หอการค้าไทย ดัน FTA ไทย-EAEU ชงโรดแมปดันการค้าแตะ 5 พันล้านดอลลาร์ใน 5 ปี
หอการค้าไทยร่วมคณะ “สีหศักดิ์” เยือนรัสเซีย เร่งเปิดตลาดการค้า-ลงทุน เสนอ Roadmap ปลดล็อกทูน่า-อาหารสัตว์เลี้ยง แลกเปิดทางนำเข้าปุ๋ยรัสเซีย 1-2 ล้านตันต่อปี พร้อมผลักดัน FTA ไทย-EAEU เชื่อมตลาดกว่า 185 ล้านคน ตั้งเป้าขยายมูลค่าการค้าไทย-รัสเซียสู่ 5,000 ล้านดอลลาร์ภายใน 5 ปี
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย นำคณะภาคเอกชนไทยร่วมเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย ในโอกาสการเยือนของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ
ระหว่างการเยือน คณะภาคเอกชนไทยได้หารือกับองค์กรเศรษฐกิจและนักธุรกิจรัสเซียหลายหน่วยงาน อาทิ สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย และสภาธุรกิจรัสเซีย-ไทย โดยหารือถึงโอกาสเชื่อมโยงภาคธุรกิจ รวมถึงเตรียมความพร้อมจัดงาน Russian–Thai Investment Forum 2026 ระหว่างวันที่ 29-31 ตุลาคม 2569 ที่กรุงเทพฯ เพื่อเปิดเวทีให้ผู้ประกอบการไทยเจรจาธุรกิจกับคณะนักธุรกิจจากรัสเซีย
นอกจากนี้ ดร.พจน์ และ ดร.ชนินทร์ ยังเข้าร่วมการประชุม Joint Russian–Thai Commission on Bilateral Cooperation โดย ดร.พจน์กล่าวในนามภาคเอกชนไทยถึงแนวทางยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและรัสเซียให้มีความสมดุลและเกื้อกูลกันมากขึ้น
ดันการค้าแตะ 5 พันล้านดอลลาร์
ดร.พจน์กล่าวว่า ไทยและรัสเซียมีความสัมพันธ์มาอย่างยาวนาน ทั้งระดับประชาชน การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจการค้า โดยปีที่ผ่านมา การค้าระหว่างสองประเทศมีมูลค่าประมาณ 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ช่วงครึ่งแรกของปีนี้มีมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ และคาดว่าตลอดทั้งปีอาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2,200 ล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม มูลค่าการค้าในปัจจุบันยังไม่สะท้อนศักยภาพที่แท้จริง โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหารที่ยังมีโอกาสขยายตัวอีกมาก ภาคเอกชนจึงเสนอ Roadmap เปิดตลาด เพื่อผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันเพิ่มขึ้นสู่ 5,000 ล้านดอลลาร์ภายใน 5 ปี
เร่ง FTA ไทย-EAEU เจาะตลาด 185 ล้านคน
สำหรับระยะยาว ภาคเอกชนไทยเสนอให้เร่งผลักดันการจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย หรือ Thai–EAEU FTA เพื่อสร้างกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ลดข้อจำกัดด้านภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษี รวมถึงอำนวยความสะดวกด้านการค้า การลงทุน โลจิสติกส์ และเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน
EAEU ประกอบด้วยรัสเซีย อาร์เมเนีย เบลารุส คาซัคสถาน และคีร์กีซสถาน มีประชากรรวมกว่า 185 ล้านคน
“รัสเซียไม่ได้เป็นเพียงตลาดสำคัญของไทย แต่ยังเป็นประตูเชื่อมโยงไปสู่ตลาดสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียที่มีประชากรรวมกว่า 185 ล้านคน หากไทยสามารถผลักดัน Thai–EAEU FTA ให้เกิดขึ้นได้ จะช่วยเปิดโอกาสให้สินค้าและบริการของไทยเข้าถึงตลาดใหม่ ขณะเดียวกันก็เพิ่มทางเลือกด้านวัตถุดิบ พลังงาน ปุ๋ย และเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อภาคการผลิตของไทย” ดร.พจน์กล่าว
ไทยซื้อปุ๋ยรัสเซีย 1-2 ล้านตัน
ด้านความร่วมมือสินค้า ภาคเอกชนไทยเสนอให้ยึดหลัก Reciprocity และ Mutual Benefit หรือการเปิดตลาดและสร้างผลประโยชน์ร่วมกันอย่างสมดุล โดยไทยมีความต้องการนำเข้าปุ๋ยจากรัสเซีย โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียชนิดเม็ดประมาณ 1-2 ล้านตันต่อปี เพื่อเสริมความมั่นคงด้านปัจจัยการผลิตและช่วยลดภาระเกษตรกร ขณะที่ฝ่ายรัสเซียแสดงความพร้อมในการจัดส่งและสนับสนุนการทำสัญญาระยะยาว
ขณะเดียวกัน สินค้าเกษตรและอาหารไทยที่มีศักยภาพในตลาดรัสเซีย ได้แก่ ทูน่ากระป๋องและอาหารสัตว์เลี้ยง ส่วนสินค้ารัสเซียที่มีศักยภาพในตลาดไทย ได้แก่ ปุ๋ย แป้งสาลี ปูจักรพรรดิ น้ำมันดอกทานตะวัน เนื้อโค และสินค้าประมง
จี้ปลดล็อก 58 โรงงานทูน่า-เพ็ตฟู้ด
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยยังติดข้อจำกัดด้านการขึ้นทะเบียนและการอนุญาตนำเข้า โดยมีโรงงานทูน่าไทยแห่งใหม่อีก 36 แห่งรอการพิจารณาขึ้นทะเบียน หากสามารถปลดล็อกได้ จะช่วยเพิ่มโอกาสส่งออกทูน่ากระป๋องของไทยไปยังรัสเซีย
ส่วนอาหารสัตว์เลี้ยง ปัจจุบันมีโรงงานไทยเพียง 2 แห่งที่สามารถส่งออกไปยังรัสเซีย และมีอีก 22 แห่งรอการพิจารณา
ภาคเอกชนไทยจึงเสนอ Roadmap ความร่วมมือ 2 ระดับ โดยระยะเร่งด่วนให้แก้ไขอุปสรรคและการขึ้นทะเบียนสินค้าระหว่างกันเป็นรายผลิตภัณฑ์ ส่วนระยะยาวให้สนับสนุนการเจรจา Thai-EAEU FTA เพื่อสร้างกลไกเปิดตลาดที่ชัดเจนและยั่งยืน
ในส่วนของไทย ควรเร่งกระบวนการตรวจรับรองโรงงานแปรรูปเนื้อวัวของรัสเซีย พร้อมขยายความร่วมมือด้านการนำเข้าปุ๋ยและสินค้าเกษตรที่รัสเซียมีศักยภาพ ขณะที่ฝ่ายรัสเซียควรเร่งพิจารณาขึ้นทะเบียนโรงงานทูน่าและอาหารสัตว์เลี้ยงของไทย เพื่อสร้างผลประโยชน์ทางการค้าที่สมดุล
“หากทั้งสองฝ่ายสามารถผลักดันเรื่องเหล่านี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้ เชื่อว่าเฉพาะภาคเกษตรและอาหาร ไทยและรัสเซียมีศักยภาพที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าร่วมกันได้ไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งจะสร้างประโยชน์โดยตรงต่อเกษตรกร ผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ” ดร.พจน์กล่าว
สำหรับภาคการท่องเที่ยว ภาคเอกชนเสนอให้ยกระดับการอำนวยความสะดวกและสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะการพัฒนาระบบบริการและผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนการเดินทางระหว่างไทยและรัสเซียให้ขยายตัวต่อเนื่อง
ดร.พจน์กล่าวว่า แนวทางสำคัญคือ ไทยซื้อสินค้าที่รัสเซียมีศักยภาพ ขณะที่รัสเซียเปิดตลาดให้สินค้าที่ไทยมีศักยภาพ พร้อมกับร่วมกันผลักดัน Thai-EAEU FTA ให้เกิดขึ้น เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ไทย-รัสเซียสู่ความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง สมดุล และยั่งยืน



