เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
มท.สั่งคุมเข้มอาวุธปืนทั้งระบบ เร่งปรับ กม.ใน 60 วัน
Politics มท.สั่งคุมเข้มอาวุธปืนทั้งระบบ เร่งปรับ กม.ใน 60 วัน
พม.จับมือ Apple เสริมระบบป้องกัน ควบคุมเนื้อหาตามช่วงอายุ
Politics พม.จับมือ Apple เสริมระบบป้องกัน ควบคุมเนื้อหาตามช่วงอายุ
ราคาทองวันนี้ (12 ส.ค. 69) ร่วง 50 บาท รูปพรรณขายออก 69,600 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (12 ส.ค. 69) ร่วง 50 บาท รูปพรรณขายออก 69,600 บาท
“การบินไทย” อ่วมพิษราคาน้ำมันโลก กำไรไตรมาส2/69 วูบหมื่นล้านบาท
Business “การบินไทย” อ่วมพิษราคาน้ำมันโลก กำไรไตรมาส2/69 วูบหมื่นล้านบาท
ตระกูลศรีวัฒนประภา ตั้ง ซิตี้กรุ๊ป ร่อนโปรไฟล์ดึงทุนใหม่ซื้อ ‘เลสเตอร์’
Business ตระกูลศรีวัฒนประภา ตั้ง ซิตี้กรุ๊ป ร่อนโปรไฟล์ดึงทุนใหม่ซื้อ ‘เลสเตอร์’
กรมการแพทย์ เปิด 7 คลินิกพรีเมี่ยมด้านทันตกรรม เช็กวัน-เวลาให้บริการ
News กรมการแพทย์ เปิด 7 คลินิกพรีเมี่ยมด้านทันตกรรม เช็กวัน-เวลาให้บริการ
กกร. ชื่นชมรัฐบาลปลดล็อกกฎระเบียบธุรกิจ ข้อเสนอเอกชนเห็นผล ดัน 11 เรื่องเร่งด่วน
Economic กกร. ชื่นชมรัฐบาลปลดล็อกกฎระเบียบธุรกิจ ข้อเสนอเอกชนเห็นผล ดัน 11 เรื่องเร่งด่วน
ธ.ก.ส. จัดกิจกรรม “สลาก ธ.ก.ส. ออมรัก วันแม่” ฝากสลากเดือน ส.ค. ลุ้นรับของรางวัล
Finance ธ.ก.ส. จัดกิจกรรม “สลาก ธ.ก.ส. ออมรัก วันแม่” ฝากสลากเดือน ส.ค. ลุ้นรับของรางวัล
บล.กสิกรไทย เก็งหุ้น PTT กำไร Q2 แตะ 4 หมื่นล้าน จ่ายปันผลครึ่งปี 1.10 บาทต่อหุ้น
Finance บล.กสิกรไทย เก็งหุ้น PTT กำไร Q2 แตะ 4 หมื่นล้าน จ่ายปันผลครึ่งปี 1.10 บาทต่อหุ้น
มือดีเปลี่ยนวิธีแฮกองค์กร มาแฝงตัวในระบบแต่แรก SECUREiNFO แนะ 5 แนวทางรับมือ
Biz Movement มือดีเปลี่ยนวิธีแฮกองค์กร มาแฝงตัวในระบบแต่แรก SECUREiNFO แนะ 5 แนวทางรับมือ
ดูทั้งหมด

ผู้ว่าการ ธปท.ชี้ เศรษฐกิจไทยโตต่ำศักยภาพ จ่อออกมาตรการเฉพาะจุด-หวังแบงก์ลดดอกเบี้ยตาม

18 ธ.ค. 2568 | 16:56น.
นายวิทัย รัตนากร

ผู้ว่าการ ธปท.รับเศรษฐกิจไทยโตต่ำศักยภาพ 2.7% เข้าสู่ยุค New Normal ย้ำ ไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง หากไม่เปลี่ยนแปลง แม้มีมาตรการรัฐ-การเงินเข็นจีดีพีไม่ได้ เร่งออกมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะจุด “แก้หนี้รายย่อย-ค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอี-รื้อโครงสร้างค่าธรรมเนียม” หนุนคนเข้าถึงระบบการเงิน พร้อมลดดอกเบี้ยนโยบายได้อีก ประคองเศรษฐกิจ หวังแบงก์ลดตาม กนง.

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Driving Thailand Toward Sustainable Wealth : เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยเพื่อความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน” ในงานสัมมนาใหญ่ประจำปี “Thailand Next Move 2026 : Wealth Creation ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความมั่งคั่งยั่งยืน” จัดโดยวารสารการเงินธนาคารว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับแนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจไทยวันนี้ โดยอัตราการเติบโตในอดีตเคยสูงอยู่ที่ 7%, 5% และเหลือ 3% ปัจจุบันโตได้ 2.2% เราอยู่ยุคการเติบโตต่ำลง เป็น “New Normal”

โดยปัจจัยฉุดรั้งการเติบโต มาจากไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างมากมาย เช่น ผลิตภาพ (Productivity) และความสามารถในการแข่งขันต่ำ ปัญหาสังคมสูงวัย (Aging Society) ส่งผลต่อกำลังซื้อ หรือแรงงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ความไม่แน่นอนทางการเมือง และเจอสงครามการค้านโยบายภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐ (Recoprocal Tariffs) รวมถึงความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ปัจจัยเหล่านี้ล้วนทำให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน

ทั้งนี้ หากดูศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจ (Potential Growth) ที่เดิมเคยพูดถึงกำลังคน แรงงานและเทคโนโลยี ซึ่งจากเดิมอยู่ที่ระดับ 4.4% ลดลงเหลือ 3.9%, 3.5% และปัจจุบันอยู่ที่ 2.7% ซึ่งหมายความว่า หากประเทศไทยไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง หรือการลงทุนใหม่ อัตราการเติบโตสูงสุดเต็มที่ระดับ 2.2% จึงเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันแก้และช่วยกันทำ

“เศรษฐกิจโตต่ำลง โดยไตรมาสที่ 3/68 โตได้ 1.2% คาดว่าไตรมาสที่ 4/68 กระเตื้องขึ้น ปิดปีน่าจะได้ 2.2% และปี’69 จีดีพีโต 1.5% ซึ่งในปีนี้ส่งออกเป็นพระเอก แต่ปี’69 ส่งออกลดลง และมีรัฐบาลรักษาการ ทำให้การกระตุ้นหายไป 2-3 เดือน จึงเป็นผลให้จีดีพีเหลือ 1.5% และปี’70 จะขยายตัวดีขึ้น แต่ยังไปไม่ถึงศักยภาพ 2.7% เพราะมีความเสี่ยงเยอะ แม้ว่าจะมีมาตรการคลังและมาตรการเงินก็วิ่งไปไม่ถึง 2.7% เพราะเรามีปัญหาเชิงโครงสร้างเยอะ เพราะเราอยู่ในอุตสาหกรรมเก่า ลงทุนเก่า ภูมิคุ้มกันต่ำมาก จะเห็นว่าปัญหาเชิงโครงสร้างเยอะมาก“

นายวิทัย รัตนากร

นายวิทัยกล่าวอีกว่า ภายใต้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ธปท.จะต้องเป็นผู้นำในการแก้ปัญหา นอกจากการกระตุ้นระยะสั้น และไม่ได้ดูแลเสถียรภาพอย่างเดียว เนื่องจากตอนนี้ภูมิคุ้มกันไทยแย่ลง หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง 87% เหนี่ยวรั้งการบริโภคและความสามารถในการชำระหนี้

และหากดูคุณภาพหนี้สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) อยู่ที่ 8-9% และหากรวมสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) อยู่ที่ 15-16% ถือว่าสูงมาก และดูภาพรวมสินเชื่อหดตัว -13 ไตรมาส หรือ 36 เดือน หรือ 3 ปี ซึ่งเอสเอ็มอีจ้างงาน 70% ของประเทศ เมื่อเทียบกับสินเชื่อรายใหญ่ยังดีมาก โดยธนาคารพาณิชย์ก็แข็งแรงมาก ซึ่งการเข้าไม่ถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอีมีผลต่อเศรษฐกิจ เทียบกับรายใหญ่ที่มีวงเงินเหลือ สะท้อนว่ารายใหญ่มีปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อน้อยกว่า

ดังนั้น จึงต้องแก้ปัญหาด้วยมาตรการเฉพาะจุด ซึ่ง ธปท.จะดำเนินการ 7-8 เรื่องในปี 2569 แต่มีเรื่องที่ดำเนินการแล้ว คือ 1.การแก้หนี้รายย่อยผ่านการโอนหนี้ให้ AMC ที่มีวงเงินต่ำ 1 แสนบาท ที่มีอยู่ 1.6 ล้านบัญชี และมีการ Hair Cut หนี้ลึกมาก ๆ และยังต้องออกมาตรการต่อเนื่องอีก

และ 2.ภายในสัปดาห์หน้า ธปท.จะมีการเซ็น MOU ร่วมกับ กระทรวงการคลัง ธนาคารพาณิชย์ และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหรกรมขนาดย่อม (บสย.) ซึ่งตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อให้ได้ 1 แสนล้านบาท โดยเน้นไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพในการแข่งขันสูง เช่น อาหาร เกษตรแปรรูป ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้เกิดการลงทุนใหม่ และ 3.การปรับปรุงความเป็นธรรมทางการเงิน โดยจะตรวจสอบเรื่องต้นทุนการเข้าถึงสินเชื่อ ดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าสู่ระบบการเงินได้

“จากปัญหาเชิงโครงสร้างที่รุนแรง ทำให้ ธปท. ต้องปรับบทบาทครั้งสำคัญ โดยไม่เป็นเพียงผู้ดูแลเสถียรภาพและเงินเฟ้ออีกต่อไป เพราะตอนนี้ประเทศไทยขาดคนทำ ขอให้มาช่วยกันทำ โดยจะเข้ามาเป็นผู้นำในการเข้าไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ด้วยการออกมาตรการเฉพาะจุด เพราะปลายทางเศรษฐกิจดีขึ้น ประชาชนต้องกินดีอยู่ดี และต้องดีไปด้วยกัน ไม่ใช่เสถียรภาพดี แต่ประชาชนตาย“

นายวิทัยกล่าวอีกว่า สำหรับนโยบายการเงิน จะเห็นว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% จาก 1.50% มาอยู่ที่ 1.25% ซึ่งต่ำสุดในรอบ 3 ปี ซึ่งต้องยอมรับว่ามีผลต่อจีดีพีจำกัด โดยที่ผ่านมาการลดดอกเบี้ยมีผลไม่ถึง 0.20% และหากมีการลดดอกเบี้ย 0.50% จะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น 0.10% อย่างไรก็ดี การลดดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือที่ช่วยในเรื่องสภาพคล่อง และช่วยบรรเทาภาระหนี้ระยะสั้นได้บ้าง แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาหลัก เช่น Productivity ต่ำ หรือปัญหาสังคมสูงวัยได้

อย่างไรก็ดี ธปท.คาดหวังธนาคารพาณิชย์จะลดดอกเบี้ยตาม กนง. ส่วนจะปรับลดลงในอัตราเท่าไรก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละธนาคาร เนื่องจากแต่ละธนาคารมีต้นทุนที่แตกต่างกัน

“เมื่อวาน กนง.ลดดอกเบี้ย 0.25% รวม 1 ปี ลดลงมาแล้ว 1.25% เครื่องมือการเงินมีผลจำกัด และเหลือพื้นที่กระสุนน้อย แต่ก็ต้องใช้ แต่ถามว่าพร้อมลดดอกเบี้ยมั้ย ลดได้ แต่ถ้าถามว่าเหลือกระสุนมากมั้ย ก็ตอบว่ามีไม่มาก เพราะต้องเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็นเท่านั้น แต่การลดดอกเบี้ยไม่ได้มีผลดีอย่างเดียว เพราะเรามีผู้ฝากเงิน หากดอกเบี้ยต่ำ การออมจะมีปัญหาด้วย จึงต้องรับความเสี่ยงกันบ้าง กนง.ลดดอกเบี้ย 0.25% และแบงก์ลดดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจ”