เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
คุยกับเศรษฐา : สู้กับน้ำ หรือ อยู่กับน้ำ
คุยกับเศรษฐา คุยกับเศรษฐา : สู้กับน้ำ หรือ อยู่กับน้ำ
ดอลลาร์พัก บาทฟื้น แต่ความเสี่ยงยังรออยู่ปลายไตรมาส 3
Finance ดอลลาร์พัก บาทฟื้น แต่ความเสี่ยงยังรออยู่ปลายไตรมาส 3
คมนาคม ชง ครม.สัญจร สงขลา สร้างรถไฟทางคู่สายใต้ “แสนล้าน” เชื่อมถึงปาดังเบซาร์
Economic คมนาคม ชง ครม.สัญจร สงขลา สร้างรถไฟทางคู่สายใต้ “แสนล้าน” เชื่อมถึงปาดังเบซาร์
คลื่นสินค้าจีนลูกใหม่โถมอาเซียน กระเป๋าถือ-นาฬิกา-อัญมนีนำขบวน
Business คลื่นสินค้าจีนลูกใหม่โถมอาเซียน กระเป๋าถือ-นาฬิกา-อัญมนีนำขบวน
‘อนุทิน’ เตรียมดีลตัวต่อตัว ดึงนักธุรกิจออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ช่วงเยือน 17-22 ส.ค.
Economic ‘อนุทิน’ เตรียมดีลตัวต่อตัว ดึงนักธุรกิจออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ช่วงเยือน 17-22 ส.ค.
เมื่อความสุขสำคัญพอ ๆ กับอายุที่ยืนยาว
Columns เมื่อความสุขสำคัญพอ ๆ กับอายุที่ยืนยาว
หาจุดสมดุล-สนับสนุนรถ EV
Columns หาจุดสมดุล-สนับสนุนรถ EV
ตรวจหวยวันนี้ ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวด 16 ส.ค. 2569
News ตรวจหวยวันนี้ ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวด 16 ส.ค. 2569
สหรัฐไล่ล่า ‘สินค้าสวมสิทธิ์’ ไทยติด Tier 2 จับตา 8 อุตฯ ส่งออก 1.7-3.4 แสนล้านเสี่ยงถูกตรวจเข้ม
Economic สหรัฐไล่ล่า ‘สินค้าสวมสิทธิ์’ ไทยติด Tier 2 จับตา 8 อุตฯ ส่งออก 1.7-3.4 แสนล้านเสี่ยงถูกตรวจเข้ม
เปิดโจทย์ ‘โรงเรียนผู้สูงอายุ’ หลังรัฐปลดล็อก อปท. ติดงบ-บุคลากร
News เปิดโจทย์ ‘โรงเรียนผู้สูงอายุ’ หลังรัฐปลดล็อก อปท. ติดงบ-บุคลากร
ดูทั้งหมด

คุยกับเศรษฐา : สู้กับน้ำ หรือ อยู่กับน้ำ

16 ส.ค. 2569 | 18:00น.
คอลัมน์ : คุยกับเศรษฐา
ผู้เขียน : เศรษฐา ทวีสิน

ในบทสนทนาว่าด้วยการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ตอนนี้มีประเด็นเรื่องน้ำจืดที่สร้างความกังวลให้กับสังคมว่า ดาต้าเซ็นเตอร์นั้นใช้น้ำจืดมหาศาล และจะนำมาซึ่งความขัดแย้งแย่งชิงน้ำ อันมีแนวโน้มว่าชุมชนหรือภาคการเกษตรจะได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์หรือไม่ ?

ผมคิดว่าคำถามนี้สำคัญ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าเราไม่ต้องการตกขบวนในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะเดียวกันเราวางแผนการบริหารจัดการน้ำอย่างไร และเราได้พูดคุยกันเรื่อง “การจัดสรรสิทธิการใช้น้ำ” และ “การจัดการความต้องการใช้น้ำ” (Demand-side Management) มากน้อยแค่ไหน

ผมมีบางตัวเลขที่น่าสนใจอยากจะนำมาเล่าสู่กันฟัง

ตัวเลขจากธนาคารโลกบอกเราว่า น้ำท่วมซ้ำซากในประเทศไทยนั้นสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากถึงปีละ 81,300 ล้านบาท แค่หาดใหญ่ที่เดียวความเสียหายสูงถึง 1,250 ล้านบาท

ในรอบ 17 ปีที่ผ่านมาเราพยายามแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งด้วยสิ่งที่เรียกว่าโครงสร้างพื้นฐานทางวิศวกรรม เช่น เขื่อน อุโมงค์ กำแพง รวม ๆ แล้วเราใช้งบประมาณไปทั้งหมด 809,121 ล้านบาท ขณะเดียวกันเราใช้มาตรการเกี่ยวกับผังเมืองและกฎหมายมาช่วยแก้ปัญหาการจัดการน้ำได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็นอย่างมีนัยสำคัญ

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ? ในสมัยที่ผมดำรงตำแหน่งนายกฯ นี่ก็เป็นอีกหนึ่ง “ยาขม” หรือเรียกว่าเป็นงานยาก เพราะเรื่องน้ำ ผังน้ำ และผังเมือง เกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ และมีหลายกรม หลายหน่วยงานเป็นเจ้าภาพในการบังคับใช้กฎหมาย นั่นแปลว่า การเปลี่ยนระเบียบกฎหมายเหล่านี้ต้องใช้กลไกของฝ่ายนิติบัญญัติมาช่วยทะลวงทางตันให้ ฝ่ายบริหารถึงจะทำงานได้

ผมจะยกตัวอย่าง เช่น หน่วยงานที่ดูแลเรื่องการกักเก็บน้ำ ประกอบไปด้วย กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล

หน่วยงานที่ดูแลเรื่องการผันน้ำระบายน้ำ เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.การเดินเรือฯ ที่อยู่ในการดูแลของกรมเจ้าท่า มีเรื่อง พ.ร.บ.การขุดดินและถมดิน และบางส่วนเป็นอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

พื้นที่การรับน้ำ ไปเกี่ยวข้องกับผังเมืองของกรมโยธาธิการและผังเมือง และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

แค่เรื่องการผันน้ำที่ต่างหน่วยงานต่างทำบนมาตรฐานของตัวเอง ตามไทม์ไลน์ของตัวเองโดยไม่ได้ประสานใช้ข้อมูลอุทกวิทยาชุดเดียวกัน ก็เกิดปัญหาว่า ผันน้ำจากที่หนึ่งไปท่วมอีกที่หนึ่ง หรือเกิดน้ำไหลย้อนกลับในกรณีที่ผันน้ำสู่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงน้ำทะเลหนุนสูง เป็นต้น

อีกปัญหาหนึ่งที่สะท้อนถึงการขาดการบูรณาการคือ กฎหมายเรากำหนดให้มีผังน้ำ ซึ่งแปลว่า ต้องไม่มีการใช้ที่ดินอันนำไปสู่การเบี่ยงเบนหรือกีดขวางทางน้ำ แต่ในทางปฏิบัติเรื่องผังน้ำไม่ได้ถูกบูรณาการไปเป็นข้อกำหนดในผังเมืองรวม ไม่เชื่อมกับกฎหมายควบคุมอาคาร 

ผลลัพธ์คือ การขยายตัวของเมือง ของเขตอุตสาหกรรม การขยายถนน ส่งผลไปบีบเส้นทางน้ำ และสูญเสียพื้นที่แก้มลิงอย่างถาวร ผลคือปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก

เพราะฉะนั้นการที่ผมมาชวนให้คิดเรื่องการทำโครงสร้างพื้นฐานเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมึน้ำแล้งซ้ำซาก ผมไม่ได้ชวนให้เราใช้งบประมาณมหาศาลไปกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เน้นเรื่องการก่อสร้างหรือสิ่งที่เป็น Hardware แต่ผมกำลังชวนให้เรามาสนใจการลงทุนสร้าง Software เช่น การแก้กฎหมายผังเมือง หรือการแก้ระเบียบราชการ เพื่อให้เกิดการบูรณาการของหน่วยงานราชการที่ดูแลทั้งเรื่องการเก็บน้ำ การผันน้ำ และการบริหารพื้นที่รับน้ำ

(สำหรับการบริหารพื้นที่รับน้ำ ผมจะแยกเขียนออกไปเป็นอีกหนึ่งบทความ เพราะตัวอย่างของพื้นที่บางบาล ทำให้เราเห็นปัญหาว่า ชาวนา ชาวบ้านที่บางบาลต้องอยู่กับน้ำท่วมปีละสามถึงสี่เดือน เพื่อแลกกับพื้นที่ทางเศรษฐกิจจะไม่ถูกน้ำท่วม สิ่งที่เรายังพูดกันน้อยคือ การบริหารค่าชดเชยที่จ่ายต้องชดเชยโดยอิงกับ “สิทธิ” (Rights-based Compensation) ไม่ใช่อิงกับเกณฑ์ ภัยพิบัติิ ในเชิงสงเคราะห์อย่างที่ผ่านมา)

ย้อนกลับมาดูตัวเลขพื้นฐานกันอีกครั้ง ณ วันนี้ประเทศไทยมีศักยภาพในการกักเก็บน้ำได้เพียงร้อยละ 28 ของปริมาณน้ำทั้งหมด อยู่ในแหล่งกักเก็บน้ำรวมที่ 81,373 ล้าน ลบ.ม. เรามีมวลน้ำส่วนเกินถึงร้อยละ 72

ตัวเลขนี้เป็นคำตอบด้วยตัวของมันเองว่า ประเทศไทยขาดแนวคิดว่าด้วย Water Resilience ซึ่งในภาษาไทยน่าจะหมายถึงความสามารถในการอยู่ร่วมกับน้ำ เพราะที่ผ่านมาเราบริหารจัดการน้ำด้วยแนวคิด “สู้กับน้ำ” มากกว่าคิดว่าจะอยู่กับน้ำ เราพูดกันน้อยเกินไปเรื่องการเปลี่ยนพื้นที่รับน้ำเป็นโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว การมีกองทุนที่ภาคอุตสาหกรรมต้องร่วมจ่ายค่าบริการพื้นที่รับน้ำสาธารณะ

การบริหารจัดการน้ำในประเทศวันนี้ เราทุกคนต้องยอมรับความจริงว่าจะมีความตึงเครียดอันเกิดจากการ “แย่งน้ำ” กันใช้ เท่า ๆ กับความตึงเครียดเรื่องใครควรต้องยอมเป็นพื้นที่รับน้ำในฤดูน้ำท่วม ดังนั้น แกนกลางของการจัดการน้ำคือ

ประเด็นการจัดสรรสิทธิการใช้น้ำอย่างเป็นธรรม

เปลี่ยนจากแนวคิดสู้กับน้ำมาสู่แนวคิดอยู่กับน้ำ คืนพื้นที่ให้แม่น้ำ เปลี่ยนพื้นที่รับน้ำเป็นโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ

บูรณาการหน่วยงานเก็บน้ำ ผันน้ำ ระบายน้ำ และการดูแลพื้นที่ทุ่งรับน้ำ ให้สามารถทำงานอย่างสอดประสานกัน และผังน้ำกับผังเมืองต้องไม่ขัดแย้งกัน

ทำสามประการข้างต้นอย่างมียุทธศาสตร์ แล้วงานด้านวิศวกรรม ก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นเขื่อน อ่างเก็บน้ำ อุโมงค์น้ำ หนองน้ำ หรือบ่อบาดาล จะถูกกำหนดอย่างแม่นยำ ตอบโจทย์พื้นที่และความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

น้ำคือชีวิต นอกจากปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งแล้ว เราคงต้องช่วยกันคิดว่าเราจะดูแลบริหารจัดการเรื่องน้ำให้เป็นธรรมและยั่งยืนอย่างไร เพราะนิยามของความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของสังคมใดสังคมหนึ่ง ย่อมหมายถึง ศักยภาพของสังคมนั้นๆในการบริหารจัดการทรัพยากรให้เป็นคุณต่อความเติบโตทางเศรษฐกิจพร้อมไปกับความยั่งยืนของระบบเวศน์และเป็นธรรมกับทุกกลุ่มผลประโยชน์ตั้งแต่นายทุนไปจนถึงคนธรรมดาสามัญ’

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คุยกับเศรษฐา