30 ปี SomapaIT: ‘ทักษิณ‘ ชี้ AI-โดรน-ไซเบอร์ ภัยคุกคามยุคใหม่
‘ทักษิณ’ ขึ้นปาฐกถา 30 ปี SomapaIT เตือนไทยรับมือภัยคุกคามเทคโนโลยีโลก
บริษัท โสมาภา อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SomapaIT จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปีแห่งการดำเนินธุรกิจ ภายใต้แนวคิด “Breaking Through the Global” เพื่อก้าวสู่บทใหม่ขององค์กรเทคโนโลยีไทย ผู้พร้อมขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการการผ่านแดน ความมั่นคงปลอดภัย และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยกระดับมาตรฐานเทคโนโลยีของประเทศไทยสู่เวทีสากล
งานนี้ได้รับเกียรติจากผู้แทนรัฐบาล ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ผู้แทนทางการทูตจากนานาประเทศ พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้บริหารองค์กรชั้นนำเข้าร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการได้รับเกียรติจาก ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 23 ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ความท้าทายด้านความมั่นคงในโลกยุคใหม่ : เทคโนโลยีและความร่วมมือระหว่างประเทศ”
ย้อนรอยกำเนิดระบบตรวจคนเข้าเมือง จุดเริ่มต้น SomapaIT
ดร.ทักษิณ เริ่มต้นการปาฐกถาแสดงความยินดีกับการเติบโตของ SomapaIT บริษัทเทคฯ Made in Thailand ที่มามานานเข้าปีที่ 30 พร้อมย้อนรอยถึงจุดเริ่มต้นของระบบบริหารจัดการข้อมูลผู้โดยสารล่วงหน้า (Advance Passenger Information Service หรือ APIS) ในประเทศไทยว่า
มีจุดเริ่มต้นมาจากเหตุการณ์ก่อวินาศกรรม 9/11 ในยุคประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ของสหรัฐฯ ซึ่งขณะนั้นตนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และประเทศไทยได้ตอบรับข้อเสนอในการจัดตั้งระบบคัดกรองและตรวจสอบผู้โดยสารล่วงหน้าเพื่อความมั่นคงปลอดภัย
จนทำให้ SomapaIT นำแนวคิดดังกล่าวมาพัฒนาเป็นระบบคัดกรองระดับสากล และขยายธุรกิจจนเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน
เตือนไทยรับมือภัยคุกคามยุคใหม่ “สงครามเทคโนโลยี-โดรน-หุ่นยนต์”
อดีตนายกรัฐมนตรี ย้ำถึงวิกฤตและความท้าทายด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนรูปแบบไปจากอดีต โดยชี้ว่ารูปแบบการรบในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงการรบแบบดั้งเดิม (Conventional Warfare) ดังเช่นกรณีชายแดนทั่วไป แต่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่สงครามไร้รูปแบบและเทคโนโลยีขั้นสูง
“ภัยคุกคามสมัยใหม่ไม่เหมือนก่อนแล้ว เราจะมาเตรียมอาวุธแบบ Conventional แบบเดิมๆ คงไม่ได้แล้ว… ประเทศไทยต้องเตรียมตัวเรื่องเทคโนโลยีพวกนี้ ถ้า 1. ถูกสตางค์ 2. มีประสิทธิภาพ 3. มันไม่สูญเสียชีวิตผู้คน”
ทั้งนี้ ได้ยกตัวอย่างการใช้โดรนโจมตีและขีปนาวุธในตะวันออกกลาง รวมถึงการประยุกต์ใช้คามิคาเซ่โดรน โดรนลาดตระเวน เทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robotics) และระบบต่อต้านโดรน (Anti-drone) เข้ามาช่วยในภารกิจความมั่นคงและการป้องกันปัญหายาเสพติด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความสูญเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ และประหยัดงบประมาณ
อีกตัวหนึ่งที่กำลังมาแรงก็คือเรื่องหุ่นยนต์ ใครเคยได้ยินบริษัท Unitree ของจีนไหม เจ้าของบริษัทตอนอายุ 14 ไปเรียนหนังสืออยู่อเมริกา ก็ฝึกทำหุ่นยนต์อยู่ในหอพัก สุดท้ายมาทำบริษัท Unitree ที่จีน
กลับมาเมืองจีน ส่งออกโดรน ส่งออกหุ่นยนต์ Robotics ประมาณ 70% ของโลก หุ่นยนต์ที่เป็นหมา ไปซื้อของได้ แล้วก็เป็นทหารยิงปืนได้ ก็จากบริษัทนี้ ซึ่งผมจะไปจีน 2-3 วันนี้ เขาก็จะมาพรีเซนต์ให้ดูทั้งหมด
โครงสร้างเศรษฐกิจ-AI สั่นคลอนตลาดแรงงาน
ในมิติเศรษฐกิจ อดีตนายก ระบุว่า AI กำลังเข้ามาดิสรัปต์และเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรจากรูปทรง ‘พีระมิด’ ไปสู่รูปทรง ‘เพชร’ ส่งผลให้ตลาดแรงงานและรูปแบบองค์กรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
“ต่อไปเด็กจบใหม่จะหาทำงานยาก ต้องไปฝึกความชำนาญตั้งแต่เรียนหนังสือ ถ้าเป็นเด็กจบมาใหม่ได้ปริญญาอย่างเดียว… ไม่มีงานทำ เพราะเขาใช้ AI ทำแทนหมด”
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงความก้าวหน้าของ Agentic AI ที่จะเข้ามาสวมบทบาทเป็นพนักงานในองค์กร รวมถึงการเตรียมความพร้อมรองรับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ที่มุ่งเน้นการเป็นผู้ประกอบการเพื่อขับเคลื่อน GDP และเด็กยุค Gen Beta จะเรียนรู้ผ่าน AI และก้าวข้ามระบบการศึกษารูปแบบเดิมในมหาวิทยาลัย
พวกเราอาจจะบ่นว่า
ในประเทศไทย คน Gen Z
ไม่อดทน ทำงาน
ก็อยากจะเปลี่ยนงานไปเรื่อย
แต่ความจริงแล้ว
Gen Z ชอบเป็นเถ้าแก่
ชอบเป็นผู้ประกอบการเอง
คนเหล่านี้เลยกลายเป็น
‘นักสร้างเศรษฐกิจ’
สร้างเศรษฐกิจให้กับโลก
ส่วน Gen Beta ที่เกิดปี 2025 เป็นต้นไป เขาบอกว่าจะไม่มีปริญญา เขาจะไม่สนใจระบบการศึกษาอย่างเป็นทางการ แล้วจะโตขึ้นมาและเรียนรู้จาก AI
คุณภาพการศึกษาเรายังไม่ดีพอ เพราะเราไปมุ่งเอาปริญญามากกว่าความรู้… วันนี้ต้องเริ่มผลิตนักวิทยาศาสตร์มากขึ้น ไม่งั้นก็ตามโลกไม่ทัน
Cybersecurity และวิกฤตพลังงาน รัฐต้องเร่งแก้
ทั้งเตือนถึงภัยคุกคามด้านความมั่นคงไซเบอร์ (Cybersecurity) ที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน
“เรื่องจะใหญ่กว่านั้น ถ้าเขาแฮกระบบส่งน้ำส่งไฟของเรา ระบบที่มันเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของคนไทยถูกรบกวน พังหมดนะครับ… อันนี้เดือดร้อนกันหมด”
ขณะเดียวกัน ด้านพลังงาน รัฐบาลจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างไปสู่พลังงานสะอาด (Renewable Energy) พัฒนาระบบ Digital Grid และ Smart Meter เพื่อลดการผูกขาด เปิดเสรีให้ประชาชนเลือกใช้พลังงานที่เหมาะสม และลดต้นทุนค่าไฟฟ้าของประเทศเพื่อจูงใจนักลงทุนต่างชาติ
ฟื้นฟู Rule of Law – Confidence ยกเครื่องระบบราชการ
ในช่วงท้าย ดร.ทักษิณ ได้เสนอแนวทางในการขับเคลื่อนประเทศภายใต้ระบบทุนนิยมว่า ต้องอาศัยหัวใจสำคัญ 2 ประการ ได้แก่:
- Trust (ความไว้วางใจ) : โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยึดมั่นใน Rule of Law (หลักนิติธรรม) ที่โปร่งใส ชัดเจน และเป็นสากล
“คำว่า Rule of Law มันไม่ใช่แค่กฎหมาย แต่มันหมายถึงเศรษฐกิจด้วย วันนี้เราจะต้องคิดว่าเราจะนำ Rule of Law กลับมาให้ประเทศไทย ดูที่น่าเชื่อถืออย่างไร”
- Confidence (ความเชื่อมั่น) : ผ่านการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เร่งปรับลดขนาดและเพิ่มประสิทธิภาพระบบราชการไทยที่มีจำนวนข้าราชการสูงถึงกว่า 3 ล้านคน โดยการนำระบบ AI และความทันสมัยเข้ามาช่วยบริหารจัดการ พร้อมเสนอให้มีการ “ยกเลิกกฎหมายเก่าที่เป็นอุปสรรค” จากที่มีอยู่มากกว่าแสนฉบับ แทนการออกกฎหมายใหม่ซ้ำซ้อน
“การเพิ่มข้าราชการ รัฐไม่มีปัญญาเลี้ยงนะ… เลยเป็นภาระประชาชนต้องช่วยเลี้ยงดูข้าราชการ ทางตรงและทางอ้อมด้วย งั้นวันนี้ในเมื่อ AI เข้ามา ระบบราชการอุ้ยอ้ายขนาดนี้… ทำยังไงถึงจะคุมอัตรากำลังคนภาครัฐ ทำยังไงถึงจะให้ AI เข้ามาทำงานได้”
ดร.ทักษิณ สรุปทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องประเมินความพร้อมของตนเองอย่างจริงจัง และวางยุทธศาสตร์ความร่วมมือเชิงรุก (Strategic Partnership) ร่วมกับประเทศพันธมิตรมหาอำนาจในนานาชาติ เพื่อจับมือกันแก้ไขปัญหาความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม ให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดของโลกในอนาคต
SomapaIT ขยายรากฐานเทคโนโลยีไทยสู่ระดับโลก

ดร.นำโชค โสมาภา ผู้ก่อตั้ง บริษัท โสมาภา อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การเดินทางตลอด 30 ปีที่ผ่านมาเกิดจากความตั้งใจที่จะพัฒนาระบบบริหารจัดการการผ่านแดน และระบบตรวจคนเข้าเมืองของคนไทย เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ วิสัยทัศน์ “Breaking Through the Global” ไม่ใช่เพียงการขยายธุรกิจ แต่เป็นการยกระดับนวัตกรรมไทยให้ได้รับความเชื่อมั่นในระดับสากล ผ่านเทคโนโลยีที่มีความรับผิดชอบและโปร่งใส

ด้าน คุณศุภประเสริฐ วงศ์สุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวเสริมถึงศักยภาพของบริษัทในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีการบริหารจัดการการผ่านแดน (Border Management Technology) และระบบข้อมูลผู้โดยสาร ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากท่าอากาศยานในไทย รวมถึงโครงการสำคัญในต่างประเทศ เช่น สปป.ลาว (ระบบ APPS และ PNR), ปาปัวนิวกินี (ระบบ PNGDAC) และสาธารณรัฐไลบีเรีย (ระบบ Entry/Exit System)
นอกจากนี้ SomapaIT ยังได้รับการยอมรับผ่านรางวัล ASOCIO Global Business Service Award และกำลังเร่งพัฒนานวัตกรรม AI อย่างต่อเนื่อง เช่น ระบบ AI Risk Scoring สำหรับวิเคราะห์ความเสี่ยงคัดกรองบุคคลเข้า-ออกประเทศ และแอปพลิเคชัน InfoSurf ผู้ช่วยอัจฉริยะที่นำฐานข้อมูลจริงระดับ Billion Transactions มาประมวลผลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ได้อย่างแม่นยำ
มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกับสังคม
นอกเหนือจากการพัฒนาเทคโนโลยี SomapaIT ยังตระหนักถึงการคืนคุณค่าสู่สังคม โดยในโอกาสครบรอบ 30 ปี บริษัทได้ดำเนินโครงการ 30 ปี 30 ทุน มอบทุนการศึกษาแก่โรงเรียนพระดาบส เพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาและร่วมพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ พร้อมยึดมั่นในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของภูมิภาคอย่างยั่งยืนต่อไป