AOT ลุ้นเปิดดิวตี้ฟรีขาเข้า โบรกฯ ชี้หนุนกำไร 8%
AOT ลุ้นฟื้นดิวตี้ฟรีขาเข้า หลังผู้โดยสารกว่า 90% ต้องการให้กลับมาเปิดบริการ ด้านโบรกเกอร์มองบวก คาดสร้างรายได้เพิ่ม หนุนกำไรสุทธิราว 8%
ประเด็นแนวคิดการกลับมาเปิดให้บริการร้านค้าปลอดอาการ หรือ ดิวตี้ฟรี (Duty Free) ขาเข้า ได้รับความสนใจในช่วงไม่กี่วันมานี้ หลังจากมีรายงานว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้เห็นชอบในหลักการให้ AOT นำร้านค้าดิวตี้ฟรีขาเข้ากลับมาให้บริการอีกครั้ง หลังจากที่มีการยกเลิกไปตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2567 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อช่วยลดการรั่วไหลของเงินออกนอกประเทศ และช่วยบรรเทาความแออัดบริเวณจุดตรวจคนเข้าเมือง (ตม.)
อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่ บมจ.ท่าอากาศไทย (AOT) ระบุว่า ยังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการกลับมาเปิดให้บริการร้านค้าปลอดอากร (Duty Free) ขาเข้า เพื่อเพิ่มทางเลือกและความสะดวกในการใช้บริการแก่ผู้โดยสารที่เดินทางเข้าประเทศ
InnovestX ประเมินทิศทางบวก
บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) วิเคราะห์กรณีดังกล่าว โดยคาดการณ์บนสมมติฐานว่าพื้นที่ดิวตี้ฟรีขาเข้าเดิมจะสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้เพียง 50% ของพื้นที่เดิมก่อนยกเลิก เนื่องจากอีกครึ่งหนึ่งถูกนำไปปรับปรุงใช้ประโยชน์อื่นเพื่อรองรับผู้โดยสารแล้ว มองทิศทางเชิงบวกต่อรายได้เชิงพาณิชย์ แต่อัพไซด์ระยะสั้นยังไม่สูงมากนัก โดยประเมินว่าจะสร้างรายได้ส่วนเพิ่มประมาณ 540 ล้านบาท หรือคิดเป็น อัพไซด์ประมาณ 2% ของประมาณการกำไรในปี FY2027
InnovestX ระบุสาเหตุที่รายได้อาจไม่ฟื้นตัวเท่าเดิมใน 2 ประเด็น
อัตรา Minimum Guarantee (MG) ของสัมปทานดิวตี้ฟรีในปัจจุบันปรับลดลงตั้งแต่ ต.ค. 2025 โดยที่สนามบินสุวรรณภูมิลดลง 37% และที่สนามบินภูมิภาคลดลง 30%
รูปแบบการบริหารพื้นที่ที่ AOT กำลังศึกษาอยู่มี 3 ทางเลือก (ดิวตี้ฟรีแบบเดิม, พื้นที่ผสมสินค้าเสียภาษี, และจุดรับสินค้า/Pickup Counter) ซึ่งหากเป็นสองรูปแบบหลังจะมีรายได้หรือส่วนแบ่ง MG ต่ำกว่ารูปแบบเดิม
KGI มองมีผลต่อกำไรสุทธิ ดันมูลค่าหุ้นเพิ่ม 3-4%
ด้าน บล.เคจีไอ (KGI) มีมุมมองว่า แผนนี้เป็นปัจจัยหนุนที่สำคัญ (Potential Catalyst) โดยประเมินว่ารายได้จากดิวตี้ฟรีขาเข้าจะคิดเป็นประมาณ 5% ของรายได้ที่ไม่เกี่ยวกับการบิน (Non-aero) และคิดเป็น 2.5% ของรายได้จากการดำเนินงานรวม ของ AOT (อิงข้อมูลปี FY24)
และแม้สัดส่วนรายได้รวมจะดูน้อย แต่เนื่องจากสัมปทานส่วนนี้ไม่มีต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้นมากนัก ทำให้มีอัตรากำไร (Margin) สูงมาก ส่งผลต่อกำไรสุทธิถึง ประมาณ 8% ของกำไรสุทธิทั้งหมด และคาดว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าหุ้น (Valuation) ของ AOT ได้ราว 3% – 4%
ทั้งนี้ ก่อนการยกเลิก AOT ได้รับส่วนแบ่งค่าตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 143 ล้านบาทต่อเดือน หรือคิดเป็น 1.7 พันล้านบาทต่อปี (พื้นที่ขาคิดเป็น 10% ของพื้นที่สัมปทานดิวตี้ฟรีทั้งหมด) โดยรายได้หลักมาจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ราว 126 ล้านบาท/เดือน) และท่าอากาศยานดอนเมือง (ราว 6.96 ล้านบาท/เดือน)
ในแง่ขั้นตอนและกรอบเวลาในการดำเนินการ ประเมินว่าต้องใช้เวลาดำเนินการทางกฎหมายและผ่านกระบวนการรัฐบาลรวม ประมาณ 6 เดือนถึงมากกว่า 1 ปี ขึ้นอยู่กับความเร่งด่วนทางการเมือง
โดยมี 4 ขั้นตอนสำคัญคือ
- กรมศุลกากร/กระทรวงการคลัง : ประเมินผลกระทบของการยกเลิกเดิมเพื่อร่างข้อเสนอใหม่
- คณะรัฐมนตรี (ครม.) : ยื่นเสนอ ครม. เพื่อขอทบทวนหรือยกเลิกมติเดิม (มติเดิมวันที่ 2 ก.ค. 2024) และอนุมัติคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษี
- กรมศุลกากร : ออกระเบียบจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บน
- บอร์ด AOT : อนุมัติจัดสรรพื้นที่และเจรจาสัญญาขั้นสุดท้ายกับผู้ประกอบการรายเดิม (เช่น King Power)
เปิดแผน AOT เพิ่มประสิทธิภาพ-รายได้
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) เปิดเผยผลประกอบการในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (เดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนมิถุนายน 2569) โดย AOT มีรายได้รวมทั้งสิ้น 50,205 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 1.39 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิจำนวน 14,812.33 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 549.96 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.86 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
รายได้จากการขายหรือการให้บริการลดลง 707.73 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.39 จากการลดลงของรายได้ที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบิน 1,404.29 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.56 ในขณะที่รายได้เกี่ยวกับกิจการการบินเพิ่มขึ้น 696.56 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.72 ค่าใช้จ่ายรวมลดลง 815.44 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.55
ขณะที่สถิติการให้บริการท่าอากาศยาน มีข้อมูลน่าสนใจ ดังนี้
ปริมาณการจราจรทางอากาศ ณ ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ AOT* ใน 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (เดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนมิถุนายน 2569)
- จำนวนเที่ยวบินรวม 605,838 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.61 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
- เที่ยวบินระหว่างประเทศ 340,118 เที่ยวบิน
- เที่ยวบินภายในประเทศ 265,720 เที่ยวบิน
- จำนวนผู้โดยสารรวม 99.03 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.84
- ผู้โดยสารระหว่างประเทศ 60.24 ล้านคน
- ผู้โดยสารภายในประเทศ 38.79 ล้านคน
นางสาวปวีณา กล่าวว่า สำหรับแผนเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการควบคู่กับการเพิ่มรายได้นั้น AOT ได้มีการพิจารณาเพิ่มรูปแบบการให้บริการแบบ Premium Service ซึ่งเป็นบริการช่องทางพิเศษ ที่ท่าอากาศยานชั้นนำทั่วโลกนำมาใช้เพื่อเพิ่มทางเลือกและความสะดวกรวดเร็วให้แก่ผู้โดยสาร รวมทั้งช่วยบริหารจัดการและลดความแออัดภายในอาคารผู้โดยสาร
นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการกลับมาเปิดให้บริการร้านค้าปลอดอากร (Duty Free) ขาเข้า เพื่อเพิ่มทางเลือกและความสะดวกในการใช้บริการแก่ผู้โดยสารที่เดินทางเข้าประเทศ อีกทั้งจะเพิ่มแนวทางเพื่อการบริหารจัดการหลุมจอดอากาศยานให้สามารถรองรับเที่ยวบินที่เพิ่มมากขึ้น
พร้อมทั้งเปิดเผยเกี่ยวกับการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบท่าอากาศยาน โดยเปิดโอกาสให้เอกชนที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจมาร่วมลงทุนเพื่อต่อยอดรายได้ระยะยาว โดยขณะนี้มีรายได้เพิ่มจากกิจกรรมการพัฒนาพื้นที่ อาทิ การให้เช่าที่ดินแปลงศูนย์บริการและสนับสนุนกิจการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพิ่มเติม ที่จอดรถยนต์ ณ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ อีกทั้ง แปลงถนนวัดศรีวารีน้อย 723 ไร่ บริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
ขณะนี้มีเอกชนสนใจลงทุน 3-4 ราย ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจด้านโลจิสติกส์ ด้านการขนส่งสินค้าและบริหารจัดการคลังสินค้าที่มีศักยภาพในการเชื่อมต่อระบบการขนส่งสินค้าทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศได้สะดวก รวดเร็วมากยิ่งขึ้น จึงคาดว่าหากเปิดให้บริการจะช่วยลดระยะเวลากระบวนการส่งออก และนำเข้าสินค้าทางอากาศเหลือเพียง 3 ชั่วโมง
* : ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ AOT ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานหาดใหญ่
ผู้โดยสารกว่า 90% ต้องการ “ดิวตี้ฟรีขาเข้า”
ล่าสุด กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว “NewsPulse” โดยเปิดเผยว่า AOT อยู่ระหว่างการผลักดันให้กลับมาเปิดให้บริการ Duty Free ขาเข้าอีกครั้ง หลังจากที่บริษัทได้หยุดดำเนินการตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2567 เป็นต้นมา
“หลังหยุดให้ดำเนินการไปเราก็ติดตามผลกระทบของลูกค้าผู้ใช้สนามบินมาตลอดทั้งในมุมการบริการลูกค้า หรือ Level of Service ซึ่งสนามบินหลัก ๆ ทั่วโลกเขามีบริการนี้ ซึ่งจากการเก็บข้อมูลเราพบว่ามีเสียง Complain เข้ามาค่อนข้างเยอะมาก โดยผู้โดยสารกว่า 90% ต้องการให้เอาร้านค้าดิวตี้ฟรีขาเข้ากลับคืนมาเหมือนเดิม” นางสาวปวีณากล่าว
นางสาวปวีณากล่าวว่า บริษัทฯ ได้รายงานผลการศึกษาดังกล่าวนี้พร้อมสอบถามถึงผลลัพธ์จากการทดลองยกเลิกร้านค้าดิวตี้ฟรีขาเข้าว่าเป็นอย่างไรบ้าง เกิดประโยชน์ต่อประเทศหรือเป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลอยากให้ดำเนินการหรือไม่ไปยังสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เมื่อปีที่แล้ว และสอบถามไปอีกครั้งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยังไม่ได้รับคำตอบแต่อย่างใด
“ในความเป็นจริงแล้วแม้ว่าจะหยุดดำเนินการดิวตี้ฟรีขาเข้าแต่คนไทยที่เดินทางกลับเข้าประเทศยังนิยมซื้อเหล้าจากต่างประเทศกลับเข้ามา ทำให้เงินยิ่งรั่วไหลออกนอกประเทศมากขึ้น” นางสาวปวีณากล่าว และว่า AOT เองก็อยากได้คำตอบที่เร็วที่สุดว่าจะสามารถฟื้นร้านค้าดิวตี้ฟรีขาเข้าได้ตามที่ขอให้พิจารณาหรือไม่ ซึ่งหากมีการกลับมาเปิดให้บริการจริงนอกจากจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการจับจ่ายให้แก่นักเดินทางขาเข้าแล้วจะช่วยสร้างรายได้ในส่วนของธุรกิจ Non-Aero เพิ่มเติมให้กับท่าอากาศยานได้ด้วย
กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้เจรจากับกลุ่มคิงเพาเวอร์แล้ว เนื่องจากปัจจุบันสิทธิยังเป็นของคิงเพาเวอร์ตามสัญญาเดิมแต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ เนื่องจากยังมีข้อกังวลเรื่องการลงทุนที่สูงทั้งการปรับปรุงพื้นที่และการสต๊อกสินค้า
อย่างไรก็ตาม หากได้รับคำตอบจาก สสค. ให้ AOT กลับมาดำเนินการได้ บริษัทจะไม่ดำเนินการในแบบเดิม แต่จะทำเป็นโมเดลแบบผสมผสานเพื่อตอบโจทย์ทุกฝ่าย โดยมีเป้าหมายกลับมาให้บริการให้ได้ในเดือนตุลาคม 2569 นี้ หรือไตรมาส 1 ของงบประมาณ AOT หรืออย่างช้าที่สุดไม่เกินต้นปี 2570
อ่านเรื่องนี้เพิ่มเติม : AOT ทวงคืนดิ้วตี้ฟรีขาเข้า จี้ สศค.แจงหยุด 2 ปีประเทศได้ประโยชน์ไหม ดอดเจรจา “คิงเพาเวอร์” ผุด 3 โมเดลใหม่