“ศุภจี” ปลุกเครื่องยนต์อุตสาหกรรมใหม่ ดัน Made in Thailand ปลาย ส.ค. ลุยเจรจาภาษีสหรัฐ
“ศุภจี” มอบนโยบายกระทรวงอุตสาหกรรม ปลุกฐานผลิตไทยรับโครงสร้างเศรษฐกิจโลกใหม่ เปิดตลาดจัดซื้อภาครัฐหนุน Made in Thailand เจาะ 3 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ป้องกันประเทศ-ระบบราง-เครื่องมือแพทย์ พร้อมดันไบโอเอเนอร์จี Biotechnology-AI-Semiconductor-Photonic ทบทวนกฎหมาย 5-6 ฉบับ ปรับดัชนีอุตสาหกรรมให้สะท้อนเศรษฐกิจจริง เผยสินค้าไทย 72% ได้ยกเว้นภาษีสหรัฐแล้ว เหลือ 28% เตรียมบินเจรจาปลาย ส.ค.นี้
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่กระทรวงอุตสาหกรรม โดยมีนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
รัฐบาลต้องการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยจากฐานภายในประเทศ ควบคู่กับการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก หลังคณะกรรมการอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) ไม่ได้หารือร่วมกันมานานประมาณ 4 ปี ขณะที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และโครงสร้างอุตสาหกรรมโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ดัน Made in Thailand เปิดตลาดรัฐ
หนึ่งในประเด็นสำคัญ คือ การเปิดตลาดภาครัฐให้กับสินค้า วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และบริการที่ผลิตภายในประเทศ โดยเฉพาะ 3 อุตสาหกรรมมูลค่าสูงและมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระบบราง และเครื่องมือแพทย์ ผ่านกลไกการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและ Green Procurement
ภาครัฐจะเข้ามาเป็นผู้ใช้งานสำคัญ เพื่อสร้างอุปสงค์ให้กับอุตสาหกรรมเหล่านี้ ก่อนต่อยอดไปยังตลาดภาคเอกชนและต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การให้แต้มต่อสินค้า Made in Thailand จะต้องไม่แลกกับการลดมาตรฐาน โดยสินค้าที่ใช้ชิ้นส่วนในประเทศต้องได้มาตรฐานสากล และต้องมีหลักเกณฑ์การนับ Local Content ที่ชัดเจน
กระทรวงอุตสาหกรรมยังได้รับมอบหมายให้เชื่อมโยง “วิจัย-ผลิต-ตลาด-ลงทุน” ผ่านกลไก GMT SMEs ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม เพื่อยกระดับ SMEs ทั้งด้านประสิทธิภาพการผลิต เทคโนโลยี มาตรฐาน และเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศ ควบคู่กับการรับรอง Made in Thailand (MiT) ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
“สิ่งสำคัญคือทำให้ตลาดกับการพัฒนาผู้ประกอบการเดินไปด้วยกัน นำความต้องการของตลาดมาเป็นโจทย์พัฒนา SME ให้เติบโตได้จริง และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค” นางศุภจีกล่าว
ปั้นอุตสาหกรรมใหม่-ดันไบโอเอเนอร์จี
อีกแนวทางที่มีการหารือ คือ การผลักดันพลังงานชีวภาพทั้งในกลุ่มดีเซลและเบนซิน โดยต้องพิจารณาทั้งภาษีสรรพสามิต กลไกตลาด ความพร้อมของอุตสาหกรรมยานยนต์ ตลอดจนประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับอย่างสมดุล เพื่อเชื่อมโยงไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว BCG และ ESG
สำหรับอุตสาหกรรมใหม่ที่ต้องเร่งเสริมความแข็งแกร่ง ประกอบด้วย Biotechnology ดิจิทัล AI ยานยนต์รูปแบบใหม่ เครื่องมือแพทย์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พร้อมสร้าง Supply Chain ใหม่รองรับ เพื่อยกระดับประเทศไทยจากการเป็นเพียงฐานการผลิต ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศมากขึ้น
ปรับ MPI รับ “ชิป-โฟโตนิกส์” โตแรง
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมหารือถึงการปรับดัชนีอุตสาหกรรมให้สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจและสถานการณ์อุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นจริง โดยมอบหมายให้ TDRI เข้ามาช่วยพิจารณาตัวเลข โดยเฉพาะอัตราการใช้กำลังการผลิต ซึ่งอาจยังรวมอุตสาหกรรมเก่าที่กำลังเสื่อมถอย ขณะที่อุตสาหกรรมใหม่ที่เติบโตอย่างรวดเร็วยังไม่ได้ถูกสะท้อนเข้ามาอย่างเต็มที่
นายวราวุธกล่าวว่า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคืออุตสาหกรรม Semiconductor และ Photonic โดยเฉพาะอุปกรณ์ Switch และ Transceiver แบบ Optical ที่เติบโตตามกระแส Data Center ทั่วโลก ซึ่งผู้ประกอบการไทยบางรายมียอดขายเพิ่มขึ้นเท่าตัวต่อเนื่อง 2 ปี
ดังนั้น หากปรับฐานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) จากปี 2564 เป็นปี 2567 จะช่วยให้ตัวเลขสะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมใหม่ได้แม่นยำยิ่งขึ้น
รื้อกฎหมาย 5-6 ฉบับรับโลกใหม่
นางศุภจีกล่าวอีกว่า หลังจาก กอช.ไม่ได้ประชุมมานาน ทำให้มีร่างกฎหมายประมาณ 5-6 ฉบับที่ต้องนำกลับมาทบทวน ทั้งกฎหมายโรงงาน กฎหมายกากอุตสาหกรรม กฎหมายปาล์มน้ำมัน รวมถึงกฎเกณฑ์ใหม่ที่เกี่ยวข้อง โดยต้องพิจารณาให้รอบด้านก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อให้กฎหมายสามารถรองรับทั้งบริบทปัจจุบันและอนาคต
ปลาย ส.ค.ลุยเจรจาภาษีสหรัฐ
สำหรับมาตรการการค้าของสหรัฐ นางศุภจีระบุว่า ภายใต้มาตรา 301 และมาตรา 232 ปัจจุบันมีสินค้าไทยประมาณ 72% ที่ได้รับยกเว้นภาษีแล้ว ขณะที่อีก 28% ยังเป็นส่วนที่ต้องเจรจาต่อ โดยในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้จะเดินทางไปเจรจาประเด็นภาษีกับสหรัฐ เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการค้าของไทยให้ได้มากที่สุด
กรอบการเจรจาของไทยยังคงยึดประเด็นการค้าเป็นหลัก และไม่ได้นำประเด็นทางทหารมาแลกกับผลประโยชน์ด้านภาษี แต่จะใช้ข้อมูลด้านการค้า การลงทุน และความเชื่อมโยงของห่วงโซ่การผลิต เพื่อชี้ให้สหรัฐเห็นถึงผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ
นางศุภจีระบุว่า ภาคเอกชนไทยลงทุนในสหรัฐแล้วเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีแผนลงทุนเพิ่มเติมอีกกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ส่วนหนึ่งของดุลการค้าไทยเกิดจากบริษัทสหรัฐที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย จึงจำเป็นต้องพิจารณาความสัมพันธ์ทั้งด้านการค้าและการลงทุนควบคู่กันไป