มาเลเซีย ทุนชิปไหลเข้า-AI โตไว อานิสงส์จุดยืน ‘เป็นกลาง’
มาเลเซียขึ้นเด่นศูนย์กลางอุตสาหกรรมชิป ดาต้าเซ็นเตอร์ และ AI อานิสงส์จุดยืน ‘เป็นกลาง’ ในภาวะขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากจีนหลั่งไหลเข้ามามหาศาล ดัน GDP โตก้าวกระโดดแซงหน้าเพื่อนบ้าน
กลุ่มทุนจีนพุ่งเป้าให้ความสนใจกับแผนลงทุนก่อสร้างโรงงานเคมีในรัฐซาราวัก ซึ่งเป็นรัฐใหญ่ที่สุดในมาเลเซียบนชายฝั่งตอนเหนือของเกาะบอร์เนียว ล่าสุด โจเอล วิลเลียม ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม Medhini Group เริ่มเตรียมเดินหน้าศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการดังกล่าวให้กับนักลงทุนกลุ่มนี้เป็นที่เรียบร้อย
เมื่อสองปีก่อน ผู้ผลิตสารเคมีสำหรับอุตสาหกรรมชิปรายนี้ เคยวางแผนสร้างโรงงานในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในอิหร่าน ทำให้แผนการต้องหยุดชะงักลง ส่งผลให้โครงการนี้ถูกย้ายมายังมาเลเซียแทน
แรงดึงดูจากภาคอุตสาหกรรม ที่ตั้งและสภาพแวดล้อมทางการเมือง มาเลเซียถูกมองว่าเป็นประเทศที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพทางการเมือง และเป็นกลางในสมรภูมิความขัดแย้ง
“ลูกค้ากำลังเร่งขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า” ในขณะที่เม็ดเงินลงทุนหลั่งไหลเข้าสู่ภาคส่วนต่าง ๆ ตั้งแต่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไปจนถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์
วิลเลียม ผู้ก่อตั้ง Medhini Group Sdn. Bhd. บริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมกล่าวว่า
“มาเลเซียถูกมองว่าเป็นประเทศที่เป็นกลาง”
บลูมเบิร์กรายงานว่า โครงการลักษณะนี้เข้ามาต่อยอดกระแสเงินทุนมูลค่ากว่า 1.16 แสนล้านริงกิต หรือประมาณ 944,594 ล้านบาท ให้หลั่งไหลเข้าสู่รัฐซาราวักตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จนในปี 2025 พื้นที่นี้กลายเป็นหนึ่งในจุดศูย์กลางกระแสการลงทุนทั่วประเทศ
ถัดมาที่รัฐยะโฮร์ที่ตั้งอยู่บริเวณปลายสุดทางใต้ของคาบสมุทรมลายู ติดกับประเทศสิงคโปร์ ก็ดึงดูดกลุ่มนักพัฒนาศูนย์ข้อมูล (Data Center)
ในขณะที่ปีนัง รัฐเมืองท่า ศูนย์การค้า และแหล่งประมง ก็เริ่มขยับขยายกลายเป็นซิลิคอนแวลลีย์แห่งมาเลเซียในที่สุด เพราะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ ๆ เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมชิป โครงสร้างพื้นฐาน AI เข้ามาลงทุน ยกตัวอย่างเช่น
- Inari Amertron Berhad ธุรกิจตรวจสอบการทำงานของชิป
- ViTrox ผู้นำการผลิตระบบ Machine Vision (MVS) ที่ใช้เซ็นเซอร์ตรวจสอบคุณภาพการผลิตสินค้าในโรงงาน
- Pentamaster ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ และเครื่องจักรอัตโนมัติ ไปจนถึงตรวจสอบการทำงานของชิป
ซึ่งแม้ในช่วงแรก จะยังสู้จีนไม่ได้ เพราะจีนเป็นผู้เล่นสำคัญในธุรกิจการตรวจสอบชิป โดยครองส่วนแบ่งตลาดตรงนี้อยู่กว่า 38%
แต่พอเกิดสงครามการค้าขึ้นระหว่างสหรัฐ และจีน ทำให้มาเลเซียได้ประโยชน์มากขึ้น เพราะมีบริษัทต่าง ๆ กระจายความเสี่ยง มาตั้งโรงงานทดสอบชิปอย่างต่อเนื่อง
จนปัจจุบันมีบริษัทต่างชาติหลายแห่งในมาเลเซีย เช่น Micron Technology และ Texas Instruments จากสหรัฐ, Infineon Technologies จากเยอรมนี และอีกมากมาย
ส่งผลให้มาเลเซียกลายมาเป็นผู้ส่งออกชิปอันดับ 6 ของโลก และเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน รองจากสิงคโปร์เท่านั้น
ถึงตรงนี้ ‘ปีนัง’ กลายเป็นเครื่องจักรทำเงินให้มาเลเซียไปแล้ว โดยปัจจุบันปีนังมีรายได้จากภาคอุตสาหกรรมมากถึง 46% ของทั้งหมด
การก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการผลิต ชิป-AI ของมาเลเซีย ถือเป็นการพลิกฟื้นภาพลักษณ์ให้ประเทศ

หากย้อนกลับไปดูภาพลักษณ์ของมาเลเซียเมื่อหลายปีก่อน จะพบว่า มาเลเซียถูกจดจำในฐานะประเทศนักการเมืองฉ้อโกง จนเกิดคดีทุจริตและยักยอกเงินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์อย่าง 1MDB มากกว่าที่จะเป็นที่รู้จักในฐานะประเทศที่มีความโดดเด่นด้านอุตสาหกรรมที่ล้ำสมัย
แต่ปัจจุบันมาเลเซียเป็น 1 ใน 4 ผู้ส่งออกสุทธิฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI รายใหญ่ที่สุดของโลก ร่วมกับเกาหลีใต้ ไต้หวัน และไทย ตามข้อมูลกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์จากธนาคาร HSBC ชี้ว่า ตัวเลขการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ของมาเลเซียพุ่งสูงแตะระดับเกือบ 18% ของ GDP ประเทศ นับเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในโลก
ปัจจัยเหล่านี้ผลักดันให้เศรษฐกิจมาเลเซียในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวแรงถึง 5.8% แซงหน้าตัวเลขประเมินที่ 5.2% ด้วยแรงหนุนหลักจากอุปสงค์ในประเทศ การลงทุนด้าน AI และการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
ธนาคารใหญ่อย่าง JPMorgan Chase ถึงขั้นประกาศปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ของมาเลเซียในปี 2026 ขึ้นเป็น 5.3% ซึ่งสูงกว่าประเทศคู่แข่งส่วนใหญ่ในภูมิภาค
สถานะผู้ส่งออกพลังงานสุทธิยังช่วยเป็นเกราะกำบังเศรษฐกิจมาเลเซียจากภาวะราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียที่เผชิญปัญหาพื้นที่ทางการคลังหดตัว หรือฟิลิปปินส์ที่แบกรับต้นทุนพลังงานมหาศาล
นอกจากนี้ บริษัทเทคโนโลยีใหญ่หลายราย เช่น Infineon Technologies, Nvidia และ ByteDance ต่างนำเม็ดเงินหลายพันล้านดอลลาร์เข้ามาตั้งศูนย์กลางการผลิตชิปและขยายเครือข่ายประมวลผลคอมพิวเตอร์ โดยยอดอนุมัติการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งแต่ปี 2021 จนถึงครึ่งแรกของปี 2025 มีมูลค่าสูงถึง 1.444 แสนล้านริงกิต หรือประมาณ 1.08 ล้านล้านบาท
ตัวเลขจ้างงานเพิ่ม ท่องเที่ยวฟื้น
กระแสลงทุนด้านเทคโนโลยีส่งผลเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมอื่นอย่างชัดเจน Gamuda บริษัทก่อสร้างและวิศวกรรมยักษ์ใหญ่ มียอดสั่งซื้อทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 5.2 หมื่นล้านริงกิต หรือประมาณ 423,648 ล้านบาท เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา จากการรับเหมาสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ที่เข้ามาช่วยชดเชยความชะลอตัวในภาคอสังหาริมทรัพย์
มาเลเซียถูกจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันระดับโลก IMD ประจำปี 2026 ขยับขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 8 จากอันดับที่ 15 จาก 70 ประเทศทั่วโลก
ภาคบริการและการท่องเที่ยวก็เติบโตรับอานิสงส์เช่นกัน เนื่องจากช่วงครึ่งแรกของปี 2026 มาเลเซียต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติไปแล้วกว่า 21 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
จับตาเสถียรภาพการเมือง
แม้แนวโน้มเศรษฐกิจจะดำเนินไปในทิศทางบวก แต่นักลงทุนยังคงตั้งคำถามถึงความเสี่ยงทางการเมือง โดยเฉพาะความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งท้องถิ่นของพรรครัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม ทำให้เกิดข้อกังขาต่อเนื่องของนโยบายก่อนการเลือกตั้งปี 2028
นอกจากนี้ รัฐบาลต้องเผชิญแรงกดดันทางการคลัง นโยบายอุดหนุนเชื้อเพลิงเพื่อพยุงค่าครองชีพประชาชนอาจดึงงบประมาณสูงถึง 4 หมื่นล้านริงกิตในปี 2026 เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากงบฯที่ตั้งไว้ในปีนี้ และอาจเบียดบังเม็ดเงินที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
อย่างไรก็ตาม ค่าเงินริงกิตยังรักษาระดับได้อย่างมีเสถียรภาพ ขณะที่อัตราการว่างงานลดลงแตะระดับ 3% ซึ่งต่ำที่สุดในรอบทศวรรษ
ตัดภาพกลับมาที่บริษัท Medhini กรุ๊ป วิลเลียมจำเป็นต้องปฏิเสธงานลูกค้าไปหลายรายเพราะหาผู้จัดการโครงการมาทำงานไม่ทัน เขาวางแผนขยายทีมงานจาก 15 คน เป็น 80 คน เพื่อรองรับโครงการใหม่ที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำความสำเร็จของมาเลเซียในยุคทองแห่งการลงทุน