คำต่อคำ ‘นพ. สรณ’ งัดหลักฐานใหม่โต้ศาล-กรรมการสรรหาฯ ก่อนนายกฯ ทูลเกล้าปลดประธาน
นพ.สรณ สู้ต่อ แม้นายกฯ ลงนามทูลเกล้าฯ ปลดประธาน กสทช. เผยมีหลักฐานการจ้างของ ม.มหิดล ระบุพ้นจากการเป็นลูกจ้างก่อนนายกฯทูลเกล้าฯ รับตำแหน่ง ทวงถามกรรมการสรรหา ทำไมไม่รอเอกสารสำคัญ รีบเร่งพิจารณาทำไม และผู้ที่กดดันนายกฯให้นำเรื่องทูลเกล้า เรื่องไม่ยุติจะแก้ไขอย่างไร
ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้เปิดเผยหลักฐานใหม่ หลังการประชุมบอร์ด กสทช. ไม่สามารถดำเนินการต่อได้เนื่องจากกรรมการ กสทช. 3 คนเดินออกจากห้องประชุม เนื่องจากเห็นว่า นพ.สรณ ไม่มีสภาพเป็น กสทช. ซึ่งเป็นการเปิดเผยราวหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้ารายงานข่าว นายกฯ นำความทูลเกล้าฯ ปลดตนพ้น ประธาน กสทช.

นพ.สรณ กล่าวว่า ยังยืนยันที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อ รวมถึงยืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิดตามคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหา กสทช. ที่มีมติว่าตนมีลักษณะต้องห้าม ถือว่าสละสิทธิ์เป็นกรรมการแต่ต้น
“ส่วนที่อยากแจ้ง คือ เรื่องศาลปกครอง ซึ่งไม่รับฟ้องนั้น มีเอกสารเพิ่มเติมและจะแจ้งพยานหลักฐาน ผมไม่ได้กระทำผิดตามคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหา มีเอกสารที่ผมเพิ่งได้รับจากที่มหาวิทยาลัยมหิดล”
“ผมขออนุญาตแถลงข้อเท็จจริงถ่ายทอดเสียงให้ท่าน กสทช. รวมทั้งผู้สื่อข่าวและพนักงานทุกท่านที่อยู่ภายนอกห้องประชุมให้ทราบ หวังว่าจะชี้แจงเหตุผลแล้ว ท่านอาจจะกลับมาเข้าร่วมประชุมได้ มาร่วมปฏิบัติงานปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและก็สาธารณะต่อ”
ประเด็นแรก คำสั่งศาลปกครองที่ไม่รับฟ้อง (นพ.สรณ ฟ้องร้องให้เพิกถอนคำวินิจฉัยคุณสมบัติ) โดยให้เหตุผลว่าผมไม่ได้เป็นผู้รับความเดือดร้อนเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหาย หมายความว่าคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหา ไม่มีผลต่อการดำรงตำแหน่ง แต่อำนาจหน้าที่ของผม ผมยังคงต้องปฏิบัติตามหน้าที่ตามอำนาจ จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง หรือกล่าวอีกนัย ก็คือกรรมการสรรหาวินิจฉัยว่าผมสละสิทธิ์ แล้วก็ไม่เคยดำรงตำแหน่งตั้งแต่ต้น ซึ่งในการสละสิทธิ์นั้นต้องเป็นก่อนที่ท่านนายกฯจะทูลเกล้า
“คณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยว่าตนสละสิทธิ์และไม่เคยดำรงตำแหน่งตั้งแต่ต้น แต่ตามกฎหมาย การสละสิทธิ์ต้องเกิดขึ้นก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำความขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งขณะนั้นนายกรัฐมนตรีน่าจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ปลายเดือน ม..ค. ขณะที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 13 เม.ย. ดังนั้น คำวินิจฉัยของกรรมการสรรหาที่อ้างว่ามีผลทันทีจึงไม่ถูกต้อง โดยตนอยู่ระหว่างเตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครอง”
นพ.สรณ กล่าวต่อว่า ตนเพิ่งได้รับหนังสือตอบจากมหาวิทยาลัยมหิดล ยืนยันว่าได้ลาออกจากความเป็นพนักงานและลูกจ้างของมหาวิทยาลัยและคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีเรียบร้อยสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค. 2565 โดยช่วงวันที่ 8 ม.ค. ถึง 12 เม.ย. 65 เป็นเพียงการประกอบวิชาชีพแพทย์อิสระเฉพาะทางตามความจำเป็นในการส่งต่อผู้ป่วย ไม่ได้รับเงินโดยตรงจากมหาวิทยาลัย และมีหลักฐานการเสียภาษีประจำปี 2565 ยืนยันชัดเจนว่าเป็นรายได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระตามมาตรา 40(6) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ใช่เงินเดือนหรือค่าจ้างตามมาตรา 40(1) ตามที่กรรมการสรรหาวินิจฉัย
ประเด็นที่สอง ผมเองเพิ่งได้รับหนังสือตอบจากมหาวิทยาลัยมหิดลเมื่อวาน ยืนยันว่าผมได้ลาออกจากความเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของมหาลัยและคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีเรียบร้อยสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 หลังจากวันที่ 8 มกราคมถึง 12 เมษายน เป็นการประกอบวิชาชีพแพทย์อิสระเฉพาะทางตามความจำเป็นในการตรวจสอบผู้ป่วยดูแลนะครับ ผมไม่ได้รับเงินโดยตรงจากมหาลัยหรือคณะแพทยศาสตร์
การประกอบวิชาชีพประเภทนี้ก็มีอาจารย์แพทย์ที่เกษียณแล้ว หรืออาจารย์หรือแพทย์ที่มาจากภาคเอกชนก็เข้ามาประกอบวิชาชีพในโรงพยาบาลรามาธิบดีได้
จึงมีหลักฐาน การแจ้งเสียภาษีประจำปี 2565 ยืนยันว่ารายได้ผมตั้งแต่เดือนมกราคมคือรายได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระหรือที่เรียกว่ามาตรา 40(6) ให้ผม ซึ่งประเด็นนี้ผมก็สามารถให้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีอธิบายได้
แล้วก็มีคำถามที่อยากจะฝากสื่อมวลชนไปยังคณะกรรมการสรรหาฯ ว่าเหตุใดท่านถึงไม่รอคำหนังสือตอบจากมหาวิทยาลัยมหิดล ทำไมต้องเร่งรีบสรุปประชุม 4 ครั้ง ใช้เวลา 37 วัน
แล้วผมก็ไม่ทราบว่าท่านได้รับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานภาครัฐทั้งหมดครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่ อีกทั้งมีการโต้แย้งถึงอำนาจของกรรมการสรรหาด้วยกันเองอีก
ทำไมท่านเลขาวุฒิเชิญบางคนมา ทำไมไม่เชิญบางคน
เอกสารสำคัญขนาดนี้ กลับไม่ตรวจสอบให้ครบถ้วน อีกทั้งมีหลักฐานการเสียภาษีจากกรมสรรพากร ซึ่งถ้ามีจริงท่านต้องให้เห็นต้องแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเงินที่ผมรับเป็นเงินจากการประกอบวิชาชีพเฉพาะตามมาตรา 40(6) และท่านกลับวินิจฉัยว่าเป็นเงินเดือนค่าจ้างตาม 40
ประเด็นที่สาม คือ ความเป็นกรรมการของท่านประธานกรรมการสรรหาฯ ซึ่งน่าจะสิ้นสุดลงแล้วก็ เมื่อท่านอายุครบ 70 ปี เพราะฉะนั้นน่าจะเป็นมาตรฐานเดียวกัน กลายเป็นว่ากรรมการ ไม่มีการยกประเด็นนี้ขึ้นมาแจ้งต่อที่ประชุม กรรมการเพื่อวินิจฉัยก่อน
“ผมฝากสื่อมวลชนทุกท่านไปสอบถามผู้เกี่ยวข้องที่ออกมากดดันให้ท่านนายกฯ ต้องรีบเร่งในการนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ การปรากฏหลักฐานดังนี้แล้ว ท่านจะแก้ไขอย่างไร หากมีการนำเรื่องที่ยังไม่ยุติชัดเจน”



