่เมื่อตลาดใหญ่ขึ้น การเติบโตก็เริ่มชะลอ และการแข่งขันก็รุนแรงจนผู้ผลิตกว่าครึ่งหายไปจากตลาด
  • ยุโรป EV ยังโตแรง จากทั้ง Environmental Policy และ Regulation
  • อเมริกาก็อีกแบบ EV อยู่ราว ๆ 10% และลูกค้าเริ่มกลับมาให้ความสนใจ Hybrid มากขึ้น

สิ่งที่เราเรียนรู้จากโลกคือ

ไม่มี Technology เดียวที่เหมาะกับทุกประเทศ

แต่ละตลาดกำลังหา Technology Mix ที่เหมาะกับตัวเอง

ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือแนวคิด Multi-Pathway ที่ Toyota พูดมานาน

กลับมาที่ประเทศไทย ผมคิดว่าเราต้องถามตัวเองให้ชัดว่าเรากำลังส่งเสริม “รถ EV” หรือกำลังสร้าง “อุตสาหกรรม EV”? 

toyota

เพราะสองอย่างนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

วันนี้รถ EV ขายในไทยเยอะขึ้นเพราะราคาถูก ค่าพลังงานถูก แน่นอนครับ ”เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค“ แบบที่หลายคนพูด

แต่ถ้ารถเหล่านั้นผลิตจากต่างประเทศ 

หรือนำเข้าแบตเตอรี่และชิ้นส่วนสำคัญมาแค่ “ประกอบ” ขันน็อต หยอดกาว เชื่อมสายไฟ

ประเทศไทยจะได้อะไรจากการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้?

Automotive Industry ไม่ได้มีแค่รถหนึ่งคัน แต่มันคือทั้ง Ecosystem แล้ววันนี้ Ecosystem เหล่านี้กำลังโตไปพร้อมกับยอดขาย EV หรือเปล่า?

และยังมีโจทย์อีกหลายเรื่องที่วันนี้อาจยังไม่เห็นเต็มตา

Battery หมดอายุแล้วไปไหน? กำจัดยังไง? ใครรับผิดชอบ?

EV มือสองในอีก 5–10 ปีเมื่อเทคโนโลยี battery เปลี่ยน รถจะมี Residual Value เท่าไร? กระทบตลาดมือสองและตัวลูกค้ายังไง?

Charging Infrastructure พร้อมแค่ไหน?

ถ้า EV เพิ่มขึ้นมากๆ ระบบไฟฟ้าพร้อมหรือยัง?

และเราจะลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าได้จริงหรือเปล่า? เพราะทุกวันนี้ยังนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าอยู่

ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่า EV ไม่ดีนะครับ

Toyota

แต่โจทย์เหล่านี้เราต้องเตรียมให้ทัน ไม่ใช่รอให้ “วัวหาย แล้วค่อยล้อมคอก” เพราะถ้ารอถึงวันที่วัวหาย ควายก็อาจจะไม่อยู่แล้ว 

ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำ ไม่ใช่พยายามรักษาอดีต 

แต่ต้องตอบให้ได้ว่า “อะไรคือเหตุผลที่ ในอนาคตนักลงทุนยังอยากเลือกประเทศไทย?”

และแน่นอน คำตอบต้องไม่ใช่ “แค่ incentive” ที่มาจากการเก็บภาษี ICE แพงๆ เพื่อเอาไปสนับสนุน EV แบบงงๆ จนเราเสีย Suzuki ไปและได้ Neta มา

สิ่งที่ต้องทำคือคัดเลือกและส่งเสริมนักลงทุนที่จริงใจ ที่จะมาสร้าง ecosystem สร้างความสามารถในการแข่งขันผ่านการถ่ายทอด technology พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาบุคลากร ตลอดจน supply chain แบบครบวงจร

และที่สำคัญที่สุดคือ

“สร้างความมั่นใจว่านโยบายของประเทศมีทิศทางที่ชัดเจนและต่อเนื่อง” เพราะนักลงทุนไม่ได้กลัวการเปลี่ยนแปลงแต่กลัวความไม่แน่นอน

ผมยังเชื่อว่าความสามารถของคนไทยไม่เป็นรองใครในโลก

ผมยังอยากเห็นประเทศไทยเป็นประเทศที่

“ผลิตรถแห่งอนาคต พัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคต สร้างงานและส่งออกไปทั่วโลก เพื่อเป็นเครื่องจักรสำคัญที่ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ”

และผมยังมั่นใจว่า ถ้าเราทำได้แบบนั้น ไม่ว่าอนาคตจะเป็น BEV, HEV, PHEV, Bio-Fuel, Fuel-Cell, Hydrogen หรือ technology อะไรก็ตาม ประเทศไทยก็ยังเป็น Automotive Hub ของภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน

รักนะประเทศไทย

Screenshot