เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (11 ส.ค. 69) พุ่งขึ้น 1,150 บาท ทองรูปพรรณ 69,800 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (11 ส.ค. 69) พุ่งขึ้น 1,150 บาท ทองรูปพรรณ 69,800 บาท
TCAP โชว์กำไรพุ่งแรงกว่า 20% ทั้งงวดไตรมาส 2-ครึ่งปีแรก เดินหน้าซื้อหุ้นคืนวงเงิน 7.5 พันล้าน
Finance TCAP โชว์กำไรพุ่งแรงกว่า 20% ทั้งงวดไตรมาส 2-ครึ่งปีแรก เดินหน้าซื้อหุ้นคืนวงเงิน 7.5 พันล้าน
รัฐบาลยันมีเงินรับมือ-เยียวยา ‘เอลนีโญ’ ไม่พอมีงบกลาง
Politics รัฐบาลยันมีเงินรับมือ-เยียวยา ‘เอลนีโญ’ ไม่พอมีงบกลาง
ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม จากความไม่แน่นอนของการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
Economic ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม จากความไม่แน่นอนของการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
‘วราวุธ’ รับ ‘เอกนัฏ’ ขอดึงปลัดกระทรวงอุตฯ ไปคุมพลังงาน ชี้คนใหม่เป็นลูกหม้อ
Politics ‘วราวุธ’ รับ ‘เอกนัฏ’ ขอดึงปลัดกระทรวงอุตฯ ไปคุมพลังงาน ชี้คนใหม่เป็นลูกหม้อ
SET วันนี้ (11 ส.ค.) คาดกรอบ 1,615-1,645 จุด EPS ทุบสถิติ “นิวไฮ” ตั้งแต่ตั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ
Finance SET วันนี้ (11 ส.ค.) คาดกรอบ 1,615-1,645 จุด EPS ทุบสถิติ “นิวไฮ” ตั้งแต่ตั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ
ไทยประกันชีวิต เร่งจ่ายสินไหมผู้เสียชีวิต เหตุกราดยิง ร.ร.เทพศิรินทร์ นนทบุรี 1.15 ล้านบาท
Finance ไทยประกันชีวิต เร่งจ่ายสินไหมผู้เสียชีวิต เหตุกราดยิง ร.ร.เทพศิรินทร์ นนทบุรี 1.15 ล้านบาท
ถูกใจชาวดอย ! ทองพุ่งทะลุ 4,400 ดอลลาร์ สูงสุดรอบ 10 สัปดาห์
Finance ถูกใจชาวดอย ! ทองพุ่งทะลุ 4,400 ดอลลาร์ สูงสุดรอบ 10 สัปดาห์
ค่าเงินบาทวันนี้ (11 ส.ค. 69) เปิดตลาด 33.02 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (11 ส.ค. 69) เปิดตลาด 33.02 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
จับตา! ครม. ตั้ง-โยก “ปลัดกระทรวงเศรษฐกิจ” เคาะแผนความปลอดภัยในโรงเรียน
Politics จับตา! ครม. ตั้ง-โยก “ปลัดกระทรวงเศรษฐกิจ” เคาะแผนความปลอดภัยในโรงเรียน
ดูทั้งหมด

นักวิชาการเปิดแนวทางดูแล-ป้องกันใจเด็ก หลังเหตุรุนแรงในสถานศึกษา

10 ส.ค. 2569 | 15:33น.

จากเหตุการณ์ความรุนแรงและสภาวะฉุกเฉินที่เกิดขึ้นภายในสถานศึกษา จุฬาฯ จัดเสวนา “เสริมเกราะ สร้างแกร่ง ความปลอดภัยในโรงเรียน” เปิดเวทีให้นักวิชาการร่วมเสนอแนวทางสร้างสถานศึกษาให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย ทั้งในมิติการบริหารจัดการ การดูแลสุขภาพจิตเด็ก-เยาวชน และการสร้างระบบป้องกันและรับมือภาวะวิกฤต 

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสถานศึกษาที่จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายราย โดยหน่วยงานภาครัฐได้เข้าดูแลสถานการณ์และประสานการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ 

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้สังคมไทยกลับมาตั้งคำถามสำคัญว่า การสร้างสถานศึกษาที่ปลอดภัยจำเป็นต้องดำเนินการอย่างไร และจะป้องกันไม่ให้ความสูญเสียในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำได้อย่างไร

ตลอดจนบทบาทของสื่อและสังคมในการสื่อสารอย่างรับผิดชอบ ภายหลังเกิดเหตุความรุนแรงในสถานศึกษา ซึ่งสร้างความสูญเสียและส่งผลกระทบต่อครู นักเรียน ครอบครัว และสังคมในวงกว้าง

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าแท้จริงแล้วเป็นปัญหาจากภายในจิตใจมนุษย์ ศาสตร์ด้านจิตวิทยาและการเรียนรู้จะช่วยเพิ่มพูนปัญญาให้รู้จักจัดการความโกรธ ซึ่งมักเกิดจากความรู้สึกไม่ได้รับความเคารพเมื่อสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามที่ปรารถนา แม้จะไม่สามารถหยุดพฤติกรรมการกลั่นแกล้ง หรือบูลลี่ ได้อย่างสิ้นเชิง แต่สถานศึกษาสามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้เด็กได้ และต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความไว้วางใจ

นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นว่าโซเชียลมีเดียและอินฟลูเอนเซอร์ได้เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตและจิตใจของเด็กและเยาวชนอย่างลึกซึ้ง การเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นบนโลกโซเชียลอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า และความก้าวร้าวที่เกิดขึ้นบางครั้งก็เป็นกลไกในการลดทอนความโกรธของตนเอง จึงควรฝึกฝนวิธีถอนตัวจากความโกรธ ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญทั้งในรั้วมหาวิทยาลัยและในองค์กรทั่วไป

“ภูมิคุ้มกันทางปัญญามีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าภูมิคุ้มกันทางจิตใจ และมหาวิทยาลัยควรเชื่อมโยงกับโรงเรียนให้มากขึ้น”

โรงเรียนต้องปลอดภัยทั้งกายและใจ

รองศาสตราจารย์ ดร.ธีรภัทร เปิดเผยว่า สถานศึกษาที่ปลอดภัยควรเป็นพื้นที่ที่ไม่สร้างความกดดัน โดยอาจนำแนวปฏิบัติจากต่างประเทศมาปรับใช้ เช่น การเพิ่มเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและการตรวจตราที่จำเป็น แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือต้องมีความชัดเจนว่า เมื่อพบข้อมูลเสี่ยง เช่น อาวุธหรือยาเสพติด จะต้องแจ้งใครและดำเนินการอย่างไร หากไม่มีช่องทางที่ชัดเจนและไม่มีการดำเนินการใด ๆ เกิดขึ้น นักเรียนก็จะสูญเสียความเชื่อใจ 

ทั้งนี้เหตุการณ์ความรุนแรงมักมีสัญญาณเตือนอยู่เสมอ จึงจำเป็นต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เด็กรู้สึกไว้ใจได้อย่างเป็นรูปธรรม

พร้อมฝากถึงหน่วยงานต้นสังกัดของโรงเรียนว่า ความปลอดภัยในโรงเรียนไม่ใช่เพียงเรื่องทางกายภาพเท่านั้น แต่ต้องลงทุนในกลไกเชิงระบบทั้งหมด รวมถึงความปลอดภัยในเชิงความสัมพันธ์ 

“หากเด็กไม่รู้สึกปลอดภัย โรงเรียนก็ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย”

จำเป็นต้องทำให้เด็กรู้สึกว่าสามารถเล่าเรื่องราวให้ผู้อื่นฟังได้ เกิดความเชื่อมโยงระหว่างกัน ขณะที่ครูและบุคลากรก็ต้องได้รับการพัฒนาศักยภาพเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเหล่านี้ 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีตำแหน่งนักจิตวิทยาประจำโรงเรียนอย่างเป็นทางการ ขณะที่โรงเรียนเอกชนหรือโรงเรียนนานาชาติหลายแห่งมีตำแหน่งนี้แล้ว จึงอยากให้กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพื่อสร้างความปลอดภัยในโรงเรียน

นักจิตวิทยาประจำโรงเรียนยังขาดแคลน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พนิตา มองว่า ในเชิงนโยบายและโครงสร้าง ประเทศไทยยังขาดนักจิตวิทยาประจำโรงเรียนอย่างจริงจัง ทั้งที่เด็กต้องการมีคนที่ไว้ใจและพูดคุยด้วยได้ การคาดหวังให้ครูทำหน้าที่ดูแลจิตใจนักเรียนเป็นประจำทุกวันควบคู่ไปกับภาระงานอื่นนั้นเป็นเรื่องยาก 

หากมีนักจิตวิทยาประจำโรงเรียนจะช่วยแบ่งเบาภาระตรงนี้ได้ และยังเป็นบุคคลที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับนักเรียนโดยตรง ซึ่งทางคณะจิตวิทยาก็ได้ให้ความช่วยเหลือแก่สถาบันการศึกษาอื่น ๆ มาโดยตลอด

“ขณะนี้สังคมเต็มไปด้วยความกังวล ความกลัว ความโกรธ และความอยากรู้ว่าเหตุการณ์เกิดจากปัจจัยใด แต่พฤติกรรมมนุษย์มีปัจจัยที่หลากหลาย การค้นหาสาเหตุควรมุ่งเพื่อหาแนวทางป้องกัน มิใช่เพื่อชี้ตัวว่าใครคือคนเลว”

สถาบันการศึกษา โดยเฉพาะครู มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลจิตใจนักเรียน ขณะเดียวกันสภาพจิตใจของครูเองก็ต้องได้รับการดูแลเช่นกัน

สร้างระบบนิเวศแห่งความไว้ใจ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐสุดา คณบดีคณะจิตวิทยา ได้เสนอแนวทางเพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก โดยเสนอให้สร้างระบบนิเวศแห่งความไว้ใจ (Trust Ecosystem) เพื่อเสริมสร้างสุขภาพจิตที่ดี ประกอบด้วย

1. สร้างวัฒนธรรมใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลจิตใจเด็กอย่างเข้มแข็ง ส่งเสริมปัจจัยเชิงบวก โดยมองว่าความไว้ใจ (Trust) คือนิยามของความปลอดภัยทั้งทางกายและทางใจ

2. สร้างองค์ความรู้ควบคู่กับวัฒนธรรม โดยปลูกฝังตั้งแต่ชั้นอนุบาล ให้เด็กรู้จักวิธีเป็นเพื่อนที่ดี และควรบรรจุเนื้อหาเหล่านี้ไว้ในระบบการศึกษาตั้งแต่ต้น พร้อมสร้างเครือข่ายภายในโรงเรียนที่ช่วยดูแลสุขภาพจิตทั้งของครูและนักเรียน รวมถึงเชื่อมโยงเครือข่ายทรัพยากรระดับประเทศ เพื่อระบุได้ว่าใครคือพื้นที่ปลอดภัยที่จะช่วยสร้างความปลอดภัยในโรงเรียนได้อย่างแท้จริง

สื่อควรยึดหลัก No Frame No Name

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เจษฎา จากคณะนิเทศศาสตร์ กล่าวถึงหลักการรายงานข่าวที่เหมาะสม โดยยกตัวอย่างกรณีเหตุกราดยิงที่ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งสื่อมวลชนใช้หลัก “No Frame, No Name” คือไม่เปิดเผยภาพและชื่อของผู้ก่อเหตุ เพื่อไม่ให้เกิดการให้ตัวตนหรือชื่อเสียงแก่ผู้กระทำผิด

นอกจากนี้ยังเสนอแนวทาง การสื่อสารข่าวโดยคำนึงถึงบาดแผลทางใจ (Trauma-Informed Journalism) เนื่องจากการนำเสนอข่าวซ้ำ ๆ อาจสร้างบาดแผลทางใจให้กับผู้ถูกกระทำ สื่อจึงไม่ควรขยายความ เล่าเป็นเรื่องดราม่า หรือลงรายละเอียดของเหตุการณ์มากเกินไป เพราะอาจนำไปสู่พฤติกรรมเลียนแบบได้ในที่สุด

ดร.เจษฎา ฝากถึงสื่อมวลชนและผู้ปกครองว่า สิ่งสำคัญในขณะนี้ไม่ใช่การแข่งขันกันนำเสนอข่าวด้วยความรวดเร็ว หรือแข่งกันเป็นสำนักข่าวแรกที่รายงาน จริยธรรมของสื่อจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากผู้ปกครองไม่มีทางทราบได้ทั้งหมดว่าบุตรหลานเข้าถึงเนื้อหาใดบ้าง แพลตฟอร์มต่าง ๆ จึงต้องมีความรับผิดชอบในการคัดกรองและป้องกัน 

ขณะเดียวกันสังคมต้องมีความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ก่อนตัดสินใครควรลองคิดว่า หากผู้นั้นเป็นคนในครอบครัวของเรา เราจะยังอยากถามคำถามเหล่านี้อยู่หรือไม่