ฮอนด้า อ้อนรัฐปรับฐานภาษีนำเข้า-ยืดกรอบเวลาภาษีไฮบริด เพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันให้ค่ายญี่ปุ่น
ฮอนด้า ขยายการลงทุนเพิ่ม 1.2 หมื่นล้าน ส่งเครื่องยนต์ไฮบริดเจนฯใหม่ ลุยตลาดอีก 2 โมเดลใหม่ภายในปี 2029 วอนรัฐเร่งพิจารณาปรับฐานภาษีนำเข้า ให้เท่าเทียม พร้อมขยายกรอบเวลาภาษีไฮบริดใหม่ เพื่อให้รถ 4 รุ่นปัจจุบันยังแข่งขันได้ทำ“ราคา” ให้ที่ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
นายโคจิ อิวานามิ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด (Honda) เปิดเผยว่า หลังจากบริษัทได้ประกาศราคาจำหน่ายรถยนต์อีวี Honda Super- ONE) เป็นการนำเข้าจากญี่ปุ่นทั้งคันเพื่อทำตลาดในประเทศลอตแรก จำนวน 30 คัน เพื่อนำเสนอทางเลือกให้กับผู้บริโภคชาวไทยเพิ่มขึ้นเเล้ว
ยังถือเป็นการชิมลางตลาดว่าผู้บริโภคให้ความสนใจและตอบรับกับรถยนต์โมเดลนำเข้าใหม่ๆมากน้อยเพียงใด เพื่อประเมินว่าระะยาวจะมีการนำเข้ารถยนต์รุ่นต่างๆมาจำหน่ายในประเทศไทยได้ให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค
“เราบอกไม่ได้ว่าจะนำเข้ามาลอตเดียว หรือมีลอตถัดๆไปเพราะนี้ถือเป้นการทดลองทำตลาดครั้งแรกต้องรอดูเสียงตอบรับจากลูกค้าก่อน แต่ในส่วนของกำลังผลิตที่บริษัทแม่มีให้นั้น ถือว่าสามารถตอบสนองความต้องที่จะมีเข้าได้อย่างเพียงพอ”

ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าปัจจุบันฮอนด้า ยังมีขีดจำกัดในการทำตลาดรถยนต์นำเข้า (CBU)จากญี่ปุ่นเนื่องจากภาษีนำเข้ารถยนต์อยู่ในระดับประมาณ 80% ทำให้การนำเข้ามาจำหน่ายราคาค่อนข้างสูง แม้ว่าหลายๆรุ่นจะอยู่ในความสนใจของผู้บริโภคชาวไทยอย่าง แจ๊ซ,ฟิต,สเต็ปสวากอน
นายอิวานามิ ยอมรับว่าที่ผ่านมา ฮอนด้าได้ร่วมมือกับผู้ประกอบการค่ายรถญี่ปุ่นอีก 5 ราย เพื่อหารือเรื่องดังกล่าวรวมกับหอการค้าญี่ปุ่น และภาครัฐถึงโอกาสและความเป็นไปได้ในการปรับลดภาษีนำเข้า เพื่อให้บริษัทสามารถเพิ่มทางเลือกและนำเสนอรถยนต์ในราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้มากขึ้น
รวมถึงภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฮบริด ที่อยู่ระหว่างร่วมกันหารือกับภาครัฐเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ใหม่ ภายใต้กรอบกำหนดของรัฐบาลไทยที่ต้องการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการหันมาใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ที่ผลิตภายในประเทศไทยมากมากขึ้น

โดยเฉพาะการการขยายเวลาให้กับรถยนต์ไฮบริดในโมเดลปัจจุบัน ที่อาจจะยังไม่สามารถทำได้ตามเกณฑ์ใหม่ที่บังคับใช้ และตามแผนธุรกิจฮอนด้าเตรียมที่จะใช้ชิ้นส่วนให้ได้ตามข้อกำหนด ของรัฐบาลกับรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชั่นใหม่ที่ยังต้องใช้เวลาในการเตรียมความพร้อมอีกระยะ
ปัจจุบันมีรถยนต์รุ่นที่ไม่สามารถทำได้อยู่ 4 รุ่น จากทั้งหมด 6 รุ่น ที่ผลิตในประเทศไทย
“เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตเตรียมความพร้อมฮอนด้ามีแผนผลิตชิ้นส่วนระบบขับเคลื่อน ทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ของรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ ต้องใช้เวลาตามแผนงานอีกระยะ ส่วนรถไฮบริดรุ่นปัจจุบัน ต้องเสียภาษีสรรพสามิตในอัตราสูงขึ้น และเเน่นอนว่าจะทำให้ราคาจำหน่ายสูงขึ้นและกลายเป็นภาระของผู้บริโภคเข้าถึงรถยนต์เทคโนโลยีดังกล่าวได้ยากกว่าเดิมด้วย”
ทั้งนี้บริษัท ได้กำหนดวางเป้าหมายว่าภายในระยะเวลา 5 ปี หรือปี 2572-2573 รถฮอนด้าจะทยอยเปลี่ยนผ่านไปสู่รถอัจฉริยะที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนไฮบริดเจเนอเรชันใหม่มากขึ้น

ขณะที่แผนการลงทุนเพิ่มเติม ฮอนด้าเตรียมลงทุนสำหรับรถยนต์ 2 รุ่นใหม่ภายใต้เทคโนโลยีไฮบริดใหม่ ไว้ที่ 12,000 ล้านบาท โดยจะส่งผลให้ โรงงานผลิตรถยนต์ฮอนด้าที่ปราจีนบุรี มีศักยภาพการผลิต 8 รุ่น จากปัจจุบัน ผลิตได้ 6 รุ่น ด้วยกำลังผลิต 110,000 คันต่อปี และในปี 2572 เพิ่มขึ้นเป็นระดับ 150,000 คันต่อปี
เช่นเดียวกับยอดขายรถยนต์ฮอนด้า ที่ปีนี้คาดว่าจะมียอดขายที่ 73,000 คัน จากรถยนต์รวมจะอยู่ที่ 663,500 คัน
และในปี 2029 จะกลับไปอยู่ที่มากว่า 100,000 คันอย่างแน่นอน
“จากแผนธุรกิจข้างต้นถือเป็นการตอกย้ำว่า ฮอนด้าให้ความสำคัญกับประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิต แม้ต้องเผชิญทั้งการแข่งขันที่รุนแรงจากรถยนต์จีน และการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยี เงื่อนไขภาษีใหม่ และความผันผวนทางเศรษฐกิจก็ตาม”
สำหรับรถยนต์อีวี Honda Super-ONE มีราคาจำหน่ายที่ 990,000 บาท โดยมีจำนวนจำกัดในปีนี้อยู่ที่ 30 คัน เปิดให้ผู้ที่สนใจจอง ผ่านช่องทางออนไลน์ www.honda.co.th/e-quotation ในวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 – 17.00 น. วันเดียวเท่านั้น
