เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ตรวจหวยวันนี้ ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวด 16 ส.ค. 2569
News ตรวจหวยวันนี้ ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวด 16 ส.ค. 2569
สหรัฐไล่ล่า ‘สินค้าสวมสิทธิ์’ ไทยติด Tier 2 จับตา 8 อุตฯ ส่งออก 1.7-3.4 แสนล้านเสี่ยงถูกตรวจเข้ม
Economic สหรัฐไล่ล่า ‘สินค้าสวมสิทธิ์’ ไทยติด Tier 2 จับตา 8 อุตฯ ส่งออก 1.7-3.4 แสนล้านเสี่ยงถูกตรวจเข้ม
เปิดโจทย์ ‘โรงเรียนผู้สูงอายุ’ หลังรัฐปลดล็อก อปท. ติดงบ-บุคลากร
News เปิดโจทย์ ‘โรงเรียนผู้สูงอายุ’ หลังรัฐปลดล็อก อปท. ติดงบ-บุคลากร
มอเตอร์เวย์ M6-M82 เปิดฟรีปลาย ส.ค. 69 เช็กวัน-เวลา ด่านขึ้นลง
News มอเตอร์เวย์ M6-M82 เปิดฟรีปลาย ส.ค. 69 เช็กวัน-เวลา ด่านขึ้นลง
นิด้าโพล เปิดผลสำรวจ พรีเมียร์ลีก-ไทยลีก 2569
Sport นิด้าโพล เปิดผลสำรวจ พรีเมียร์ลีก-ไทยลีก 2569
หุ้นลีสซิ่งกำไรพุ่งยกแผง ‘MTC-SAWAD’ โชว์ครึ่งปีโต 2 หลัก
Finance หุ้นลีสซิ่งกำไรพุ่งยกแผง ‘MTC-SAWAD’ โชว์ครึ่งปีโต 2 หลัก
‘อสังหาฯ’ ซึมรีเจ็กต์พุ่งไม่หยุด สะเทือนแบ็กล็อก 1.85 แสนล้าน
Real Estate ‘อสังหาฯ’ ซึมรีเจ็กต์พุ่งไม่หยุด สะเทือนแบ็กล็อก 1.85 แสนล้าน
สื่อสารวิสัยทัศน์ไม่ชัด พนักงานก็หลงทาง (จบ)
Columns สื่อสารวิสัยทัศน์ไม่ชัด พนักงานก็หลงทาง (จบ)
ชงแบตเตอรี่พาสปอร์ตเข้าบอร์ด ค่ายรถผลิตส่งออกยุโรปต้องมี QR Code
Automotive ชงแบตเตอรี่พาสปอร์ตเข้าบอร์ด ค่ายรถผลิตส่งออกยุโรปต้องมี QR Code
ราคาน้ำมันวันนี้ (16 ส.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (16 ส.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ดูทั้งหมด

ทำไมโรงเรียนควรสอนเด็กเล็กเอาชีวิตรอดจากการติดในรถ หลังเกิดเหตุสลดซ้ำซาก

01 ก.ย. 2565 | 14:52น.
  • ทศพล ชัยสัมฤทธิ์ผล
  • ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

หลักสูตรการเอาตัวรอดและทัศนคติของครู สำคัญแค่ไหน หลังเกิดกรณีเด็ก 7 ขวบ ถูกลืมทิ้งในรถโรงเรียนหลายชั่วโมง จนเสียชีวิต โรงเรียนหนึ่งใน จ.นครศรีธรรมราช ฝึกทักษะให้เด็กเอาชีวิตรอดหากติดในรถ มานานกว่า 7 ปี ควบคู่หลักสูตรนอกตำราอื่น ๆ เพื่อให้มั่นใจว่า เด็กจะรับมือเหตุฉุกเฉินได้ แม้อยู่นอกโรงเรียน

จากเหตุน่าสลดใจที่นักเรียนอายุ 7 ขวบ ชื่อ “น้องจีฮุน” ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนชื่อดังใน จ.ชลบุรี เสียชีวิตภายในรถตู้รับ-ส่งของโรงเรียน โดยพบศพในช่วงเย็นวันที่ 30 ส.ค. ด้วยสภาพศพนอนคว่ำหน้าและมีเลือดออกบริเวณมุมปาก สังคมไทยกำลังตั้งคำถามว่า ทำไมอุบัติเหตุเช่นนี้จึงเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2557-2563 พบสถานการณ์เด็กถูกลืมและทิ้งอยู่ในรถตามลำพัง 129 เหตุการณ์ และมีเด็กเสียชีวิต 6 ราย เป็นเพศหญิง 3 คน ชาย 3 คน อายุระหว่าง 2-6 ปี แต่กรณีเด็กอายุ 7 ปีที่เกิดขึ้น ถือว่าเป็นเด็กอายุมากที่สุดที่เสียชีวิตหลังถูกลืมทิ้งไว้ในรถโรงเรียนเป็นเวลานาน

หลักสูตรเอาตัวรอดจากการติดในรถของโรงเรียนบริบูรณ์วิทยา

ที่มาของภาพ, Boriboon Wittaya School

ข่าวนี้ทำให้สังคมออนไลน์พูดถึงมาตรการที่จะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีก และมีการแชร์ภาพของเพจเฟชบุ๊กโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.นครศรีธรรมราช ที่ฝึกทักษะให้เด็กเล็ก รู้จักการเอาตัวรอดหากติดอยู่ในรถรับ-ส่งนักเรียน รวมถึงมาตรการอื่น ๆ เพื่อให้มั่นใจว่า เด็กจะได้รับความปลอดภัยอย่างเต็มที่

“นับแต่เปิดโรงเรียนเมื่อปี 2557 เราไม่เคยเจออุบัติเหตุแบบนี้เลย” ทรรศพร บริบูรณ์ รองผู้จัดการโรงเรียนบริบูรณ์วิทยา จ.นครศรีธรรมราช บอกกับบีบีซีไทย

เธออธิบายว่า ทางโรงเรียนจัดหลักสูตร “เซอร์ไววัล” (Survival) เพื่อสอนการเอาตัวรอดจากการติดในรถให้เด็ก ๆ ทุกระดับชั้น ตั้งแต่ก่อนอนุบาล จนถึงชั้นประถม โดยหลักสูตรนี้ ประกอบด้วย

  • สอนให้เด็กบีบแตรขอความช่วยเหลือ
  • สอนการปลดล็อกรถ เปิดประตู เปิดหน้าต่าง
  • การออกมาจากรถอย่างปลอดภัย
southern school

ที่มาของภาพ, Boriboon Wittaya School

ทรรศพร เสริมว่า ได้จำลองสถานการณ์และให้เด็กฝึกปฏิบัติจริง และไม่ได้สอนครั้งเดียวจบ แต่จัดขึ้นบ่อย ๆ เพื่อให้ทักษะการเอาตัวรอด ติดตัวเด็กไปแม้จะอยู่นอกรั้วโรงเรียน

คุณแม่ใจสลาย

มารดาของน้องจีฮุน เด็กที่เสียชีวิต เปิดเผยในรายการ “โหนกระแส” เมื่อวันที่ 31 ส.ค. ว่า พอลูกยังไม่กลับบ้านในช่วงเกือบ 17.00 น. จึงโทรไปสอบถามอาจารย์ที่โรงเรียน

“เขาบอกว่าน้องไม่หายใจแล้ว ตอนนั้นแม่ไม่มีเรี่ยวแรงอะไรต่อ ก็ถาม (ครู) ว่าทำไมไม่ดูแลลูกหนูให้ดี”

“เขาพยายามชี้แจงว่าพอเขาขับรถไปจอดที่โรงเรียน เด็กนักเรียนลงจากรถ ครูพี่เลี้ยงที่ดูเด็กอยู่บอกว่าไปได้แล้ว เพราะเด็กลงหมดแล้ว คนขับก็ขับไปจอดที่โรงจอดรถ ตั้งแต่ 7 โมง ถึง 4 โมงเย็น” มารดาของผู้เสียชีวิต กล่าว พร้อมเสริมว่า เท่าที่รู้รถโรงเรียนของโรงเรียนนี้มักถูกนำไปจอดกลางแดดตลอด

อาจารย์ของโรงเรียนยอมรับว่าประมาทไม่ได้ตรวจสอบว่าเด็กลงจากรถครบหรือยัง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบปากคำพยานบุคคล ตรวจสอบพยานหลักฐาน และเตรียมแจ้งข้อหาคนขับรถ-ครูประจำรถ ฐาน “กระทำโดยประมาทและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย” ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท

“พี่ดูครั้งแรก ดูแล้วร้องไห้ สงสารแม่เขามากเลย" ทรรศพร รองผู้จัดการโรงเรียนบริบูรณ์วิทยา

ที่มาของภาพ, Boriboon Wittaya School

เมื่อได้เห็นข่าวลักษณะนี้ รองผู้จัดการโรงเรียนโรงเรียนบริบูรณ์วิทยา ยอมรับว่า “พี่ดูครั้งแรก ดูแล้วร้องไห้ สงสารแม่เขามากเลย” และยิ่งเป็นสิ่งตอกย้ำว่า มาตรการที่รัดกุมและเป็นระบบ รวมถึงการจัดหลักสูตรการเอาตัวรอดให้เด็ก ๆ ของทางโรงเรียน มาถูกทางแล้ว

รร.บริบูรณ์วิทยาทำอย่างไร… ให้มั่นใจว่าเด็กปลอดภัย

ทรรศพร อธิบายว่า แนวคิดเรื่องหลักสูตรการเอาตัวรอด และมาตรการรับรองความปลอดภัยต่อเด็ก ๆ ริเริ่มมาจาก ดร.สุวิทยา บริบูรณ์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนและบิดา ที่ปัจจุบันได้เสียชีวิตแล้ว หลังพบเห็นข่าวการเสียชีวิตของเด็กที่ถูกลืมทิ้งไว้ในรถโรงเรียนบ่อยครั้ง

ในส่วนของรถตู้รับ-ส่งนักเรียน มีทั้งหมด 20 คัน ขึ้นทะเบียนจากกรมขนส่ง ติดตั้งอุปกรณ์ที่จำเป็น สีรถตามข้อบังคับอย่างถูกต้อง รวมถึงจำกัดความเร็ว โดยหากวิ่งเกิน 80 กม./ชม. จะมีสัญญาณเตือนดังขึ้น

ขณะที่คนขับรถมีใบขับขี่ และเข้ารับการอบรมขับรถโรงเรียนทุก 6 เดือน ตรวจปัสสาวะเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีสารเสพติด และประชุมงานทุกสัปดาห์ เพื่อประเมินการทำงานให้ดีขึ้น

กระบวนการรับ-ส่งนักเรียน มีดังนี้

  • ครูประจำสายรถ เช็กชื่อนักเรียนทุกคนที่รับ ถ้าขึ้นรถ 15 คน ต้องลงรถ 15 คน
  • หลังจากรับนักเรียนเข้ามาในโรงเรียนตอนเข้า คนขับรถจะเปิดประตูรถ และทำความสะอาดรถทุกคัน เพื่อตรวจสอบซ้ำอีกครั้งว่า ไม่มีเด็กหลงเหลืออยู่ในรถ
  • จอดรถในที่ร่ม มีกำบังแดด
  • เปิดประตูท้ายและข้างรถทิ้งไว้ เพื่อระบายอาการ
  • ขับรถมาจอดที่โรงอาหารอีกครั้งในช่วงบ่าย เพื่อเตรียมรับนักเรียนไปส่งที่บ้าน
จอดรถในที่ร่ม เปิดประตูท้ายทิ้งไว้

ที่มาของภาพ, Boriboon Wittaya School

ภานุวัตน์ บริบูรณ์ ผู้จัดการโรงเรียนและบุตรชายของผู้ก่อตั้ง อธิบายว่า มาตรการเหล่านี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการหลงลืมเด็กไว้ในรถ และยิ่งเกิดเหตุเด็กนักเรียน 7 ขวบเสียชีวิต ยิ่งทำให้ทางโรงเรียนยิ่งต้องกวดขันมาตรการเหล่านี้

“รู้สึกเสียใจ” ภานุวัตน์ ระบุ “ประชุมครูไปว่า ต้องป้องกันให้เต็มที่ เรารับผิดชอบดูแลเด็ก ก็ต้องทำสุดความสามารถ”

กฎหมายว่าด้วยรถโรงเรียนไทยว่าอย่างไร ?

ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการควบคุมดูแลการใช้รถโรงเรียน พ.ศ. 2562 ระบุว่า รถโรงเรียนที่จะนำมารับ-ส่งนักเรียน ต้องมีลักษณะ ดังนี้

  • มีเครื่องหมายเป็นแผ่นป้ายพื้นสีส้มสะท้องแสง ขนาดกว้างอย่างน้อย 35 ซม. และยาวอย่างน้อย 85 ซม. มีข้อความว่า “รถโรงเรียน” เป็นตัวอักษรสีดำความสูงไม่น้อยกว่า 15 เซนติเมตร ติดอยู่ที่ด้านหน้าและด้านท้ายของตัวรถ ให้สามารถมองเห็นได้ชัดเจนในระยะไม่น้อยกว่า 50 เมตร และมีชื่อโรงเรียนติดอยู่ด้านข้างทั้งสองข้างของตัวรถ พร้อมทั้งหมายเลขโทรศัพท์ (ถ้ามี)
  • กระจกรถต้องมีลักษณะโปร่งใส สามารถมองเห็นสภาพภายในรถและสภาพการจราจรภายนอกรถได้ชัดเจน หากมีการติดฟิล์มกรองแสง เมื่อวัดการผ่านของแสงแล้ว แสงต้องผ่านทั้งกระจกกันลมและฟิล์มกรองแสงได้ไม่น้อยกว่าระดับที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด และมิให้นำวัสดุอื่นใดมาติดหรือบดบังส่วนหนึ่งส่วนใดของกระจก เว้นแต่เป็นการติดเครื่องหมายหรือเอกสารตามที่กฎหมายกำหนด และไม่เป็นเหตุให้บังทัศนวิสัยในการขับขี่
  • มีเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นเพื่อช่วยเหลือนักเรียนเมื่อมีอุบัติเหตุหรือมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นดังนี้
  • สีของรถต้องใช้สีตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด
กรมขนส่งทางบก

ที่มาของภาพ, กรมขนส่งทางบก

ผู้ควบคุมดูแลนักเรียนมีหน้าที่ คือ

  • ตรวจสอบจำนวนนักเรียนที่รับ-ส่ง แต่ละเที่ยวให้ถูกต้องครบถ้วนตรงตามบัญชีรายชื่อนักเรียน พร้อมทั้งจัดทำบัญชีรายชื่อนักเรียนที่ใช้บริการตามแบบที่กำหนดท้ายระเบียบนี้
  • ประจำอยู่กับรถโรงเรียนตลอดเวลาที่รับ-ส่งนักเรียน เพื่อควบคุมดูแล และช่วยเหลือนักเรียนให้เกิดความปลอดภัยตลอดการเดินทาง
  • รายงานให้ทางโรงเรียนทราบทันทีที่เกิดอุบัติเหตุหรือมีกรณีฉุกเฉินเกิดขึ้น
  • เข้ารับการอบรมตามที่โรงเรียนหรือผู็ดำเนินกิจการรถโรงเรียนกำหนด

ส่วนทางผู้ดำเนินกิจการรถโรงเรียนมีหน้าที่ ควบคุมดูและและเอาใจใส่เรื่องความปลอดภัยในการรับ-ส่งนักเรียน จัดให้มีผู้ควบคุมดู โดยผู้ควบคุมดูแลและพนักงานขับรถ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการรับ-ส่งนักเรียน มีการรายงานผลจัดส่งให้โรงเรียนทุกเดือน และรายงานโรงเรียนทราบทันทีที่เกิดเหตุหรือกรณีฉุกเฉินขึ้น

โรงเรียนที่ไม่ได้สอนแค่ความรู้ในตำรา

นอกเหนือจากการฝึกทักษะให้เด็ก ๆ รู้วิธีเอาตัวรอดกรณีการติดในรถแล้ว โรงเรียนบริบูรณ์วิทยายังจัดหลักสูตรการเอาตัวรอด จากสถานการณ์และอุบัติเหตุอื่น ๆ ด้วย อาทิ การจมน้ำ การกู้สัญญาณชีพแบบซีพีอาร์ การรับมือเหตุเพลิงไหม้ฉุกเฉิน และการรับมืออุทกภัย เป็นต้น โดยเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ เจ้าหน้าที่กู้ภัย หรือเจ้าหน้าที่ดับเพลิง มาสอนทักษะให้เด็ก ๆ โดยตรง

“ถ้าเป็นฤดูฝนก็จะสอนป้องกันการจมน้ำ น้ำท่วม ถ้าเป็นฤดูร้อน ก็สอนรับมือไฟไหม้ฉุกเฉิน” ภานุวัตน์ บอก

"ผู้ปกครองฝากหัวใจไว้กับโรงเรียน"

ที่มาของภาพ, Boriboon Wittaya School

“ครอบครัวผมทำธุรกิจด้านการศึกษามา 3 รุ่น ตั้งแต่รุ่นคุณปู่ เปิดกันมา 80 ปีแล้ว…เราต้องทำทุกวิถีทาง ใช้หลักสูตรในตำราและนอกตำรา พัฒนามาตรการให้มากที่สุด เพื่อรับรองความปลอดภัยของเด็ก”

ด้าน ทรรศพร น้องสาวของภานุวัตน์ แสดงความเห็นว่า แม้จะมีมาตรการที่รัดกุม รถโรงเรียนที่ถูกต้องตามข้อบังคับ และหลักสูตรฝึกทักษะนักเรียน แล้ว แต่ทัศนคติของครูอาจารย์ก็สำคัญ เพื่อทำให้เด็กปลอดภัยที่สุดภายใต้ความดูแลของทางโรงเรียน

“ผู้ปกครองฝากหัวใจไว้กับโรงเรียน ให้เด็กเรามาดูแลและพัฒนา เมื่อรับลูกเขามาแล้ว ก็ถือเป็นครอบครัว ครูจะไม่ทิ้งเด็กเลย สำคัญมาก”

…..

ข่าว BBCไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ NewsPulse เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว