ปลดล็อก 17 ปี ‘อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด’ ลุ้นฝ่าด่านกฎหมาย เสริมแหล่งน้ำอีอีซี
ในที่สุดโครงการอ่างเก็บนํ้าคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี ซึ่งใช้เวลาผลักดันมายาวนานกว่า 17 ปี ก้าวสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ
เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 5 สิงหาคม 2569 มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้กรมชลประทานเปิดโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ส่งผลให้รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ซึ่งจะครบอายุ 5 ปี ในวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ยังสามารถนำมาใช้ประกอบการดำเนินโครงการได้

โครงการดังกล่าวมีกรอบวงเงินงบประมาณ 7,200 ล้านบาท รวมค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน มีกำหนดระยะเวลาการก่อสร้าง 7 ปี ตั้งแต่ปี 2570-2576 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ มีความจุเก็บกักน้ำ 99.5 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อรองรับปริมาณความต้องการน้ำทั้งด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
ฝ่าด่านหิน 17 ปีเต็ม
ผศ.เจริญ ปิยารมย์ ประธานคณะทำงานลุ่มน้ำวังโตนด ผู้ผลักดันการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำวังโตนด กล่าวกับ “NewsPulse” ว่า อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดมีความจุ 99.50 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถส่งน้ำสนับสนุนพื้นที่ชลประทาน 87,700 ไร่ ตั้งอยู่ที่ ต.ขุนซ่อง อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี หรือในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ของกรมชลประทาน 1 ใน 4 อ่างคือ อ่างเก็บน้ำคลองประแกด อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว อ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ และอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เป็นอ่างสุดท้าย จะช่วยเพิ่มน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภค บริโภค การเกษตร และภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดจันทบุรี
ที่ผ่านมาโครงการดังกล่าวได้เผชิญอุปสรรคมากที่สุดโครงการหนึ่ง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีทั้งผู้สนับสนุนและไม่สนับสนุน รวมถึงความพยายามลดขนาดโครงการ มีการฟ้องร้องคดีในชั้นศาล กว่าจะรอดตัวมาจนถึงวาระสุดท้ายของโครงการที่ถือว่าประสบความสำเร็จ
อย่างไรก็ดีมติคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ ถือเป็นสิ่งที่คณะทำงานลุ่มน้ำวังโตนดและอีกหลายหน่วยงาน รวมทั้งภาคเกษตรกรรอคอย นับตั้งแต่มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2552 เป็นมติประวัติศาสตร์ของลุ่มน้ำวังโตนดที่อนุมัติโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ในลุ่มน้ำวังโตนดที่ต้องมีอ่างเก็บน้ำครบ 3 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว อ่างเก็บน้ำพะวาใหญ่ และอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เพื่อให้สามารถผันน้ำไปยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ รองรับการใช้น้ำในพื้นที่ EEC ได้ รวมระยะเวลาที่พยายามและตั้งใจเพื่อให้ได้ก่อสร้าง 17 ปีเต็ม
“หากมติ ครม.ไม่เห็นชอบให้เปิดโครงการ รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม EHIA ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพ้นระยะ 5 ปี ในวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ไม่สามารถนำมาใช้ได้อีกต่อไป หากรัฐบาลคิดจะสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดใหม่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุจำเป็นใด ๆ ก็ตาม ต้องมีการศึกษา EHIA ใหม่ ดำเนินการใหม่ ซึ่งคงยากที่จะกลับไปดำเนินการ”
ผ่าน ครม. แต่ยังก่อสร้างไม่ได้
ผศ.เจริญอธิบายต่อว่า แม้ ครม.จะอนุมัติเปิดโครงการแล้ว แต่การก่อสร้างยังไม่สามารถเริ่มได้ทันที เนื่องจากต้องดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายเกี่ยวกับการใช้พื้นที่ป่าอนุรักษ์ กรมป่าไม้ สิ่งแรกที่กรมชลประทานต้องทำคือ ดำเนินการหาข้อยุติเรื่องพื้นที่ร่วมกับกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้เรียบร้อยก่อน โดยต้องมีการตราพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนพื้นที่บางส่วนออกจากเขตอุทยานแห่งชาติ คืนอยู่ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ จากนั้นกรมชลประทานจึงยื่นขอใช้พื้นที่จากกรมป่าไม้ เมื่อได้รับอนุญาตจึงจะก่อสร้างได้

อย่างไรก็ตามอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดจะถือเป็นหลักประกันด้านความมั่นคงของระบบน้ำสำหรับพื้นที่ EEC แต่กระบวนการดังกล่าวอาจใช้เวลานานหลายปี รวมการก่อสร้างที่ใช้เวลาอีก 5 ปีกว่าจะกักเก็บน้ำได้ซึ่งอาจกระทบต่อปริมาณความต้องการใช้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงที่มีการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) จึงต้องเปิดช่องให้เร่งรัดการดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น
“อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด แม้จะปลดล็อก EHIA ได้ก็ตาม แต่ยังไม่แน่นอนว่าจะออกมาในรูปใด และใช้เวลาอีกนานแค่ไหน แต่ปัญหาที่รออยู่ทั้งปริมาณความต้องการใช้เพิ่มขึ้นใน EEC และคุณภาพน้ำของอ่างดอกกรายและอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหลที่ใช้อุปโภคมีปัญหา การวางท่อส่งน้ำจากอ่างประแสร์เริ่มโครงการแล้ว แต่น้ำในอ่างประแสร์ไม่พอ จำเป็นต้องเอาน้ำจากวังโตนด ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงในลุ่มน้ำในอนาคต”
เสริมแหล่งน้ำภาคตะวันออก
ขณะที่นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวกับ “NewsPulse” ว่า ปัจจุบันโครงการอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำวังโตนดถูกสร้างเสร็จสิ้นไปแล้ว 3 อ่าง เหลือเพียงอ่างวังโตนด หากเปิดโครงการได้จะช่วยเพิ่มการกักเก็บน้ำได้มากถึง 99.5 ล้านลูกบาศก์เมตร
ล่าสุดจังหวัดจันทบุรีและหน่วยงานในพื้นที่ได้หารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เพื่อเร่งขับเคลื่อนโครงการ เพราะเป็นพื้นที่สำคัญแห่งหนึ่งของภาคตะวันออก
ทั้งนี้ในระหว่างการก่อสร้างยังสามารถปรับรายละเอียดของแผนบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม (EMP) ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ได้ โดยจะมีการประชุมร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลเป็นประจำ เพื่อติดตามผลกระทบและปรับมาตรการ เช่น การกำหนดพื้นที่ปลูกป่า จุดก่อสร้างอาคาร การพัฒนาอาชีพ หรือมาตรการฟื้นฟูต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ โดยมีกรอบงบประมาณรองรับอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตามด้านสิ่งแวดล้อมยังคงให้ความสำคัญอย่างมาก ซึ่งผ่านกระบวนการทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โดยคณะผู้ชำนาญการด้านสิ่งแวดล้อมและคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติไปแล้ว ดังนั้นกรมชลประทานต้องดำเนินการตามแผน โดยเฉพาะการขออนุญาตใช้พื้นที่ ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ซึ่งอาจต้องใช้เวลา ต้องดูว่าจะมีแนวทางขับเคลื่อนอย่างไรต่อไป