ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม จากความไม่แน่นอนของการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ราคาน้ำมันดิบเบรนต์และเวสต์เทกซัสปรับเพิ่มขึ้น จากความไม่แน่นอนของการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ และความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในตะวันออกกลาง
หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน บมจ.ไทยออยล์ระบุว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับราคามีดังนี้ ราคาน้ำมันดิบเบรนต์และเวสต์เทกซัสปรับเพิ่มขึ้น จากตลาดคาดการณ์การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอาจล่าช้าออกไป หลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ยืนยันว่าอิหร่านจะยังไม่เปิดการเจรจาโดยตรงกับสหรัฐ ตราบใดที่สหรัฐยังไม่ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของอิหร่าน ซึ่งรวมถึงการชดเชยความเสียหาย การยุติมาตรการคว่ำบาตรและภัยคุกคามทางทหาร ตลอดจนต้องหยุดละเมิดข้อตกลงชั่วคราวที่ลงนามเมื่อเดือน มิ.ย. 69 ที่ผ่านมา
โดยอิหร่านระบุว่าการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขดังกล่าวด้วย แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา อิหร่านได้มีการการเจรจากับโอมานเกี่ยวกับการบริหารจัดการการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีความคืบหน้าอย่างราบรื่นและสร้างสรรค์ โดยทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นเกี่ยวกับเส้นทางเดินเรือใหม่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีรายละเอียดด้านเทคนิคที่ต้องหารือเพิ่มเติม ทั้งนี้ การเจรจายังครอบคลุมถึงกลไกการเดินเรืออย่างปลอดภัย การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทางทะเล การให้บริการด้านการเดินเรือ และการต่อต้านอาชญากรรมทางทะเล ซึ่งอาจมีการกำหนดค่าธรรมเนียมหรือค่าตอบแทนสำหรับบริการที่เกี่ยวข้อง
โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสซื้อขายเมื่อ 10 ส.ค. 2569 อยู่ที่ 82.13 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น +3.95 และราคาน้ำมันดิบเบรนต์อยู่ที่ 87.72 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น +4.17 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
กลุ่มฮูตีในเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ได้โจมตีโรงกลั่นน้ำมันจาซาน (Jazan) ของบริษัทซาอุดีอารามโกซ้ำเป็นครั้งที่สองเมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 ส.ค. 69 ผ่านมา ภายหลังการโจมตีครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 ก.ค. 69 แม้โรงกลั่นจะยังอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุงจากเหตุการณ์ก่อนหน้าก็ตาม
ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจาก ตุรกี ซาอุดีอาระเบีย และปากีสถาน ได้ลงนามในข้อตกลงป้องกันร่วมเมกกะ (Mecca Joint Defence Agreement) ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงและการป้องปรามการรุกรานร่วมกัน พร้อมกำหนดให้การโจมตีทางอาวุธต่อประเทศใดประเทศหนึ่งในสามประเทศถือเป็นการโจมตีต่อสมาชิกทั้งหมด
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงตึงเครียด หลังกองทัพยูเครนเดินหน้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้โจมตีโรงกลั่นน้ำมันทาเนโก (Taneco) ซึ่งเคยตกเป็นเป้าหมายการโจมตีมาแล้วในช่วงต้นเดือน มิ.ย. 69 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ การโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซียที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาได้ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงในหลายพื้นที่ แม้ว่าทางการรัสเซียจะระบุว่าสถานการณ์ส่วนใหญ่ได้รับการแก้ไขแล้วก็ตาม
