บาทแข็งค่า ขานรับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ซบเซา
บาทแข็งค่าขาน รับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ซบเซา หลังตัวเลขการเปิดรับสมัครงานลดลง 237,000 ตำแหน่ง ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 49% ที่เฟดจะลดดอกเบี้ย 0.50 ในการประชุมวันที่ 18 ก.ย.นี้
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ (5/9) ที่ระดับ 33.86/87 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (4/9) ที่ระดับ 34.22/34.23 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐ เปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) พบว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงานที่เฟดให้ความสำคัญลดลง 237,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 7.67 ล้านตำแหน่งในเดือน ก.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2564
ข้อมูลดังกล่าวบ่งชี้ว่าภาวะตึงตัวในตลาดแรงงานคลี่คลายลง และอาจทำให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนนี้
โดยล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 49% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50 ในการประชุมวันที่ 18 ก.ย. ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับ 41% ก่อนที่จะมีการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว นักลงทุนจับตาข้อมูลแรงงานของสหรัฐในสัปดาห์นี้อย่างใกล้ชิด เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยของเฟด
โดยในวันนี้จะมีการเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือน ส.ค. จาก ADP ส่วนในวันพรุ่งนี้สหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน ส.ค.
ด้านปัจจัยภายในประเทศ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) เดือน ส.ค. 67 อยู่ที่ 108.79 หรืออัตราเงินเฟ้อทั่วไป สูงขึ้น 0.35% YOY ขณะที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 0.40-0.48% แต่ชะลอลงจากเดือน ก.ค. ซึ่งอยู่ที่ 0.83%
การสูงขึ้นของอัตราเงินเฟ้อดังกล่าว เป็นผลจากการสูงขึ้นของราคาสินค้าในกลุ่มอาหาร โดยเฉพาะผักสด ผลไม้สด เนื่องจากปริมาณฝนตกหนัก และมีน้ำท่วมพื้นที่เพาะปลูก ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตลดลง ขณะที่สินค้ากลุ่มพลังงานราคาลดลง เช่น ค่ากระแสไฟฟ้า และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ ทั้งนี้ ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 8 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ส.ค.) อยู่ที่ 0.15%
ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) เดือน ส.ค. 67 อยู่ที่ 105.06 หรืออัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน สูงขึ้น 0.62% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน (YOY) ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ เฉลี่ยอยู่ที่ 0.44% สำหรับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ไตรมาส 4/2567 คาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5% อยู่ที่กรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่กำหนดไว้ 1-3%
โดยกระทรวงพาณิชย์ ยังคงเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้ไว้ตามเดิมที่ 0-1% ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 33.65-34.00 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 33.66/67 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดเช้านี้ (5/9) ที่ระดับ 143.67/68 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (4/9) ที่ 145.09/10 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น เปิดเผยข้อมูลว่าค่าแรงที่แท้จริงของญี่ปุ่นเพิมขึ้น 0.4% ในเดือน ก.ค. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน หลังจากที่เพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 2 ปีในเดือน มิ.ย.
ซึ่งอาจส่งผลให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้ แม้ตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่เพิ่มขึ้น 1.1% ในเดือน มิ.ย. แต่ก็สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ว่าจะลดลง 0.6%
ส่วนค่าจ้างที่เป็นตัวเงิน ซึ่งหมายถึงจำนวนเงินค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับจากการทำงานตามข้อตกลงที่ทำไว้กับนายจ้างนั้น เพิ่มขึ้น 3.6% สูงกว่าที่คาดการณ์เช่นกัน ด้าน BOJ เคยระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่า การเพิ่มขึ้นของค่าแรงจะเป็นตัวผลักดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นเพื่อให้ BOJ กลับมาดำเนินนโยบายการเงินแบบปกติ หลังจากที่ผ่อนตลายเป็นพิเศษมาหลายสิบปี
นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า BOJ จะยังไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายใด ๆ ในการประชุมวันที่ 20 ก.ย.นี้ แต่อาจตัดใจปรับดอกเบี้ยระหว่างเดือน ต.ค. 2567- ม.ค. 2568 หลังจากที่ BOJ ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งก่อนในเดือน ก.ค. ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 143.05-143.91 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 143.46/47 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (5/9) ที่ระดับ 1.1081/82 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (4/9) ที่ 1.1053/57 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิต-ภาคบริการขั้นสุดท้ายของยูโรโซนจากฮัมบูร์ก คอมเมอร์เชียล แบงก์ (HCOB) ซึ่งรวบรวมโดยเอสแอนด์พี โกลบอล และเป็นตัวชี้วัดสุขภาพทางเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 51.0 ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขประมาณการขั้นต้นที่ 51.2
ส่วนดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ลดลง 2.1% ในเดือน ก.ค. เมื่อเทียบเป็นรายปี ต่ำกว่าที่คาดไว้ที่ 2.5% โดยแม้เผชิญแรงงานขาย แต่ตลาดหุ้นยุโรปก็ยังคงปรับตัวขึ้น 8.5% ในปีนี้ เนื่องจากแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ช่วยหนุนตลาด โดยมีการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในเดือนนี้
ทั้งนี้ ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1075-1.1100 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1096/97 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในวันนี้ ได้แก่ ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือน ส.ค. จาก ADP (5/9), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายเดือน ส.ค. จาก S&P Global (5/9), ดัชนีภาคบริการเดือน ส.ค. จากสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) (5/9), สต๊อกน้ำมันรายสัปดาห์จากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) (5/9), ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน ส.ค. (6/9)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap Point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -8.3/-8.1 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -9.8/-8.95 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ