จาก “เสือกระดาษ” สู่กฎจริง กขค.สกัดรายใหญ่ดึงเครดิตเทอมยาวถึง 180 วัน
บอร์ด กขค.เคาะร่างประกาศคุม Credit Term ระหว่างธุรกิจรายใหญ่-ค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่กับ SMEs หลังพบรายเล็กถูกยื้อจ่ายค่าสินค้า 60-180 วัน เงินทุนหมุนเวียนค้างในระบบกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี ยกระดับจาก “ไกด์ไลน์” ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2564 สู่กฎที่มีบทลงโทษ กำหนดสินค้าเกษตรไม่เกิน 30 วัน ภาคการค้า ผลิต และบริการไม่เกิน 45 วัน ฝ่าฝืนเจอค่าปรับทางปกครองสูงสุด 10% ของรายได้ปีที่กระทำผิด เตรียมเปิดประชาพิจารณ์ 15 วัน ก่อนคาดมีผลราวต้นเดือนกันยายน 2569
นางวรวรรณ ชิตอรุณ กรรมการในคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (บอร์ด กขค.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด กขค. เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 มีมติเห็นชอบร่างประกาศคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า เรื่อง การปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรมเกี่ยวกับระยะเวลาการให้สินเชื่อทางการค้า (Credit Term) ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ กับผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องเป็นเวลา 15 วัน ก่อนนำข้อคิดเห็นมาประมวลและออกประกาศอย่างเป็นทางการ คาดว่าจะบังคับใช้ได้ราวต้นเดือนกันยายน 2569
สาระสำคัญคือการยกระดับการกำกับพฤติกรรมการค้าของธุรกิจรายใหญ่ โดยเฉพาะค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ หรือโมเดิร์นเทรด จากปัจจุบันที่สำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าใช้เพียงแนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรมเกี่ยวกับ Credit Term มาตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งกำหนดให้สินค้าเกษตรมีระยะเวลาสินเชื่อการค้าไม่เกิน 30 วัน และภาคการค้า การผลิต และบริการไม่เกิน 45 วัน
ปัญหาที่พบคือ ธุรกิจรายใหญ่บางรายยังประวิงเวลาชำระค่าสินค้าเกินกำหนด ตั้งแต่ 60 วัน 90 วัน ไปจนถึง 180 วัน ส่งผลให้เงินทุนหมุนเวียนของ SMEs ค้างอยู่กับรายใหญ่กว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่การบังคับใช้ในรูปแบบไกด์ไลน์เดิมต้องเข้าสู่กระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริงและพิสูจน์พฤติกรรมการประวิงเวลา ทำให้การดำเนินการใช้เวลานาน
“จากการลงพื้นที่ของสำนักงาน กขค.พบปะภาคธุรกิจในต่างจังหวัด ได้รับการร้องเรียนจากรายเล็กจำนวนมากว่า โมเดิร์นเทรดรายใหญ่มักประวิงเวลาการจ่ายเงินค่าสินค้า บางรายนานถึง 180 วัน รวม ๆ แล้วปีละกว่า 200,000 ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่เงินเหล่านี้เป็นเงินของ SMEs” นางวรวรรณกล่าว
นางวรวรรณกล่าวว่า บางกรณีรายใหญ่ยังนำเงินที่ควรชำระแก่ SMEs ไปใช้ประโยชน์ด้านอื่น ทำให้ไม่ต้องกู้เงินจากสถาบันการเงินและไม่ต้องแบกรับต้นทุนดอกเบี้ย ขณะที่บางรายมีเงื่อนไขให้คู่ค้ายอมลดจำนวนเงินที่จะได้รับ หากต้องการรับเงินเร็วกว่ากำหนด ซึ่งสำนักงาน กขค.มองว่าเป็นพฤติกรรมที่สร้างความเสียเปรียบแก่รายเล็ก
“ยังนำเงินนี้ไปลงทุนอื่น โดยไม่ต้องกู้เงินจากแบงก์ ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย แต่ได้ประโยชน์มหาศาล ถ้าเปลี่ยนสภาพไกด์ไลน์ และมีผลบังคับใช้ รายใหญ่จะทำเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว จะมีความผิด และมีโทษตามกฎหมาย”
สำหรับร่างประกาศใหม่ ยังคงกำหนด Credit Term ไม่เกิน 30 วันสำหรับสินค้าเกษตร และไม่เกิน 45 วันสำหรับภาคการค้า การผลิต และบริการ โดยให้นับระยะเวลาตั้งแต่วันที่มีการส่งมอบสินค้าครบตามจำนวนหรือตามอัตราที่ตกลงกันไว้
พร้อมกำหนดห้ามรายใหญ่ประวิงเวลาจ่ายค่าสินค้าหรือบริการเกินกว่าระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่มีเหตุอันควร ห้ามเปลี่ยนแปลง Credit Term หรือเงื่อนไขอื่นภายใต้สัญญาโดยไม่มีเหตุอันควรหรือไม่แจ้งล่วงหน้า รวมถึงห้ามกำหนดเงื่อนไขพิเศษที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อการค้าที่สร้างภาระโดยไม่จำเป็นแก่คู่สัญญา
หากฝ่าฝืนจะมีความผิดตามมาตรา 82 แห่ง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า โดยมีโทษปรับทางปกครองไม่เกิน 10% ของรายได้ในปีที่กระทำผิด และหากเป็นการกระทำผิดในปีแรกของการประกอบธุรกิจ มีค่าปรับทางปกครองไม่เกิน 1 ล้านบาท นอกจากนี้ หากพฤติกรรมเข้าข่ายความผิดในฐานอื่น ก็อาจถูกพิจารณาตามมาตรา 50, 54 และ 55 ที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจเหนือตลาด การจำกัดการแข่งขัน หรือพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมได้ด้วย
นางวรวรรณกล่าวว่า เหตุผลที่ต้องยกระดับจากแนวทางปฏิบัติไปเป็นกฎที่บังคับใช้ได้ชัดเจน เนื่องจากที่ผ่านมาเมื่อพบการจ่ายเกิน 45 วัน สำนักงาน กขค.ยังต้องสอบสวนและพิสูจน์เจตนาว่ามีการประวิงเวลาหรือไม่ ทำให้กระบวนการดำเนินคดียืดเยื้อ ขณะที่ประกาศใหม่จะทำให้หลักเกณฑ์ชัดเจนขึ้น
ที่ผ่านมา มีเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับ Credit Term ราว 10-20 กรณี ครอบคลุมทั้งโมเดิร์นเทรด ธุรกิจปิโตรเคมี และกรณีผู้รับเหมาก่อสร้างกับธนาคาร แต่หลายกรณียังอยู่ในกระบวนการสอบสวน โดยหนึ่งในปัญหาสำคัญคือ SMEs จำนวนมากไม่กล้าร้องเรียน เพราะกังวลว่าจะถูกคู่ค้ารายใหญ่ตัดช่องทางจำหน่ายสินค้า
นอกจากนี้ จากการลงพื้นที่ยังพบว่า SMEs บางส่วนไม่ทราบว่าตนเองมีสิทธิได้รับชำระเงินภายในกรอบ Credit Term ที่กำหนด และบางรายมองว่าการรอเงิน 3 เดือนเป็นเรื่องปกติ ขณะที่บางรายแม้ต้องการร้องเรียน แต่ไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน เนื่องจากกังวลว่าจะกระทบความสัมพันธ์ทางการค้ากับรายใหญ่
สำนักงาน กขค.จึงเตรียมทำงานเชิงรุกมากขึ้น ทั้งการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อ ลงพื้นที่พบผู้ประกอบการโดยตรง และประสานเครือข่ายสมาคมและสมาพันธ์ SMEs รวมถึงภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างการรับรู้ถึงสิทธิของผู้ประกอบการรายเล็ก โดยที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่ในหลายจังหวัด เช่น เชียงใหม่ เชียงราย น่าน และกระบี่ และพบกรณีที่ผู้ประกอบการต้องรอรับเงินค่าสินค้านานถึง 6 เดือน
“สำนักงาน กขค.จะทำงานเชิงรุกมากขึ้น โดยลงพื้นที่ไปพูดคุยกับภาคธุรกิจ และเกาะติดพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมอย่างใกล้ชิด ไม่รอให้รายเล็กร้องเรียนเข้ามาเพียงอย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว” นางวรวรรณกล่าว