ที่ไหนมีตลาด ‘Honda’ ไปที่นั่น
หลังจากเข้ามารับหน้าที่คุมบังเหียน “ไทยฮอนด้า” ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา “มาซายูกิ ฮามามัตสึ” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ ฮอนด้า (Honda) เปิดเวทีให้สื่อมวลชนร่วมพูดคุยถึงแนวทางการขับเคลื่อนธุรกิจ ความชัดเจนการกำหนดทิศทางของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ในประเทศไทย
ซึ่ง “ฮามามัตสึ” ถือเป็นภารกิจหลัก ที่ได้รับการมอบหมายจากฮอนด้า มอเตอร์ มาเพื่อวางรากฐานขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า
“ใช่ครับ ผมต้องการมาทำตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าให้เกิดในประเทศไทย” จะเป็นอย่างไรไปติดตามกัน
ขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านยานยนต์ไฟฟ้า
“ฮามามัตสึ” อยู่กับฮอนด้า มอเตอร์มามากกว่า 32 ปี ก่อนเข้ามารับตำแหน่งแม่ทัพไทยฮอนด้า “ฮามามัตสึ” นั่งในตำแหน่งผู้ช่วยรองเจ้าหน้าที่บริหาร ประจำสำนักงานใหญ่ มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลธุรกิจรถจักรยานยนต์และผลิตภัณฑ์เครื่องยนต์อเนกประสงค์ รวมถึงขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อวางรากฐานนวัตกรรมแห่งอนาคตให้กับฮอนด้าในระดับโลก
เขายอมรับอย่างชัดเจนว่า “นี่คือ ภารกิจหลักในการเข้ามาขับเคลื่อน เพื่อทำให้ตลาดรถจักรยานยนต์อีวีฮอนด้าแจ้งเกิดในประเทศไทย”
พัฒนาโครงสร้าง คือโจทย์สำคัญ
มาตรการสนับสนุนและส่งเสริมรถจักรยานยนต์อีวี ที่รัฐบาลไทยมีการสนับสนุนให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงรถอีวีได้ง่าย และฮอนด้าต้องขอบคุณรัฐบาล
แต่โจทย์สำคัญวันนี้ หลายคนยังคิดไม่ตกว่าระหว่างตัวรถจักรยานยนต์อีวี และสถานีชาร์จไฟฟ้า สิ่งใดควรได้รับการสนับสนุนให้เกิดก่อน ไม่ต่างอะไรจากไก่กับไข่ อะไรควรเกิดก่อน
สิ่งที่รัฐบาลทำได้คือการสนับสนุนเพื่อให้ตลาดโต และเกิดความยั่งยืน นั่นคือการขยายโครงสร้างพื้นฐาน หรืออินฟราสตรักเจอร์ ฮอนด้าเองอยู่ระหว่างการหารือกับภาครัฐในการดำเนินการ
แต่ฮอนด้าเพียงค่ายเดียวไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ อาจจะต้องอาศัยความร่วมมือ ผ่านสมาคมผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ไทยด้วย ฮอนด้าเชื่อว่าอะไรที่เร่งดำเนินการให้โตเกินไปก็อาจจะส่งผลกระเทือนต่อลูกค้าเช่นเดียวกัน
ต้องผลิตแบตเตอรี่และมอเตอร์
“ฮามามัตสึ” ยอมรับกับ “NewsPulse” ว่า การสร้างให้ตลาดมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ไทยบูมขึ้นมาได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องผลิตแบตเตอรี่และมอเตอร์เอง การจะไปถึงตรงนั้นได้ต้องมีการผลิตในระดับ 2-3 แสนชุด/คัน หรือคันต่อปี ถือเป็นการบ้านที่ต้องทำงานอย่างหนักต่อไป
เหนือสิ่งอื่นใดฮอนด้ายังเชื่อว่า พื้นฐานการพัฒนารถจักรยานยนต์อีวีมีความแตกต่างจากรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) อย่างสิ้นเชิง อาจจะเกิดปัญหาไม่คาดคิดได้ ไทยฮอนด้ามีหลักการที่ยึดมั่นว่าถ้าผลิตรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยคือการผลิตให้กับผู้บริโภคชาวไทย โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ อีวี ฮอนด้าสามารถผลิตได้ตรงกับความต้องการใช้งาน เป็นสินค้าที่มีมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูง และยอมรับว่าประสบการณ์การผลิตรถอีวีของบริษัทมีเพียงไม่กี่ปี
ดังนั้นจำเป็นต้องเรียนรู้เพื่อหาความคุ้มค่าในการผลิต เรียนรู้ตลาด พฤติกรรมผู้ใช้งาน และความเหมาะสมต่าง ๆ เนื่องจากรถอีวีเป็นอะไรที่ค่อนข้างใหม่
โรงงานประเทศไทยเป็นฐานผลิตรถอีวี เพื่อคนไทย และเพื่อส่งออกด้วย
คาดขาย 10,000 คัน
ปัจจุบันไทยฮอนด้าจะมีการผลิต Honda UC3 และ CUV e: ในไทย โดยมีการนำเข้าแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้า
โดย 6 เดือนแรกมียอดขาย UC3 ไป 1,000 คัน ส่วน CUV e: ที่ทำตลาดในรูปแบบการเช่าซื้อที่ 800 คัน โดยคาดว่าจะมียอดเพิ่มเป็น 4,000 คันในปีนี้
ปี 2570 จะมียอดขายรถอีวีเป็น 10,000 คัน โดยมีแผนจะเปิดตัวรถอีวีรุ่นใหม่ Honda WN7 ในปีนี้ด้วย
ขยายเน็ตเวิร์ก EV 77 จังหวัด
ปัจจุบันฮอนด้านำเสนอรถอีวี 2 รูปแบบ คือ เทคโนโลยีสลับแบตเตอรี่ (SWAP) ในรุ่น CUV e: และเทคโนโลยีชาร์จ (FIX) ในรุ่น UC3 ส่วนเทคโนโลยีรูปแบบไหนจะตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้าชาวไทยต้องใช้เวลาศึกษาอีกพอสมควร
ส่วนสถานีชาร์จรถอีวีจะเปิดให้ครอบคลุม 77 จังหวัด ในปี 2570 จากปัจจุบันมีให้บริการใน 16 จังหวัด รวมแล้ว 200 หัวชาร์จ และไม่รวมจุดชาร์จที่ตัวแทนจำหน่ายที่ติดตั้งไว้ให้บริการ
ย้ำไทยยังผลิตจักรยานยนต์ EV
จากกระแสการย้ายฐานผลิตจักรยานยนต์อีวีจากไทยไปเวียดนามนั้น “ฮามามัตสึ” ยืนยัน หนักแน่นว่า “ที่ไหนมีตลาด ฮอนด้าก็จะไปที่นั่น” ไทยและเวียดนามเป็นตลาดสำคัญสำหรับฮอนด้า แต่บริษัทมีนโยบายแต่ละตลาดแตกต่างกัน ไม่ได้แยกว่าประเทศใดจะเป็นฐานผลิตอะไร
แต่ฮอนด้าดูความต้องการของลูกค้า เพื่อพยายามตอบสนองมากกว่า นี่คือ “หัวใจ” ของฮอนด้า อนาคตหากตลาดขยายตัวฮอนด้าก็จะลงทุนเพิ่มเพื่อเตรียมความพร้อม ปัจจุบันไทยยังคงเป็นฐานผลิตรถจักรยานยนต์อีวีเพื่อรองรับความต้องการภายในประเทศ
ที่ผ่านมาบริษัทได้มีการลงทุนขึ้นไลน์ประกอบรถจักรยานยนต์ EV และโรงงานยังมีความยืดหยุ่นเพื่อรองรับความต้องการ หากอนาคตตลาดรถจักรยานยนต์มีเพิ่มบริษัทก็จะยังคงพิจารณาการขยายการลงทุนต่อไป โรงงานของเรามีศักยภาพการผลิตที่ระดับ 1.7 ล้านคัน ยังเพียงพอ
สุดท้าย “ฮามามัตสึ” ย้ำว่า การสนับสนุนผ่านมาตรการส่งเสริมต่าง ๆ ของรัฐบาลไทยถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ทั้งนี้หากการสนับสนุนเกิดขึ้นเป็นช่วง ๆ หรือเพียงช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งเท่านั้นไม่น่าจะเกิดความยั่งยืน เท่ากับการสนับสนุนให้เกิดการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน นั่นถือเป็นความยั่งยืนมากที่สุด