ทุเรียนใต้โค้งสุดท้าย “พาณิชย์” เร่งดูดซับ 3 แสนตันหลังส่งออกทะลุ 1.27 แสนล้าน
“ศุภจี” ลงพื้นที่ชุมพรเร่งบริหารทุเรียนภาคใต้ช่วงปลายฤดูกาล หลังผลผลิตออกสู่ตลาดแล้วราว 70-80% ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าดูดซับ 300,000 ตัน ล่าสุดดำเนินการแล้วกว่า 200,000 ตัน ด้านการส่งออกทุเรียนไทย ณ 4 สิงหาคม 2569 แตะ 1.11 ล้านตัน มูลค่ากว่า 127,220 ล้านบาท พร้อมสั่งทำ “ปฏิทินผลไม้รายจังหวัด” เชื่อมตลาดล่วงหน้า ดันแปรรูป-ใช้ประโยชน์ของเหลือ ลดปัญหาผลผลิตส่วนเกินในระยะยาว
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยระหว่างลงพื้นที่จังหวัดชุมพร วันที่ 8 สิงหาคม 2569 เพื่อติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ว่า กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งดูแลผลผลิตทุเรียนในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล โดยขณะนี้ผลผลิตทุเรียนภาคใต้ทยอยออกสู่ตลาดแล้วประมาณ 70-80% ขณะที่ปีนี้มีผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปีก่อน จึงต้องเร่งบริหารจัดการทั้งตลาดในประเทศและการส่งออกให้เดินหน้าต่อเนื่องจนจบฤดูกาลในระดับราคาที่เหมาะสม
จังหวัดชุมพรเป็นจุดสำคัญในการรวบรวมผลไม้ของภาคใต้ หากสามารถบริหารจัดการผลผลิตในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยเชื่อมโยงการระบายผลไม้จากจังหวัดโดยรอบได้ด้วย โดยก่อนหน้าที่ผลผลิตจะออกสู่ตลาด กระทรวงได้เตรียมมาตรการเข้าไปช่วยรับซื้อและพยุงราคาไว้แล้ว
“ช่วงเดือนที่ผ่านมาได้รับทราบว่าราคาทุเรียนเริ่มย่อตัวลง ตนได้สั่งการตั้งแต่เดือนมิถุนายนก่อนผลผลิตออกให้เข้าไปช่วยรับซื้อและดึงราคา โดยตั้งเป้าดูดซับทุเรียนภาคใต้ประมาณ 300,000 ตัน ขณะนี้ดำเนินการไปแล้วกว่า 200,000 ตัน ช่วยให้ราคากลับมาอยู่ในระดับที่สามารถเดินหน้าจนจบฤดูกาลได้” นางศุภจีกล่าว
สำหรับสถานการณ์ส่งออกทุเรียนไทย ล่าสุด ณ วันที่ 4 สิงหาคม 2569 ไทยส่งออกทุเรียนแล้ว 1,110,655.92 ตัน จำนวน 68,044 ตู้ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 127,220.52 ล้านบาท ท่ามกลางปัจจัยกดดันทั้งปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้ง และการแข่งขันจากประเทศคู่แข่ง
นางศุภจีกล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เร่งอำนวยความสะดวกทั้งด้านการส่งออกและการขนส่ง โดยประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหาหน้าด่าน ไม่ให้ผลผลิตทุเรียนติดค้าง รวมถึงเพิ่มทางเลือกด้านโลจิสติกส์ผ่านเส้นทางรถไฟและด่านหนองคาย เพื่อลดข้อจำกัดในการขนส่ง
ขณะเดียวกัน การบริหารผลไม้จะต้องเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มาเป็นการวางแผนล่วงหน้าตามช่วงเวลาที่ผลผลิตออกสู่ตลาด โดยสั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดจัดทำ “ปฏิทินผลไม้” ของแต่ละพื้นที่ให้ชัดเจน เพื่อให้ทราบว่าผลไม้ชนิดใดจะออกสู่ตลาดในช่วงใด และกระทรวงสามารถเข้าไปเชื่อมโยงตลาดได้ตรงจังหวะ
“เราต้องดูแลตั้งแต่ต้นฤดูจนถึงปลายฤดู และไม่ได้ดูเฉพาะทุเรียน เพราะชุมพรมีทั้งมังคุด กล้วย สับปะรด GI สละ และผลไม้อื่น ๆ ตารางผลผลิตผลไม้ไม่เหมือนกัน จึงสั่งการให้พาณิชย์จังหวัดจัดทำปฏิทินผลไม้ของชุมพรให้ชัดเจนว่า ช่วงไหนผลไม้อะไรจะออกมาก เพื่อที่กระทรวงพาณิชย์จะได้เข้าไปช่วยทำตลาดได้ตรงจังหวะ รวมทั้งจัดทำข้อมูลราคาให้เกษตรกรติดตามสถานการณ์ได้อย่างใกล้ชิด” นางศุภจีกล่าว
นอกจากการบริหารผลผลิตสดแล้ว กระทรวงยังให้ความสำคัญกับการแปรรูปและการเพิ่มมูลค่า โดยระหว่างลงพื้นที่ได้เยี่ยมชมการนำเปลือกทุเรียนมาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ตามแนวทางวิศวกรรมแม่โจ้ 1 เพื่อเปลี่ยนของเหลือจากกระบวนการผลิตกลับมาใช้ประโยชน์ ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มตามแนวคิด Zero Waste
รวมถึงสนับสนุนการนำผลไม้และวัตถุดิบในพื้นที่ไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ผ่านความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา เพื่อเพิ่มช่องทางรองรับผลผลิตในช่วงที่มีปริมาณออกสู่ตลาดสูง
“ระยะยาวเรื่องการแปรรูปจะช่วยเราได้มาก เพราะเมื่อผลผลิตออกมากเกินกว่าความต้องการทั้งในและต่างประเทศ จะเกิดแรงกดดันด้านราคา ดังนั้นต้องคิดล่วงหน้าว่าตลาดต้องการสินค้าแปรรูปแบบใด แล้วจึงนำตลาดมานำการผลิต ไม่ใช่ผลิตสิ่งที่ตลาดไม่ต้องการ” นางศุภจีกล่าว
นางศุภจีกล่าวต่อว่า กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าดูแลผลไม้ชนิดอื่นในภาคใต้ โดยเฉพาะมังคุด ซึ่งปีนี้ราคายังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ และร่วมกับไปรษณีย์ไทยสนับสนุนบรรจุภัณฑ์และการขนส่ง เพื่อให้เกษตรกรสามารถส่งผลไม้ถึงผู้บริโภคทั่วประเทศได้โดยตรง
ส่วนปัญหามะพร้าวแกงที่มีผลผลิตส่วนเกิน กระทรวงพาณิชย์ได้เข้าดูดซับผลผลิตในจังหวัดชุมพรแล้วประมาณ 4 ล้านลูก และจะเร่งหาแนวทางช่วยเหลือเพิ่มเติมควบคู่กับการแก้ไขปัญหาเชิงระบบ
นางศุภจีกล่าวว่า แนวทางบริหารผลไม้หลังจากนี้จะต้องอาศัยความร่วมมือของหลายฝ่าย ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าภายใน สำนักงานพาณิชย์จังหวัด ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการ และเกษตรกร เพื่อผลักดันให้ชุมพรเป็นต้นแบบของการบริหารจัดการผลไม้ครบวงจร ตั้งแต่การวางแผนผลผลิต การทำตลาด การขนส่ง การแปรรูป ไปจนถึงการใช้ประโยชน์จากของเหลือ
“เป้าหมายคือทำให้ทุเรียนจบฤดูกาลได้อย่างน่าพอใจ เกษตรกรมีรายได้ที่เหมาะสม ผู้ประกอบการสามารถเดินหน้าธุรกิจได้ และในระยะต่อไปต้องทำให้ระบบแข็งแรงขึ้น ทั้งการมีตลาดนำการผลิต การทำปฏิทินผลไม้ การแปรรูป และการใช้ประโยชน์จากส่วนเกิน เพื่อไม่ให้ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในทุกฤดูกาล” นางศุภจีกล่าว