พาณิชย์ เปิดฐานถือครองที่ดินต่างชาติ 3.62 หมื่นราย จับตากลุ่มเสี่ยงนอมินี 16 จังหวัด
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดข้อมูลครั้งใหญ่ หลังเชื่อมฐานกรมที่ดิน พบนิติบุคคลที่มีต่างชาติร่วมลงทุนและถือครองโฉนดที่ดินทั่วประเทศ 36,277 ราย ในจำนวนนี้ 31,516 ราย ต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 49% ซึ่งยังมีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย เตรียมคัดกรองกลุ่มเสี่ยงนอมินี โดยเฉพาะกรุงเทพฯ-ปริมณฑลและ 10 จังหวัดท่องเที่ยว รวม 16 จังหวัด ที่มีนิติบุคคลต่างชาติร่วมลงทุนถือครองอสังหาฯ ถึง 35,154 ราย “พูนพงษ์” ย้ำถือหุ้นไม่เกิน 49% ไม่ได้แปลว่าผิด ต้องตรวจให้ถึงแหล่งเงิน หากพบคนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติเอาผิดเด็ดขาด พร้อมชี้ถึงเวลาศึกษาผลดี-ผลเสีย เปิดทางต่างชาติคุณภาพพำนักระยะยาวอย่างเป็นระบบ
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการตรวจสอบการถือครองอสังหาริมทรัพย์ของนิติบุคคลว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้รับข้อมูลจากกรมที่ดินเกี่ยวกับนิติบุคคลที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์จำนวน 144,706 ราย และเมื่อนำข้อมูลมาเชื่อมโยงกับฐานทะเบียนนิติบุคคลของกรมฯ พบว่า มีนิติบุคคลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมฯ จำนวน 125,662 ราย
ในจำนวนดังกล่าว มีนิติบุคคลที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์ประเภทโฉนดที่ดิน 123,542 ราย แบ่งเป็นนิติบุคคลไทยที่มีผู้ถือหุ้นไทย 100% จำนวน 87,265 ราย และนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนจำนวน 36,277 ราย
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ตัวเลข 36,277 ราย ถือเป็นกลุ่มที่กรมฯ ต้องนำมาวิเคราะห์ในรายละเอียดต่อ โดยไม่ได้หมายความว่านิติบุคคลเหล่านี้กระทำผิดทั้งหมด เพราะการที่ชาวต่างชาติร่วมลงทุนในบริษัทไทยโดยถือหุ้นอยู่ภายในกรอบที่กฎหมายกำหนด และเป็นการลงทุนร่วมกับคนไทยจริง สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมาย
แต่สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือ กรณีที่คนไทยถือหุ้นในนาม แต่เงินลงทุนที่แท้จริงทั้งหมดมาจากชาวต่างชาติ หรือคนไทยไม่ได้มีส่วนในการลงทุนและประกอบธุรกิจจริง ซึ่งอาจเข้าข่ายการถือหุ้นแทนหรือนอมินี
“ถ้าเขาลงทุนกันจริงระหว่างต่างชาติกับไทย และต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 49% ก็ถูกกฎหมายตามปกติ แต่ถ้า 49% นี้เป็นเงินลงทุนของชาวต่างชาติทั้งหมด และคนไทยอีก 51% เข้าไปถือหุ้นในลักษณะนอมินี ก็ต้องไปดูกันในรายละเอียด” นายพูนพงษ์กล่าว
31,516 รายต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 49%
จากข้อมูลนิติบุคคลที่มีต่างชาติร่วมลงทุนและถือครองโฉนดที่ดินทั่วประเทศ 36,277 ราย สามารถแบ่งตามสัดส่วนการถือหุ้นได้เป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มแรก ต่างชาติถือหุ้นน้อยกว่าหรือเท่ากับ 49% จำนวน 31,516 ราย แบ่งเป็นห้างหุ้นส่วน 146 ราย บริษัทจำกัด 30,633 ราย และบริษัทมหาชนจำกัด 737 ราย
กลุ่มนี้ยังมีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย และเป็นกลุ่มที่กรมฯ ให้ความสำคัญในการคัดกรอง เพราะหากพบว่าการถือหุ้นของคนไทยไม่ได้เกิดจากการลงทุนจริง แต่เป็นการถือหุ้นแทนคนต่างชาติ อาจเข้าข่ายนอมินี
ส่วนกลุ่มที่ 2 เป็นนิติบุคคลที่มีต่างชาติถือหุ้นตั้งแต่ 49% ขึ้นไป จำนวน 4,761 ราย แบ่งเป็นห้างหุ้นส่วน 11 ราย บริษัทจำกัด 4,709 ราย และบริษัทมหาชนจำกัด 41 ราย
นายพูนพงษ์อธิบายว่า สำหรับการถือครองที่ดิน จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายที่ดิน โดยนิติบุคคลที่มีต่างชาติถือหุ้นเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดจะมีข้อจำกัดในการถือครองที่ดิน เว้นแต่ได้รับสิทธิหรืออนุญาตตามกฎหมายอื่น เช่น การได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) หรือได้รับอนุญาตจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
ดังนั้น กลุ่มที่มีต่างชาติถือหุ้นในสัดส่วนสูงไม่ได้หมายความว่าจะผิดกฎหมายทั้งหมดเช่นกัน แต่ต้องตรวจสอบสถานะ สิทธิ และที่มาของการถือครองเป็นรายกรณี
16 จังหวัดรวม 35,154 ราย
เมื่อกรมฯ นำข้อมูลนิติบุคคลที่มีต่างชาติร่วมลงทุนมาวิเคราะห์ตามพื้นที่ พบว่าการถือครองอสังหาริมทรัพย์กระจุกตัวสูงในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 6 จังหวัด รวมถึงจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญอีก 10 จังหวัด รวมทั้งหมด 16 จังหวัด มีนิติบุคคลที่ต่างชาติร่วมลงทุนรวม 35,154 ราย
โดยจังหวัดที่มีจำนวนสูงที่สุดคือ ชลบุรี 11,215 ราย ในจำนวนนี้ ต่างชาติถือหุ้น 0.01-49% จำนวน 9,706 ราย หรือ 86.55% ถือหุ้น 49.01-99.99% จำนวน 300 ราย และต่างชาติถือหุ้น 100% จำนวน 1,209 ราย
รองลงมาคือ สุราษฎร์ธานี 5,752 ราย โดยถึง 5,719 ราย หรือ 99.42% อยู่ในกลุ่มต่างชาติถือหุ้น 0.01-49% ขณะที่กลุ่มถือหุ้น 49.01-99.99% มีเพียง 20 ราย และต่างชาติถือหุ้น 100% จำนวน 13 ราย
ส่วน กรุงเทพมหานคร มี 4,437 ราย แบ่งเป็นกลุ่มต่างชาติถือหุ้น 0.01-49% จำนวน 4,053 ราย หรือ 91.35% กลุ่ม 49.01-99.99% จำนวน 201 ราย และต่างชาติถือหุ้น 100% จำนวน 183 ราย
ภูเก็ต มี 3,086 ราย โดย 3,046 ราย หรือ 98.70% อยู่ในกลุ่มต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 49% ขณะที่ ระยอง มี 1,912 ราย แต่มีโครงสร้างแตกต่างจากจังหวัดท่องเที่ยวทั่วไป โดยต่างชาติถือหุ้น 100% ถึง 894 ราย หรือ 46.76%
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ชลบุรีและระยองมีทั้งกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวและฐานอุตสาหกรรม จึงมีนิติบุคคลต่างชาติถือหุ้น 100% อยู่จำนวนมาก ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นการถือครองโดยชอบด้วยกฎหมายจากการได้รับสิทธิส่งเสริมการลงทุนหรือได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ขณะที่พื้นที่ท่องเที่ยว เช่น สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต ประจวบคีรีขันธ์ กระบี่ พังงา และแม่ฮ่องสอน มีสัดส่วนนิติบุคคลที่ต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 49% สูงมาก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องนำไปตรวจสอบเชิงลึกว่ามีการลงทุนร่วมกับคนไทยจริงหรือไม่
สุราษฎร์ฯ-ภูเก็ต-หัวหิน กลุ่มถือหุ้นไม่เกิน 49% เกิน 98%
สำหรับจังหวัดท่องเที่ยวที่น่าจับตา ประจวบคีรีขันธ์ มีนิติบุคคลต่างชาติร่วมลงทุน 1,481 ราย โดย 1,454 ราย หรือ 98.17% มีต่างชาติถือหุ้น 0.01-49%
กระบี่ มี 272 ราย ในจำนวนนี้ 265 ราย หรือ 97.43% อยู่ในกลุ่มไม่เกิน 49% ขณะที่ พังงา มี 222 ราย โดย 215 ราย หรือ 96.85% อยู่ในกลุ่มดังกล่าว และ แม่ฮ่องสอน มี 48 ราย โดย 47 ราย หรือ 97.92% มีต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 49%
ส่วน เชียงใหม่ มี 1,571 ราย โดย 1,492 ราย หรือ 94.97% อยู่ในกลุ่มต่างชาติถือหุ้น 0.01-49% และ เชียงราย มี 253 ราย โดย 240 ราย หรือ 94.86% อยู่ในกลุ่มเดียวกัน
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ตัวเลขเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ประกอบการวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลอื่น ไม่ว่าจะเป็นบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น กรรมการ งบการเงิน แหล่งที่มาของเงินลงทุน จำนวนและขนาดที่ดินที่ถือครอง รวมถึงรูปแบบธุรกิจ เพื่อแยกให้ได้ว่ารายใดเป็นการลงทุนโดยชอบด้วยกฎหมาย และรายใดมีความเสี่ยงเข้าข่ายนอมินี
คำสั่ง 1 ส.ค. กดจดทะเบียนกลุ่มเสี่ยงลดฮวบ
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ปัญหาการใช้คนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่สะสมมานานกว่า 20 ปี การแก้ไขจึงไม่สามารถดำเนินการโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง จำเป็นต้องเชื่อมโยงข้อมูลและทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจึงยกระดับมาตรการตรวจสอบตั้งแต่ขั้นตอนการจดทะเบียน โดยมีคำสั่งใหม่มีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เพื่อป้องกันการใช้คนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติในลักษณะนอมินี
จากข้อมูลถึงวันที่ 17 สิงหาคม พบว่าหลังมาตรการดังกล่าวมีผล จำนวนการจดทะเบียนที่มีต่างชาติถือหุ้นต่ำกว่า 50% เหลือประมาณ 20 ราย ลดลงจากเดิมอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม กรมฯ จะไม่ถือว่าทั้ง 20 รายมีความผิด แต่จะตรวจสอบต่อว่าเป็นการร่วมลงทุนระหว่างคนไทยและต่างชาติจริงหรือไม่ หากพบว่าคนไทยไม่ได้ลงทุนจริงและเป็นเพียงผู้ถือหุ้นแทน ก็จะดำเนินการตามกฎหมาย
ชี้ถึงเวลาศึกษารับต่างชาติพำนักระยะยาว
นายพูนพงษ์กล่าวอีกว่า จากข้อมูลการถือครองอสังหาริมทรัพย์ยังสะท้อนว่า มีชาวต่างชาติจำนวนหนึ่งต้องการพำนักระยะยาวในประเทศไทย ซึ่งควรนำมาศึกษาร่วมกับโครงสร้างเศรษฐกิจและประชากรของประเทศ
ทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงภายหลังสถานการณ์โควิด-19 จำนวนประชากรไทยที่ลดลง โดยมีคนเกิดน้อยกว่าคนเสียชีวิตต่อเนื่อง 5 ปี และการเข้าสู่สังคมสูงวัย ล้วนมีผลต่อกำลังซื้อและการบริโภคภายในประเทศ
“คงถึงเวลาที่เราจะต้องทำการศึกษาถึงผลดีและผลเสียของเรื่องนี้อย่างละเอียด เพื่อรับชาวต่างชาติคุณภาพเข้ามาพำนักระยะยาวในประเทศไทย”
อย่างไรก็ตาม นายพูนพงษ์ย้ำว่า การศึกษาดังกล่าวเป็นคนละเรื่องกับการปราบปรามนอมินี ซึ่งกรมฯ จะยังเดินหน้าตรวจสอบอย่างจริงจัง โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจและจังหวัดท่องเที่ยวที่มีการลงทุนจากต่างชาติจำนวนมาก
กรมฯ จะสนับสนุนข้อมูลทะเบียนนิติบุคคล รายชื่อผู้ถือหุ้น และงบการเงิน และประสานการทำงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมที่ดิน ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อสืบสวน ตรวจสอบ และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด พร้อมขยายผลถึงเครือข่ายทั่วประเทศ
“การใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าวหรือนอมินี ถือเป็นการบิดเบือนระบบเศรษฐกิจไทย สร้างความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน และส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย เราจะเดินหน้าบูรณาการข้อมูลและการทำงานกับทุกหน่วยงาน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และส่งเสริมการลงทุนที่ถูกต้องตามกฎหมาย” นายพูนพงษ์กล่าว







