เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘แสนสิริ’ ผนึก ‘ศศินทร์’ ปั้น Future Talent รับความท้าทาย
Real Estate ‘แสนสิริ’ ผนึก ‘ศศินทร์’ ปั้น Future Talent รับความท้าทาย
‘แสนดี’ หอบดอกไม้ช่อใหญ่ แด่ ‘คุณแม่‘ ผู้ให้กำเนิด
Biz Movement ‘แสนดี’ หอบดอกไม้ช่อใหญ่ แด่ ‘คุณแม่‘ ผู้ให้กำเนิด
จุดเปลี่ยน ตลาดจตุจักร-อ.ต.ก.
สามัญสำนึก จุดเปลี่ยน ตลาดจตุจักร-อ.ต.ก.
เตือนพิษแรนซัมแวร์เจาะ “สถาบันการศึกษา” เสียหาย 130 ล้าน Synology ชี้ทางรอดชู Data Governance
Tech เตือนพิษแรนซัมแวร์เจาะ “สถาบันการศึกษา” เสียหาย 130 ล้าน Synology ชี้ทางรอดชู Data Governance
ราคาทองวันนี้ (12 ส.ค. 69) พุ่งขึ้น 350 บาท รูปพรรณขายออก 69,850 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (12 ส.ค. 69) พุ่งขึ้น 350 บาท รูปพรรณขายออก 69,850 บาท
เริ่ม 28 ส.ค. เปิดวิ่งฟรี 2 ปี มอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน-บ้านแพ้ว แก้รถติดพระราม 2
Economic เริ่ม 28 ส.ค. เปิดวิ่งฟรี 2 ปี มอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน-บ้านแพ้ว แก้รถติดพระราม 2
Temasek เล็งเข้าลงทุน Samsung – SK Hynix ดันหุ้นชิปเกาหลีพุ่งแรง รับกระแส AI
World Temasek เล็งเข้าลงทุน Samsung – SK Hynix ดันหุ้นชิปเกาหลีพุ่งแรง รับกระแส AI
“ชามา” จัดเต็มเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ทำเลเด่นทั่วกรุง เจาะตลาดเทรนด์คนทำงานยุคใหม่
Real Estate “ชามา” จัดเต็มเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ทำเลเด่นทั่วกรุง เจาะตลาดเทรนด์คนทำงานยุคใหม่
ททท.ตราด ผุดแคมเปญ “ฟีลวิถีเล เสน่ห์คลองใหญ่” ชวนสัมผัสวิถีประมงพื้นบ้าน ส.ค.-ก.ย.นี้
เศรษฐกิจภูมิภาค ททท.ตราด ผุดแคมเปญ “ฟีลวิถีเล เสน่ห์คลองใหญ่” ชวนสัมผัสวิถีประมงพื้นบ้าน ส.ค.-ก.ย.นี้
ทองคำดีดกลับขาขึ้นแรง-เร็ว พักฐานจบ-ฟื้นมั่นคง-ลุ้น 75,000 บาทปีนี้
Finance ทองคำดีดกลับขาขึ้นแรง-เร็ว พักฐานจบ-ฟื้นมั่นคง-ลุ้น 75,000 บาทปีนี้
ดูทั้งหมด

จับชีพจรโลก 2026 คู่ค้าลุ้นหนักมากศาลตัดสินภาษีทรัมป์ จนถึงเลือกตั้งพม่าไม่มีลุ้น

02 ม.ค. 2569 | 17:10น.

ปี 2026 อาจเป็นอีกปีที่โลกโกลาหลต่อเนื่องจากปี 2025 ที่เริ่มด้วยการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งสมัยสองของโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐนำไปสู่การเจรจาต่อรองภาษีอย่างดุเดือดไม่เพียงบนโต๊ะเจรจา แต่ลามไปถึงการต่อสู้และโต้แย้งในคอกพิจารณาคดีชั้นศาลสูงสุด จีน-ยุโรปอาจกลายเป็นสมรภูมิการค้าถัดไป

ความตึงเครียดของสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในเอเชียระหว่างจีนกับญี่ปุ่นยังไม่มีทีท่าลดลงจนน่าจับตาว่าจะจบลงอย่างไร ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาบรรลุสันติภาพที่แสนเปราะบาง ปิดท้ายด้วยการเลือกตั้งในเมียนมาครั้งแรกในรอบ 5 ปีตั้งแต่กองทัพทำรัฐประหารโค่นออง ซาน ซู จี ที่ไม่ต้องลุ้นเพราะพรรคที่ทหารหนุนหลังชนะแน่นอน ‘NewsPulse’ รวบรวม ดังนี้

ศาลสูงสุดตัดสินคดีภาษีที่ลุ้นกันทั้งโลก

ความปั่นป่วนทางการค้าจะเพิ่มมากขึ้นในปี 2026 โดยเฉพาะคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐที่มีกำหนดตัดสินไม่เกินกลางปี แม้เป็นเรื่องภายในประเทศ แต่ทั้งโลกกำลังรออย่างใจจดใจจ่อเกี่ยวกับมาตรการภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) ของโดนัล ทรัมป์  ว่า ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ เป็นหนึ่งในประเด็นที่ไม่แน่นอนที่สุดในการค้าโลก

ทรัมป์อ้างว่าใช้อำนาจตามกฎหมายเศรษฐกิจฉุกเฉิน (International Emergency Economic Powers Act : IEEPA 1977) เพื่อแก้ไขการค้าที่ไม่สมดุลอย่างมากและไม่เป็นธรรม จัดอยู่ในวาระฉุกเฉินด้านความมั่นคงระดับชาติ

หากทรัมป์แพ้คดีภาษี หนึ่งในคำถามสำคัญที่สุดสำหรับเศรษฐกิจและสถานะทางการคลังของประเทศคือ รัฐบาลจะต้องคืนเงินที่ผู้นำเข้าชาวอเมริกันจ่ายไปในรูปของภาษีหรือไม่ ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นในเวลาที่เหมาะสมหรือเป็นระบบระเบียบหรือไม่ อีกด้วย

เควิน แฮสเซ็ตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติประจำทำเนียบขาว กล่าวกับรายการ Face the Nation ของ CBS ว่า แม้ศาลสูงสุดจะไม่ตัดสินให้ฝ่ายบริหารชนะ ก็ไม่น่าเป็นไปได้ที่บริษัทจะเรียกร้องให้มีการคืนเงินอย่างกว้างขวาง เพราะจะเป็นปัญหาทางด้านการบริหารจัดการในการจ่ายเงินคืน

บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า ตลาดประเมินโอกาสที่ทรัมป์จะแพ้ไว้ประมาณ 75% ซึ่งหมายความว่าฝ่ายบริหารจะต้องใช้อำนาจอื่นๆ ที่ประธานาธิบดีมีอยู่เพื่อเรียกเก็บภาษีนำเข้า

อย่างไรก็ดี ทนายความด้านการค้าและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคาดว่า ศาลสูงสุดจะทำให้วาระทางเศรษฐกิจของทรัมป์มีความซับซ้อน แต่อาจไม่ได้ทำลายภาษีทิ้งทั้งหมด ซึ่งที่ผ่านมาศาลชั้นต้นตัดสินว่าทรัมป์ไม่มีอำนาจบังคับใช้ภาษีโดยไม่ผ่านสภา

เดฟ ทาวน์เซนด์ หุ้นส่วนฝ่ายการค้าระหว่างประเทศของบริษัทกฎหมายดอร์ซีย์ แอนด์ วิตนีย์ (Dorsey & Whitney LLP) ระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่ศาลจะไม่ตัดสินคดีนี้ในแบบรับรอง หรือยกเลิกภาษีศุลกากรไปเลยอย่างใดอย่างหนึ่ง

“ผมคิดว่าพวกเขาน่าจะมีคำตัดสินที่ไม่ใช่แบบสองขั้ว” ไรอัน มาเจอรัส ทนายความประจำสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐในช่วงการดำรงตำแหน่งสมัยแรกของทรัมป์ กล่าวกับแอกซิออส (Axios) มาเจอรัสกล่าวอีกว่า ผู้พิพากษาอาจตัดสินว่าทรัมป์สามารถกำหนดภาษีศุลกากรได้ฝ่ายเดียว แต่ว่าจะทำได้ในบางกรณีเท่านั้น ขณะเดียวกัน ก็กำหนดกรอบเวลาในการบังคับใช้ภาษีที่อาจเป็นไปได้

นอกจากนี้ นโยบายภาษีของผู้นำสหรัฐทำให้เกิดข้อตกลงการค้าที่ไม่มั่นคง แม้หนึ่งในความสำเร็จลำดับต้นๆ ของทำเนียบขาวในปี 2025 คือข้อตกลงทางการค้ากับหลายประเทศเศรษฐกิจสำคัญๆ ซึ่งส่วนใหญ่ยอมทำตามข้อเรียกร้องของทรัมป์ ตั้งแต่คำมั่นสัญญาด้านการลงทุนไปจนถึงการเข้าถึงตลาดที่ดีขึ้นสำหรับสินค้าส่งออกของสหรัฐเพื่อแลกกับอัตราภาษีที่ต่ำกว่า แต่ข้อตกลงเหล่านี้ไม่ใช่ข้อตกลงทางการค้าแบบดั้งเดิมที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย ทั้งไม่มีข้อกำหนดในการบังคับใช้ และรายละเอียดปลีกย่อยที่ระบุถึงกฎเกณฑ์อย่างชัดเจน และมีเพียงการสงบศึกหนึ่งปีกับจีนเท่านั้น แทนที่จะเป็นข้อตกลงเต็มรูปแบบ

ทำให้เกิดความกังวลว่าข้อตกลงอาจล่มได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงศักยภาพในการกดดันของรัฐบาลจีนต่อประเทศใดๆ ที่จะทำงานร่วมกับสหรัฐโดยแลกกับผลประโยชน์ของจีน

พัฒนาการในช่วงเดือนที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงดังกล่าว นับตั้งแต่ทำเนียบขาวประกาศ “ข้อตกลงการค้าครั้งสำคัญ” ในเดือนกรกฎาคม อินโดนีเซียต่อต้านข้อเรียกร้องทางการค้าของสหรัฐ ที่เกรงว่าจะจำกัดความเป็นอิสระในการตัดสินใจของตนเอง และขณะนี้คาดว่าจะมีการลงนามข้อตกลงในปลายเดือนมกราคมปีนี้ ขณะเดียวกัน จีนได้ร้องเรียนต่อมาเลเซียและกัมพูชาเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าที่สองประเทศนั้นลงนามกับรัฐบาลสหรัฐ โดยเตือนไม่ให้ใช้มาตรการใดๆ ที่บั่นทอนผลประโยชน์ของจีน

เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ กล่าวถึงสหภาพยุโรป (อียู) และอินเดีย โดยระบุว่าการเจรจาที่ตึงเครียดเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าของทั้งสองประเทศนั้นมีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อไปจนถึงปีใหม่ ซึ่งสำนักงานการค้าสหรัฐ (USTR) ขู่ว่าจะตอบโต้ยุโรป หากสหรัฐมองว่า มาตรการของอียูควบคุมบริษัทเทคโนโลยีของอเมริกามากเกินไป

จีน-สหภาพยุโรป สมรภูมิการค้าถัดไป

ในขณะที่ปี 2025 เน้นไปที่ภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งส่งผลให้การส่งออกของจีนไปยังสหรัฐลดลงอย่างมาก แต่ปีนี้ สหภาพยุโรป (อียู) กำลังจะกลายเป็นสมรภูมิรบต่อไป

จากสัญญาณเตือนกรณีจีนเกินดุลการค้าทั่วโลกในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2025 เกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 31 ล้านล้านบาท) ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์ และคาดว่าการขาดดุลการค้าของสหภาพยุโรปกับจีนจะเกิน 400,000 ล้านยูโร (ราว 14.8 ล้านล้านบาท) ในปี 2025

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส กล่าวกับสื่อท้องถิ่นว่า เขาได้เตือนประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ระหว่างการเยือนจีนเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า หากไม่แก้ไขปัญหาความไม่สมดุลทางการค้า สหภาพยุโรปจะถูกบีบให้ใช้มาตรการในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา การส่งออกของจีนพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากผลกระทบจากการระบาดใหญ่โควิด-19 และการพัฒนาด้านการผลิตภายในประเทศ อัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นในประเทศอื่น ๆ กระตุ้นดีมานด์สินค้าจีนที่ราคาถูก ในขณะที่ยุทธศาสตร์ Made in China 2025 และห่วงโซ่อุปทานขนาดใหญ่เสริมสร้างความได้เปรียบด้านการผลิตของจีน ภาวะเงินฝืดภายในประเทศตั้งแต่กลางปี ​​2022 เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกมากยิ่งขึ้น

“เราเชื่ออย่างยิ่งว่าความไม่สมดุลทางการค้าที่เพิ่มขึ้นกับยุโรปจะจุดชนวนให้เกิดความตึงเครียดทางการค้าหลายระลอก ซึ่งตลาดประเมินค่าต่ำเกินไปจนถึงขณะนี้” ลู่ ติง กรรมการผู้จัดการและหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จีนของบริษัทหลักทรัพย์โนมูระกล่าว

ตามข้อมูลของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) สหภาพยุโรปมีความกังวลเป็นพิเศษเกี่ยวกับการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ของจีน ในปี 2024 จีนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้ 12.4 ล้านคัน คิดเป็นมากกว่า 70% ของผลผลิตทั่วโลก ขณะที่ยุโรปผลิตได้ประมาณ 2.8 ล้านคัน และอเมริกาเหนือผลิตได้ 1.8 ล้านคัน ยุโรปกำหนดอัตราภาษีนำเข้ารถอีวีจีนสูงสุดราว 45% ในปีเดียวกัน (รวมอัตราภาษีนำเข้ารถยนต์ทั่วไปที่เก็บ 10%) หลังจากผลการสอบสวนพบว่า จีนให้เงินอุดหนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อให้ขายได้ในราคาต่ำ ซึ่งไม่เป็นธรรมกับคู่แข่ง

เวนดี้ คัตเลอร์ รองประธานอาวุโสของสถาบันนโยบายเอเชียโซไซตี้ กล่าวว่า สถิตินี้ควรเป็นสัญญาณเตือนภัยสำหรับคู่ค้าของจีน ว่ามาตรการและกฎระเบียบทางการค้าในปัจจุบันของพวกเขาไม่ได้ผล

กระทั่งเมื่อ 23 ธันวาคมที่ผ่านมา จีนประกาศใช้ภาษีผลิตภัณฑ์นมจากยุโรปอัตรา 21.9-42.7 % จากผลการสอบสวนพบว่ายุโรปอุดหนุนผู้ผลิตในอุตสาหกรรมนี้ จนทำให้จีนเสียเปรียบในการแข่งขัน ซึ่งจีนถูกมองว่า ตอบโต้ภาษีอีวีนั่นเอง

ความตึงเครียดจีน-ญี่ปุ่นไม่ลดราวาศอก

จากคำตอบในสภาของนางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเกี่ยวกับสถานการณ์ฉุกเฉินในไต้หวันว่า หากไต้หวันถูกจีนโจมตี อาจทำให้ญี่ปุ่นตอบโต้ทางทหาร เนื่องจากเสี่ยงต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น ทำให้จีนใช้มาตรการตอบโต้เพราะมองว่าญี่ปุ่นข้ามเส้นแดง ยืนยันให้ผู้นำหญิงถอนคำพูด

สัญญาณบ่งชี้ว่าความขัดแย้งทางการทูตกำลังทำให้ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียต้องสั่นคลอน เมื่อสมาคมเศรษฐกิจญี่ปุ่น-จีนกล่าวเมื่อสิ้นปีนี้ (31 ธันวาคม 2025) ว่า คณะผู้นำธุรกิจญี่ปุ่นประมาณ 200 คนจะยกเลิกการเดินทางที่กำหนดไว้เดิมในวันที่ 20 มกราคม 2026 โดยอ้างถึงความท้าทายในการจัดประชุมกับเจ้าหน้าที่จีน และยังไม่ได้กำหนดวันเดินทางใหม่

ถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 13 ปีที่ความขัดแย้งทางการเมืองขัดขวางภารกิจประจำปีที่มีขึ้นเพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ บ่งชี้ถึงความไม่พอใจอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลจีนต่อคำกล่าวของนางทาคาอิจิ

การเยือนของสมาคมเกิดขึ้นทุกปีตั้งแต่ปี 1975 ยกเว้นช่วงการระบาดใหญ่และปี 2012 ซึ่งความสัมพันธ์ตกต่ำเนื่องจากวิกฤตทางการทูตเกี่ยวกับเกาะพิพาทในทะเลจีนตะวันออก การเยือนครั้งนั้นถูกเลื่อนออกไป แต่ในที่สุดก็เกิดขึ้นในปีถัดมา

คณะผู้แทนประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทมิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น และพานาโซนิค โฮลดิ้งส์ รวมถึงตัวแทนจากกลุ่มล็อบบี้ธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ได้แก่ เคดันเรน และหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งญี่ปุ่น

ตามร่างกำหนดการ มีกำหนดพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง เบอร์สองของจีน

ก่อนหน้านี้ จีนได้ระงับการนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่นและระงับการอนุมัติภาพยนตร์เรื่องใหม่ชั่วคราว เพื่อตอบโต้ญี่ปุ่น

ผลกระทบจากการที่ทางการจีนออกคำแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่น China Trading Desk บริษัทวิจัยการตลาดประเมินเมื่อกลางธันวาคมว่า ญี่ปุ่นอาจสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวมากถึง 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (37.7 หมื่นล้านบาท) ในระหว่างนี้จนถึงสิ้นปี 2025 เนื่องจากนักท่องเที่ยวจากจีนยกเลิกการเดินทาง

ประมาณ 30% ของการเดินทางไปยังญี่ปุ่นจากจีน ซึ่งมีทั้งหมด 1.44 ล้านครั้งที่วางแผนไว้จนถึงสิ้นเดือนธันวาคมปี 2025 ถูกยกเลิกนับตั้งแต่คำแนะเลี่ยงการเดินทาง และคาดว่าจะส่งผลกระทบลากยาวไปจนถึงตรุษจีนที่จะถึงนี้

ในเดือนพฤศจิกายน 2025 จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมาญี่ปุ่นชะลอตัวลง สู่ระดับที่อ่อนแอที่สุดในรอบเกือบสี่ปี โดยจำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนเพิ่มขึ้นเพียง 3% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 562,600 คน

จีนเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น โดยการนำเข้าและส่งออกระหว่างสองประเทศคิดเป็นประมาณ 20% ของยอดรวมในปี 2024 ตามข้อมูลศุลกากรของญี่ปุ่น แม้ว่าในขณะนี้จีนจะไม่ได้ใช้สินค้าส่งออกที่สำคัญบางอย่าง เช่น แร่หายาก เป็นเครื่องมือในการตอบโต้ แต่การเอาคืนทางเศรษฐกิจในระยะยาวจากจีนก็อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของญี่ปุ่นได้

เมื่อย้อนกลับไป ตามข้อมูลของกรมศุลกากรจีนแสดงว่า การนำเข้าอาหารทะเลของจีนจากญี่ปุ่นลดลงอย่างมากตั้งแต่ปี 2024 หลังจากที่จีนสั่งห้ามการส่งออกเนื่องจากญี่ปุ่นปล่อยน้ำบำบัดแล้วจากโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟูกูชิมะ แม้ได้รับการรับรองจากองค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศแล้ว แต่จีนแย้งว่าการปล่อยน้ำเสียจะปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีในทะเลและทำให้อาหารทะเลที่จับได้นอกชายฝั่งญี่ปุ่นไม่ปลอดภัยสำหรับการบริโภคของมนุษย์ ต่อมาตกลงที่จะยกเลิกข้อห้ามส่วนใหญ่เมื่อต้นปี 2025 การส่งออกไปจีนก็เริ่มค่อยๆ เพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนกันยายน แม้ว่าในช่วงเก้าเดือนแรกของปี การนำเข้าปลา กุ้ง และอาหารทะเลอื่นๆ มีมูลค่ารวมเพียง 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 17.5 ล้านบาท)

นิกเคอิ เอเชีย (Nikkei) ระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างจีนและญี่ปุ่นทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นสงครามข้อมูลข่าวสาร เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างพยายามเอาใจยุโรปและสหรัฐ ทางการปักกิ่งเตือนถึงการกลับไปสู่ ​​”ลัทธิทหาร” ของโตเกียว ขณะที่สื่อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้การสนับสนุนญี่ปุ่น

ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์ออกแถลงการณ์เมื่อ 19 ธันวาคมที่ผ่านมาว่า มีความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์

“ฟิลิปปินส์ยืนหยัดเคียงข้างญี่ปุ่นและพันธมิตรที่มีความคิดเดียวกันทั้งหมด ที่เลือกความโปร่งใส การยับยั้งชั่งใจ และการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ มากกว่าการข่มขู่และการยั่วยุ” ฟิลิปปินส์ระบุ

หนังสือพิมพ์ Kompas สื่อใหญ่ของอินโดนีเซียรายงานความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่กล่าวว่า ความตึงเครียดระหว่างญี่ปุ่นและจีนส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลประโยชน์ของอินโดนีเซีย

สันติภาพเปราะบางไทย-กัมพูชา

เมื่อ 31 ธันวาคม 2025 ไทยปล่อยทหารกัมพูชา 18 คน ภายหลังการหยุดยิงต่อเนื่องนาน 72 ชั่วโมงตามที่ได้ตกลงกับฝ่ายกัมพูชา เวลา 10.00 น. ซึ่งเป็นการดำเนินการตามข้อ 11 ของถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ได้ลงนามในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2025 และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของถ้อยแถลงร่วม หรือปฏิญญาสู่สันติภาพ (Joint Declaration) ระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ลงนามเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2025 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ทางด้านสำนักข่าวท้องถิ่นกัมพูชารายงานข่าวการปล่อยตัว หลังจากการควบคุมตัวนาน 155 วัน ทหารได้รับการยกย่อง เดินทางกลับมาตุภูมิเยี่ยงวีรบุรุษ

ประชาคมระหว่างประเทศร่วมถึงสหรัฐ จีน อาเซียน กาชาดสากล (ICRC) ยินดีต่อพัฒนาการนี้ โดย ICRC มองว่า นับเป็นก้าวสำคัญในการแปลงพันธสัญญาที่ระบุไว้ในแถลงร่วมให้เป็นการกระทำที่เป็นรูปธรรม

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐในฐานะผู้ประสานงานได้ขู่ใช้มาตรการทางการค้าเพื่อแลกกับการยุติสู้รบ แม้มีการขู่ซ้ำๆ แต่อย่างที่ทราบข้อตกลงหยุดยิงล่ม ต่างฝ่ายต่างกล่าวหากันไปมาเกี่ยวกับว่าใครเปิดฉากยิงก่อนจนกระทั่งสามารถฟื้นคืนข้อตกลงได้อีกครั้ง

อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนเป็นผู้ประสานงานเพื่อยุติความขัดแย้งส่งไม้ต่อให้ฟิลิปปินส์ ชาติพันธมิตรหลักนอกนาโต้ (MNNA) ของสหรัฐ และกำลังพิพาทในประเด็นทะเลจีนใต้กับจีน ดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2026

การส่งแรงงานชาวกัมพูชากลับบ้านจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจไทยในระยะสั้น แต่อาจก่อให้เกิดปัญหาการว่างงานในระยะยาวในกัมพูชา แรงงานชาวกัมพูชาประมาณ 400,000 คนกลับบ้านตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้นและไม่ได้กลับมาอีก ทำให้ประเทศไทยประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน ในทำนองเดียวกัน การค้าข้ามพรมแดนและการท่องเที่ยวก็ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะในจังหวัดตราด จากข้อมูลของ Observer of Economic Complexity (OEC) ระบุว่า การค้าข้ามพรมแดนระหว่างไทยและกัมพูชามีมูลค่าประมาณ 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 250,000 ล้านบาท) ยังไม่แน่ชัดว่าผลกระทบเหล่านี้จะคงอยู่นานแค่ไหนในระยะยาว

การท่องเที่ยวระหว่างไทยและกัมพูชาตามแนวชายแดนหยุดชะงักชั่วคราว โรงแรมและธุรกิจในอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้วกำลังรู้สึกถึงการหยุดชะงักงันของการท่องเที่ยวและธุรกิจขนส่งข้ามพรมแดน วิธีเดียวที่จะเดินทางระหว่างกัมพูชาและไทยได้คือโดยเครื่องบินจากเมืองต่างๆ เช่น กรุงเทพฯ และเสียมเรียบ

สถิติจากอังกอร์เอ็นเตอร์ไพรส์ (Angkor Enterprise) หน่วยงานที่รับผิดชอบการขายตั๋วเข้าชมอังกอร์วัดและวัดโบราณอื่นๆ ของกัมพูชา ชี้ให้เห็นถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงอย่างเห็นได้ชัด นับตั้งแต่ความตึงเครียดปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2025 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงเดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายนลดลง 20% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2024

ทั่วประเทศ จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวไทยที่ข้ามพรมแดนมาเล่นการพนันในคาสิโนของกัมพูชา ลดลง 34% ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

เดวิด แคมรูซ์ (David Camroux) นักวิจัยอาวุโสและศาสตราจารย์พิเศษประจำศูนย์นานาชาติศึกษา  จากมหาวิทยาลัย Sciences Po สถาบันการศึกษาชั้นนำด้านรัฐศาสตร์ของโลกในฝรั่งเศสกล่าวกับ FRANCE 24 ว่า ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่ทวีความรุนแรงขึ้นนั้น ไม่ได้เกิดจากปัญหาเรื่องดินแดนเป็นหลัก แต่เกิดจากการคำนวณผลได้-เสียทางการเมืองจากทั้งในกรุงเทพฯ และพนมเปญเสียมากกว่า

การเลือกตั้งในไทยอาจทำให้ความขัดแย้งปะทุอีกรอบ เมื่ออนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีชูชาตินิยมในการหาคะแนนเสียงสนับสนุน ในขณะที่ฮุน มาเนต ผู้นำกัมพูชา ต้องการที่จะเบี่ยงเบนความสนใจจากเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับศูนย์กลางสแกมเมอร์ในประเทศที่โยงใยพรรคและครอบครัว

แคมรูซ์เตือนว่า ทั้งสองประเทศกำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ โดยแรงงานชาวกัมพูชากำลังเดินทางกลับบ้าน ไทยสูญเสียแรงงานสำคัญ และนักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงพื้นที่ความขัดแย้ง

“นี่เป็นสงครามที่โง่เขลามาก”  แคมรูซ์กล่าว เพราะผู้นำของทั้งสองประเทศกำลังเสียสละเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

เขากล่าวอีกว่า การแก้ไขปัญหาอย่างสันติจะต้องอาศัยการไกล่เกลี่ยโดยอาเซียน พร้อมด้วยการสนับสนุนทางเทคนิคจากฝรั่งเศสและพันธมิตรตะวันตกอื่นๆ แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้นำทางการเมืองทั้งสองเลือกที่จะแสวงหาสันติภาพก่อน

เลือกตั้งเมียนมา ไม่มีลุ้น

เมียนมา ชาติเพื่อนบ้านของไทยที่มีพรมแดนติดกันกว่า 2,000 กิโลเมตร รัฐบาลทหารกำลังจัดการเลือกตั้งครั้งแรกนับตั้งแต่การยึดอำนาจในปี 2021

พรรคสหภาพสามัคคีและการพัฒนา (Union Solidarity and Development Party:USDP) ซึ่งเป็นพรรคที่กองทัพหนุนหลังอ้างว่าได้คะแนนนำอย่างท่วมท้นในรอบแรกของการเลือกตั้งเมื่อ 28 ธันวาคมที่ผ่านมา แม้ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งยังไม่ได้ประกาศผู้ชนะอย่างเป็นทางการก็ตาม โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคเปิดเผยกับสำนักข่าวเอพี (AP) ว่า พรรคได้รับ 88 ที่นั่งจากทั้งหมด 102 ที่นั่งในสภาล่างที่แข่งขันกันในรอบแรก

การลงคะแนนเสียงมี 3 รอบเนื่องจากยังสู้รบกันอยู่ โดยรอบแรกจัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคมที่ผ่านมา ใน 102 เมืองจากทั้งหมด 330 เมือง รอบที่เหลือจะจัดขึ้นในวันที่ 11 มกราคมและ 25 มกราคม ตามลำดับ แต่ 65 เมืองจะไม่เข้าร่วมเนื่องจากการสู้รบ

เมียนมามีสภานิติบัญญัติแห่งชาติสองสภา รวมทั้งหมด 664 ที่นั่ง พรรคที่มีเสียงข้างมากในรัฐสภาสามารถเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งสามารถแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแล้ว กองทัพจะได้รับที่นั่ง 25% ในแต่ละสภาโดยอัตโนมัติ

แต่เกือบห้าปีหลังจากที่กองทัพยึดอำนาจด้วยการรัฐประหาร โค่นล้มและจำคุกออง ซาน ซู จี ผู้นำในทางปฏิบัติในขณะนั้น ชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นกลับไม่มั่นคงเลย การเลือกตั้งครั้งแรกนับตั้งแต่การยึดอำนาจ ซึ่งรัฐบาลทหารอ้างว่าเป็นเส้นทางกลับคืนสู่ประชาธิปไตยและความมั่นคง แต่สหประชาชาติและรัฐบาลตะวันตกเรียกกระบวนการนี้ ว่าเป็นการหลอกลวง

เดอะ การ์เดียน (The Guardian) รายงานว่า ในขณะเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อก็พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยมีสาเหตุมาจากการล่มสลายของค่าเงินจ๊าด ซึ่งลดลงถึง 80% นับตั้งแต่การรัฐประหาร

ตั้งแต่ปี 2020 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) หดตัวลง 9% ตามรายงานของสหประชาชาติ กลายเป็นตรงข้ามกับความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลที่ประเทศเคยทำไว้ในช่วงทศวรรษแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย

ร่องรอยของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่เมียนมาประสบในช่วง 10 ปีนั้นปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในย่างกุ้ง เมื่อประเทศเปิดรับโลกภายนอก การลงทุนจากต่างประเทศก็หลั่งไหลเข้ามา คอนโดมิเนียม โรงแรมหรู และห้างสรรพสินค้าเปิดให้บริการในเมือง อัตราความยากจนลดลงเกือบครึ่งหนึ่งจาก 48.2% ในปี 2005 เหลือ 24.8% ในปี 2017 ตามรายงานของธนาคารโลก

ปัจจุบัน ธุรกิจต่างชาติจำนวนมากได้ถอนตัวออกจากประเทศ และนักท่องเที่ยวก็หายไป ที่ตลาดโบจ็อก ออง ซาน กระเป๋าผ้าทอและผ้าทอแบบดั้งเดิมแขวนอยู่ตามแผงลอย เครื่องประดับและของที่ระลึกไม้แกะสลักวางเรียงรายอยู่ เจ้าของร้านคนหนึ่งกล่าว โดยไม่เปิดชื่อด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยกล่าวว่า เมื่อก่อนทางเดินในร้านจะเต็มไปด้วยนักเดินทางจากทั่วโลก แต่ปัจจุบันธุรกิจซบเซาลง

ตามรายงานของรัฐบาลทหาร มีผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 52% ในรอบแรกที่ผ่านมา เทียบกับประมาณ 70% ในการเลือกตั้งปี 2020 และ 2015 ในบางพื้นที่ คนออกมาลงคะแนนเสียงด้วยความกลัว วิตกกังวลว่าตนเองอาจถูกจำคุกหากไม่มาโหวต สาเหตุหลักของการลดลงมาจากความขัดแย้งทางอาวุธที่ทำให้ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงจำนวนมากต้องพลัดถิ่นฐาน และข้อจำกัดในการเลือกตั้งในพื้นที่ความขัดแย้ง

ในขณะที่มีผู้สมัครมากกว่า 4,800 คนจาก 57 พรรคการเมืองแข่งขันกันเพื่อชิงที่นั่งในสภานิติบัญญัติระดับชาติและระดับภูมิภาค มีเพียง 6 พรรคการเมืองเท่านั้นที่แข่งขันกัน พรรค USDP เป็นพรรคที่มีโอกาสชนะมากที่สุด

กลุ่มสิทธิมนุษยชนและกลุ่มฝ่ายค้านกล่าวว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เสรี ไม่ยุติธรรม และอำนาจน่าจะยังคงอยู่ในมือของผู้นำทางทหาร พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ซึ่งเป็นผู้นำการยึดอำนาจของกองทัพในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 ที่โค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของออง ซาน ซู จี และขัดขวางไม่ให้พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของเธอได้จัดตั้งรัฐบาลสมัยที่สอง