นักวิชาการเปิดแนวทางดูแล-ป้องกันใจเด็ก หลังเหตุรุนแรงในสถานศึกษา
จากเหตุการณ์ความรุนแรงและสภาวะฉุกเฉินที่เกิดขึ้นภายในสถานศึกษา จุฬาฯ จัดเสวนา “เสริมเกราะ สร้างแกร่ง ความปลอดภัยในโรงเรียน” เปิดเวทีให้นักวิชาการร่วมเสนอแนวทางสร้างสถานศึกษาให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย ทั้งในมิติการบริหารจัดการ การดูแลสุขภาพจิตเด็ก-เยาวชน และการสร้างระบบป้องกันและรับมือภาวะวิกฤต
เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสถานศึกษาที่จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายราย โดยหน่วยงานภาครัฐได้เข้าดูแลสถานการณ์และประสานการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้สังคมไทยกลับมาตั้งคำถามสำคัญว่า การสร้างสถานศึกษาที่ปลอดภัยจำเป็นต้องดำเนินการอย่างไร และจะป้องกันไม่ให้ความสูญเสียในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำได้อย่างไร
ตลอดจนบทบาทของสื่อและสังคมในการสื่อสารอย่างรับผิดชอบ ภายหลังเกิดเหตุความรุนแรงในสถานศึกษา ซึ่งสร้างความสูญเสียและส่งผลกระทบต่อครู นักเรียน ครอบครัว และสังคมในวงกว้าง
ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าแท้จริงแล้วเป็นปัญหาจากภายในจิตใจมนุษย์ ศาสตร์ด้านจิตวิทยาและการเรียนรู้จะช่วยเพิ่มพูนปัญญาให้รู้จักจัดการความโกรธ ซึ่งมักเกิดจากความรู้สึกไม่ได้รับความเคารพเมื่อสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามที่ปรารถนา แม้จะไม่สามารถหยุดพฤติกรรมการกลั่นแกล้ง หรือบูลลี่ ได้อย่างสิ้นเชิง แต่สถานศึกษาสามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้เด็กได้ และต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความไว้วางใจ
นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นว่าโซเชียลมีเดียและอินฟลูเอนเซอร์ได้เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตและจิตใจของเด็กและเยาวชนอย่างลึกซึ้ง การเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นบนโลกโซเชียลอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า และความก้าวร้าวที่เกิดขึ้นบางครั้งก็เป็นกลไกในการลดทอนความโกรธของตนเอง จึงควรฝึกฝนวิธีถอนตัวจากความโกรธ ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญทั้งในรั้วมหาวิทยาลัยและในองค์กรทั่วไป
“ภูมิคุ้มกันทางปัญญามีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าภูมิคุ้มกันทางจิตใจ และมหาวิทยาลัยควรเชื่อมโยงกับโรงเรียนให้มากขึ้น”
โรงเรียนต้องปลอดภัยทั้งกายและใจ
รองศาสตราจารย์ ดร.ธีรภัทร เปิดเผยว่า สถานศึกษาที่ปลอดภัยควรเป็นพื้นที่ที่ไม่สร้างความกดดัน โดยอาจนำแนวปฏิบัติจากต่างประเทศมาปรับใช้ เช่น การเพิ่มเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและการตรวจตราที่จำเป็น แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือต้องมีความชัดเจนว่า เมื่อพบข้อมูลเสี่ยง เช่น อาวุธหรือยาเสพติด จะต้องแจ้งใครและดำเนินการอย่างไร หากไม่มีช่องทางที่ชัดเจนและไม่มีการดำเนินการใด ๆ เกิดขึ้น นักเรียนก็จะสูญเสียความเชื่อใจ
ทั้งนี้เหตุการณ์ความรุนแรงมักมีสัญญาณเตือนอยู่เสมอ จึงจำเป็นต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เด็กรู้สึกไว้ใจได้อย่างเป็นรูปธรรม
พร้อมฝากถึงหน่วยงานต้นสังกัดของโรงเรียนว่า ความปลอดภัยในโรงเรียนไม่ใช่เพียงเรื่องทางกายภาพเท่านั้น แต่ต้องลงทุนในกลไกเชิงระบบทั้งหมด รวมถึงความปลอดภัยในเชิงความสัมพันธ์
“หากเด็กไม่รู้สึกปลอดภัย โรงเรียนก็ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย”
จำเป็นต้องทำให้เด็กรู้สึกว่าสามารถเล่าเรื่องราวให้ผู้อื่นฟังได้ เกิดความเชื่อมโยงระหว่างกัน ขณะที่ครูและบุคลากรก็ต้องได้รับการพัฒนาศักยภาพเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเหล่านี้
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีตำแหน่งนักจิตวิทยาประจำโรงเรียนอย่างเป็นทางการ ขณะที่โรงเรียนเอกชนหรือโรงเรียนนานาชาติหลายแห่งมีตำแหน่งนี้แล้ว จึงอยากให้กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพื่อสร้างความปลอดภัยในโรงเรียน

นักจิตวิทยาประจำโรงเรียนยังขาดแคลน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พนิตา มองว่า ในเชิงนโยบายและโครงสร้าง ประเทศไทยยังขาดนักจิตวิทยาประจำโรงเรียนอย่างจริงจัง ทั้งที่เด็กต้องการมีคนที่ไว้ใจและพูดคุยด้วยได้ การคาดหวังให้ครูทำหน้าที่ดูแลจิตใจนักเรียนเป็นประจำทุกวันควบคู่ไปกับภาระงานอื่นนั้นเป็นเรื่องยาก
หากมีนักจิตวิทยาประจำโรงเรียนจะช่วยแบ่งเบาภาระตรงนี้ได้ และยังเป็นบุคคลที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับนักเรียนโดยตรง ซึ่งทางคณะจิตวิทยาก็ได้ให้ความช่วยเหลือแก่สถาบันการศึกษาอื่น ๆ มาโดยตลอด
“ขณะนี้สังคมเต็มไปด้วยความกังวล ความกลัว ความโกรธ และความอยากรู้ว่าเหตุการณ์เกิดจากปัจจัยใด แต่พฤติกรรมมนุษย์มีปัจจัยที่หลากหลาย การค้นหาสาเหตุควรมุ่งเพื่อหาแนวทางป้องกัน มิใช่เพื่อชี้ตัวว่าใครคือคนเลว”
สถาบันการศึกษา โดยเฉพาะครู มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลจิตใจนักเรียน ขณะเดียวกันสภาพจิตใจของครูเองก็ต้องได้รับการดูแลเช่นกัน
สร้างระบบนิเวศแห่งความไว้ใจ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐสุดา คณบดีคณะจิตวิทยา ได้เสนอแนวทางเพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก โดยเสนอให้สร้างระบบนิเวศแห่งความไว้ใจ (Trust Ecosystem) เพื่อเสริมสร้างสุขภาพจิตที่ดี ประกอบด้วย
1. สร้างวัฒนธรรมใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลจิตใจเด็กอย่างเข้มแข็ง ส่งเสริมปัจจัยเชิงบวก โดยมองว่าความไว้ใจ (Trust) คือนิยามของความปลอดภัยทั้งทางกายและทางใจ
2. สร้างองค์ความรู้ควบคู่กับวัฒนธรรม โดยปลูกฝังตั้งแต่ชั้นอนุบาล ให้เด็กรู้จักวิธีเป็นเพื่อนที่ดี และควรบรรจุเนื้อหาเหล่านี้ไว้ในระบบการศึกษาตั้งแต่ต้น พร้อมสร้างเครือข่ายภายในโรงเรียนที่ช่วยดูแลสุขภาพจิตทั้งของครูและนักเรียน รวมถึงเชื่อมโยงเครือข่ายทรัพยากรระดับประเทศ เพื่อระบุได้ว่าใครคือพื้นที่ปลอดภัยที่จะช่วยสร้างความปลอดภัยในโรงเรียนได้อย่างแท้จริง
สื่อควรยึดหลัก No Frame No Name
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เจษฎา จากคณะนิเทศศาสตร์ กล่าวถึงหลักการรายงานข่าวที่เหมาะสม โดยยกตัวอย่างกรณีเหตุกราดยิงที่ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งสื่อมวลชนใช้หลัก “No Frame, No Name” คือไม่เปิดเผยภาพและชื่อของผู้ก่อเหตุ เพื่อไม่ให้เกิดการให้ตัวตนหรือชื่อเสียงแก่ผู้กระทำผิด
นอกจากนี้ยังเสนอแนวทาง การสื่อสารข่าวโดยคำนึงถึงบาดแผลทางใจ (Trauma-Informed Journalism) เนื่องจากการนำเสนอข่าวซ้ำ ๆ อาจสร้างบาดแผลทางใจให้กับผู้ถูกกระทำ สื่อจึงไม่ควรขยายความ เล่าเป็นเรื่องดราม่า หรือลงรายละเอียดของเหตุการณ์มากเกินไป เพราะอาจนำไปสู่พฤติกรรมเลียนแบบได้ในที่สุด
ดร.เจษฎา ฝากถึงสื่อมวลชนและผู้ปกครองว่า สิ่งสำคัญในขณะนี้ไม่ใช่การแข่งขันกันนำเสนอข่าวด้วยความรวดเร็ว หรือแข่งกันเป็นสำนักข่าวแรกที่รายงาน จริยธรรมของสื่อจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากผู้ปกครองไม่มีทางทราบได้ทั้งหมดว่าบุตรหลานเข้าถึงเนื้อหาใดบ้าง แพลตฟอร์มต่าง ๆ จึงต้องมีความรับผิดชอบในการคัดกรองและป้องกัน
ขณะเดียวกันสังคมต้องมีความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ก่อนตัดสินใครควรลองคิดว่า หากผู้นั้นเป็นคนในครอบครัวของเรา เราจะยังอยากถามคำถามเหล่านี้อยู่หรือไม่