สรุปวิกฤต “ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ไบโพลาร์” รายย่อยล้างพอร์ต Leveraged ETFs พ่นพิษ บีบเทขาย 2 ล้านล้านวอน
ท่ามกลางภาวะบีบคั้นในสังคมอย่างสูง ชาวเกาหลีใต้ฝากความหวังลงทุนทุ่มสุดตัวกับหุ้นตัวท็อป แต่นักลงทุนรายย่อยต้องเผชิญความสูญเสียครั้งใหญ่ หลังจากหุ้นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ หรือแชโบล (Chaebol) ของประเทศอย่าง Samsung และ SK Hynix พลิกลดลงอย่างรุนแรง ทำให้เกิดการเทขายสุทธิ 2 ล้านล้านวอน สถานการณ์ตีแผ่ความเสี่ยงของกระแสการเก็งกำไรที่เคยช่วยหนุนให้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้กลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ร้อนแรงที่สุดในโลก จากต้นตอกองทุน ETF แบบมีเลเวอเรจ (Leveraged ETFs) ที่อิงหุ้นรายตัวซ้ำเติมความเสียหายให้หนักขึ้น จากกระแสความบ้าคลั่งหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI)
เว็บบอร์ดหรือห้องสนทนาของนักลงทุนในประเทศเกาหลีใต้เต็มไปด้วยเสียงคร่ำครวญ โดยเฉพาะหลังจากที่หุ้น SK Hynix ดิ่งลงอย่างหนักเป็นประวัติการณ์ในวันเดียว
“ฉันอยากย้อนเวลากลับไปก่อนที่จะเริ่มลงทุนในหุ้น เอาเงินฉันคืนมา” นักลงทุนรายหนึ่งเขียนระบาย
“พวกคุณตั้งใจจะฆ่ากันให้ตายเลยใช่ไหม” อีกคนกล่าว
สำหรับนักลงทุนรายย่อย ผลกระทบนั้นรุนแรงมาก “เงินเดือนทั้งปีหายไปในเวลาเพียงหนึ่งเดือน” พนักงานออฟฟิศวัย 36 ปี นามสกุลจองระบุ
ซิตี้ประเมินในบันทึกถึงนักลงทุนสถาบันเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า นักลงทุนรายย่อยชาวเกาหลีสูญเสียเงินประมาณ 38.7 พันล้านดอลลาร์ (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) จาก ETF ที่ใช้เลเวอเรจในช่วงเดือนที่ผ่านมา
ความสูญเสียดังกล่าวเพิ่มความไม่พอใจในหมู่นักลงทุนที่เข้ามาในตลาดในช่วงที่ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และทำให้เกิดการตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากขึ้นต่อเจ้าหน้าที่ที่นำผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมาใช้
กระแสความเชื่อมั่นอย่างท่วมท้นที่ทำให้หุ้นเกาหลีใต้เป็นหุ้นที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในโลกเมื่อต้นปีนี้กำลังจางหายไปอย่างรวดเร็ว นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามมากขึ้นเกี่ยวกับความคุ้มค่าของการลงทุนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามาในอุตสาหกรรมนี้ และยังระแวงเกี่ยวกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของคู่แข่งจากจีน ความกังวลทั้งหมดนี้จุดชนวนให้เกิด “ความตื่นตระหนก (Panic Selling) ผลักให้นักลงทุนรายย่อยขายหุ้นดัชนี KOSPI สุทธิ 2 ล้านล้านวอน (ราว 46,000 ล้านบาท) ในวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา
สะท้อนถึงภาวะที่กลุ่มรายย่อยในประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เงินกู้ยืมหรือผลิตภัณฑ์เลเวอเรจในการเก็งกำไร จำเป็นต้องรีบตัดขาดทุนหรือถูกบังคับขาย (Forced Selling) เพื่อหนีความเสี่ยงจากราคาหุ้นที่ดิ่งลงอย่างหนัก มากกว่าแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติในช่วงเวลานั้น
ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า ความบ้าคลั่งในการเก็งกำไรส่วนหนึ่งมีชนวนมาจากความวิตกกังวลทางสังคม โดย ชเว แจวอน ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล (SNU) กล่าวว่า เริ่มมีความตระหนักรู้มากขึ้นในสังคมว่า การยกระดับฐานะทางสังคมไม่สามารถทำได้อีกต่อไปแล้วผ่านช่องทางแบบเดิม ๆ นักลงทุนที่เคยเห็นคนอื่นรวยข้ามคืนจากคริปโตเคอร์เรนซี จึงหันมาใช้ช่องทางในตลาดหุ้นแทน โดยมองว่าเป็นทางลัดในการสร้างความมั่งคั่งอย่างรวดเร็ว
ต้นตอกองทุน ETFs แบบเลเวอเรจ
สาเหตุหลักมาจากการที่หน่วยงานกำกับดูแลตัดสินใจอนุมัติกองทุน Leveraged ETFs ที่อิงหุ้นรายตัวของ Samsung และ SK Hynix เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
ตามที่ได้มีการเปิดตัวกองทุนอีทีเอฟที่อิงหุ้นรายตัวแบบเลเวอเรจ (Single-stock leveraged Exchange Traded Funds : ETFs) เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ข้อมูลจากกลุ่มการเงิน KB Financial Group ระบุว่า ส่งผลให้นักลงทุนรายย่อยเกาหลีแห่เข้าไปซื้อสุทธิสูงถึง 14 ล้านล้านวอน (ประมาณ 9,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เทียบกับนักลงทุนต่างชาติที่ซื้อสุทธิราว 2 ล้านล้านวอน
กองทุนเลเวอเรจโตพุ่ง สินทรัพย์ใน ETF เลเวอเรจ 25 อันดับแรกของเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นเป็นราว 30% ในเดือนมิถุนายน จาก 15% เมื่อต้นปี 2026 ขณะที่ Oxford Economics ปรับลดมุมมองหุ้นเกาหลีใต้สู่ระดับกลาง
KB Financial ระบุว่า กองทุน ETF แบบมีเลเวอเรจมีลักษณะคล้ายคลึงกับเครื่องมือในการเก็งกำไรมากขึ้นเรื่อย ๆ
ผู้รับเคราะห์หลักจากวิกฤตครั้งนี้ คือรายย่อยในประเทศ ซึ่งนายจุง อินยุน จาก Fibonacci Asset Management เผยว่า นักลงทุนในประเทศคือกลุ่มที่แบกรับความเสียหายส่วนใหญ่
ไม่ใช่แค่นักลงทุนมือใหม่ ผู้ซื้อส่วนใหญ่คือวัย 40–50 ปี ที่มีความคุ้นเคยกับการใช้เลเวอเรจและการลงทุนในเทคโนโลยีแบบกระจุกตัว
กระแสการเก็งกำไรที่เคยช่วยหนุนให้ตลาดหุ้นเกาหลีกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ร้อนแรงที่สุดในโลก กลับทำให้นักลงทุนรายย่อยต้องแบกรับความเสียหายอย่างหนัก เนื่องจากดัชนี Kospi ของเกาหลีปรับฐานแรง ซึ่งนำโดยขาลงของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์
ตอกย้ำสถานการณ์ที่นักลงทุนรายย่อยในเกาหลีใต้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเป็นพิเศษ จากการลงทุนในกองทุนอีทีเอฟเลเวอเรจหุ้นรายตัว ซึ่งอิงอยู่กับหุ้นบริษัทผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่สองแห่ง ได้แก่ Samsung Electronics และ SK Hynix
ตามข้อมูลของ LSEG ระบุว่า กองทุน KODEX SK Hynix Single Stock Leverage ETF ร่วงลงมากกว่า 80% นับจากจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ซึ่งกองทุนนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาให้สร้างผลตอบแทนเป็นสองเท่าของการเคลื่อนไหวรายวันของหุ้น SK Hynix หมายความว่า หากหุ้น SK Hynix ในวันนั้นปรับตัวขึ้น 1% กองทุนนี้ควรจะขึ้น 2% แต่ในทางกลับกัน หากหุ้นร่วงลง 1% กองทุนก็จะขาดทุนถึง 2% เช่นกัน
จึงเป็นความเสี่ยงจากการทบต้นและความผันผวน เมื่อหุ้น SK Hynix เผชิญกับภาวะขาลงอย่างรุนแรงและผันผวนหนักตามดัชนีตลาดที่ดิ่งลง 35% กลไกเลเวอเรจแบบทวีคูณจึงกลายเป็นตัวเร่งความเสียหาย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้มูลค่าของกองทุนนี้ทรุดตัวลงอย่างรุนแรงถึงมากกว่า 80% นับจากจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ซึ่งสร้างความเสียหายมหาศาลให้กับนักลงทุนรายย่อยที่เข้าไปเก็งกำไรในจังหวะดังกล่าว
เอริค บัลชูนัส นักวิเคราะห์ ETF อาวุโสของบลูมเบิร์ก อีโคโนมิกส์ ตั้งข้อสังเกตว่า เกาหลีใต้ไม่เหมาะกับผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เนื่องจากหุ้นอ้างอิงมีสภาพคล่องต่ำกว่าหุ้นในตลาดขนาดใหญ่ ในสภาวะเช่นนี้ เขาเปรียบเทียบว่า หางสามารถกระดิกหัวสุนัขได้ง่ายกว่า ซึ่งหมายความว่า สิ่งเล็กน้อยหรือส่วนประกอบ กลับมีอำนาจควบคุมหรือสั่งการสิ่งใหญ่โตหรือส่วนหลักได้ง่ายดายยิ่งกว่าเดิม
สั่นคลอนทีมเศรษฐกิจ-รัฐมนตรีคลังขอโทษ
วิกฤตกองทุน ETFs ที่ใช้เลเวอเรจสร้างความกังวลให้กับทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้อี แจมยอง
เมื่อประธานาธิบดีอี แจมยอง เข้ารับตำแหน่งในเดือนมิถุนายน 2025 เขาให้สัญญาว่าจะยกระดับดัชนีมาตรฐานของเกาหลีไปที่ 5,000 ภายในหนึ่งปี ดัชนี KOSPI ก็บรรลุเป้าหมายนั้นและพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงจุดสูงสุดที่ 9,000 โดยได้รับแรงหนุนจากการบูมของเซมิคอนดักเตอร์และความคาดหวังในการปฏิรูปธรรมาภิบาลของบริษัท
เพียงไม่ถึงหนึ่งปีหลังจากการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี การพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นก็เริ่มสลายตัว ดัชนี KOSPI ร่วงลงมาอยู่ที่ประมาณ 5,000 จุด คราวนี้ท่ามกลางสถานการณ์ที่น่ากังวลยิ่งกว่าเดิมเพราะปรากฏว่า ผันผวนอย่างรุนแรง
ปัญหานี้สร้างความกดดันอย่างหนักต่อทีมงานด้านการเงินของรัฐบาลอี และมีเสียงเรียกร้องเพิ่มมากขึ้นให้ผู้กำหนดนโยบายระดับสูงลาออก เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่เห็นว่ามาตรการรับมือของรัฐบาลเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและไม่ใช่ทางออกที่แท้จริง
สาเหตุที่รัฐบาลเปิดกองทุน ETF ประเภทนี้เพื่อดึงดูดนักลงทุนรายย่อยชาวเกาหลีออกจากผลิตภัณฑ์ที่มีการใช้เลเวอเรจสูงซึ่งจดทะเบียนในฮ่องกง และเพื่อลดแรงกดดันต่ออัตราแลกเปลี่ยนเงินวอนเมื่อเทียบกับดอลลาร์
คิม ยง-บอม หัวหน้าคณะทำงานด้านนโยบายของประธานาธิบดี ซึ่งเป็นผู้สนับสนุน ETF ที่ใช้เลเวเรจตั้งแต่แรก ทำให้เกิดกระแสต่อต้านรุนแรงขึ้น เพราะเขาชี้ว่านักลงทุนรายย่อยมีส่วนรับผิดชอบต่อความผันผวนของตลาดด้วย อย่าโยนโทษให้กองทุนอย่างเดียว
“ETF ที่ใช้เลเวอเรจกับหุ้นรายตัวไม่ได้เป็นสาเหตุเดียวของความผันผวน” คิมกล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันอังคารในการแถลงข่าวระหว่างการเยือนบราซิลของอี “มันถูกขยายผลโดยลักษณะโครงสร้างของตลาด ซึ่งนักลงทุนรายย่อยซื้อขายกันอย่างคึกคัก”
สมาชิกสภาฝ่ายค้านฉวยโอกาสจากความปั่นป่วนของตลาด โดยชี้ว่าเป็นหลักฐานของความล้มเหลวในวงกว้างของทีมเศรษฐกิจรัฐบาล
“ก่อนรัฐบาลอี ตลาดหุ้นเกาหลีเคยประสบกับความผันผวนเช่นนี้มาก่อนหรือไม่ โดยมีการปรับโครงสร้างและตัดวงจรบ่อยครั้งเช่นนี้” นายจอง จองซิก หัวหน้าพรรคพลังประชาชน (PPP) กล่าว “ประธานาธิบดีอีต้องยกเครื่องทีมเศรษฐกิจใหม่ทั้งหมดทันที”
สส. อี มันฮี จากพรรค PPP ก็ได้เขียนข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า “ประชาชนต้องรับผิดชอบต่อการล่มสลายของตลาดหุ้นหรือ ?” เขากล่าวเสริมว่า คิม จองอุน ไม่ได้ไตร่ตรองถึงบทบาทของตนเองในฐานะผู้ควบคุมนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ตลาดที่ผิดปกติ
“รัฐบาลได้รับเครดิตเมื่อตลาดพุ่งสูงขึ้นหรือไม่ และประชาชนต้องรับผิดชอบเมื่อตลาดตกต่ำหรือไม่” สส. กล่าวต่อ “เป็นเรื่องปกติหรือไม่ที่ตลาดจะขึ้น ๆ ลง ๆ ทุกวัน เราไม่ต้องการข้าราชการที่โทษประชาชน ประธานาธิบดีอีควรปลดคิมออกจากตำแหน่งทันที”
ในการประชุมรัฐสภาเมื่อ 29 กรกฎาคม นายกู ยุน-ชอล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเกาหลีใต้ ขอโทษหลังจากมีเสียงเรียกร้องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลังจากมีการนำ ETF ที่ใช้เลเวอเรจกับหุ้นรายตัวมาใช้โดยไม่ได้พิจารณาอย่างรอบคอบ
นายอี อ็อก-วอน ประธานคณะกรรมการกำกับบริการทางการเงินของประเทศ กล่าวว่า หน่วยงานกำกับดูแลกำลังพิจารณาที่จะจำกัดการลงทุนจากรายย่อย ซึ่งอาจป้องกันไม่ให้นักลงทุนลงทุนในผลิตภัณฑ์ประเภทนี้เกิน 20% ของพอร์ตการลงทุน
ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ Seoul Economic Daily นายอีกล่าวต่อคณะกรรมการกิจการการเมืองของรัฐสภาในกรุงโซลว่า หากจำเป็น ก็มีวิธีที่จะเพิ่มข้อกำหนดการลงทุนให้ครอบคลุมนักลงทุนมืออาชีพ และกล่าวเสริมว่า หน่วยงานกำกับดูแลสามารถลดอัตราส่วนเลเวอเรจของผลิตภัณฑ์เลเวอเรจหุ้นรายตัวได้ หากมีการเตรียมร่างกฎหมายที่จำเป็นโดยฝ่ายนิติบัญญัติ
รัฐบาลยังกล่าวอีกว่าจะขออำนาจทางกฎหมายเพื่อนำมาตรการรักษาเสถียรภาพตลาดมาใช้ โดยจำลองมาจากฮ่องกง ภายใต้กรอบดังกล่าว หน่วยงานกำกับดูแลสามารถลดอัตราส่วนเลเวอเรจเพื่อตอบสนองต่อสภาวะตลาด โดยลดลงจากสองเท่าเหลือ 1.5 เท่า หรือแม้แต่หนึ่งเท่าในแต่ละวัน
คำเตือนจากแบงก์ชาติเกาหลี (BoK) ระบุว่า การลงทุนแบบใช้เลเวอเรจพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์จากเงินกู้มาร์จิ้น แม้จะไม่ส่งผลกระทบเชิงระบบต่อภาพรวมการเงิน แต่ความเสี่ยงคือเลเวอเรจจะยิ่งซ้ำเติมความผันผวนในช่วงที่ตลาดปรับฐาน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์กล่าวว่าทางออกพื้นฐานที่สามารถควบคุมความผันผวนและฟื้นฟูดัชนีที่ได้รับผลกระทบยังคงเป็นสิ่งที่ยากจะหาได้
“กองทุน ETF ที่ใช้เลเวอเรจยังคงเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่มีการซื้อขายมากที่สุดเมื่อพิจารณาจากมูลค่าการซื้อขาย” อี คยองมิน นักวิเคราะห์จาก Daishin Securities กล่าว “เราต้องรอดูว่าข้อกำหนดเงินฝากขั้นต่ำที่สูงขึ้น ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เมื่อ 31 กรกฎาคมจะช่วยลดความผันผวนได้หรือไม่”
บัลชูนัส นักวิเคราะห์ ETF อาวุโสจากบลูมเบิร์ก อีโคโนมิกส์ ยังแย้งอีกว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีการใช้เลเวอเรจเป็นเพียงกลไกหนึ่งที่นักลงทุนแสดงความต้องการอย่างล้นหลามต่อหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ มากกว่าจะเป็นสาเหตุพื้นฐานของการบูมหรือการลดลงในภายหลัง
“ไม่มีใครจะซื้อหางเว้นแต่พวกเขาต้องการหัวสุนัข” เขาเขียนบน X (เดิมคือ Twitter) เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม “ในกรณีนี้ ทุกคนต้องการลงทุนในหุ้นชิปหน่วยความจำพร้อมกันทั่วโลก เพราะ AI คือหัวใจสำคัญของเรื่องนี้”
ตลาดหุ้นไบโพลาร์
กระทั่งล่าสุด ตลาดหุ้นเกาหลีใต้พลิกตัวพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในวันที่ 31 กรกฎาคม ซึ่งถือเป็นจุดสิ้นสุดของเดือนแห่งความผันผวนอย่างหนัก ที่ตอกย้ำให้เห็นว่าตลาดหุ้นของประเทศผูกติดแน่นอยู่กับกระแสการค้าปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับโลกมากเพียงใด
ดัชนี KOSPI ทะยานขึ้น 14% ซึ่งส่งสัญญาณเตรียมทำสถิติพุ่งขึ้นในวันเดียวมากที่สุด ตามข้อมูลจาก LSEG ด้าน SK Hynix ฟื้นตัวทำสถิติเช่นเดียวกัน ขณะที่ Samsung Electronics พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง
“ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ซื้อขายราวกับว่ากำลังป่วยเป็นโรคไบโพลาร์ โดยเหวี่ยงจากความตื่นตระหนกไปสู่ความคลั่งไคล้เกือบจะชั่วข้ามคืน” จุง อินยุน จาก Fibonacci Asset Management กล่าว “การเคลื่อนไหวในวันนี้ดูเหมือนเป็นการพลิกกลับอย่างรุนแรงของการเทขายที่มีความหนาแน่นสูงมาก”
การฟื้นตัวดังกล่าวเกิดขึ้นตามหลังการพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งชั่วข้ามคืนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในสหรัฐ หลังจากผลประกอบการที่สดใสของ Microsoft, Amazon และ Meta ช่วยตอกย้ำความคาดหวังว่า การใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ยังคงมีความแข็งแกร่ง นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยังได้รับแรงหนุนเพิ่มเติม หลังจากเช แทวอน (Chey Tae-won) ประธานกลุ่ม SK เปิดเผยการเข้าซื้อหุ้น SK Hynix ซึ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้กับผู้ผลิตชิปหน่วยความจำที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรายนี้
จุงจาก Fibonacci Asset Management กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ดูเหมือนจะเป็นแรงขับเคลื่อนเบื้องหลังการพุ่งขึ้นในวันศุกร์ ขณะที่การซื้อคืนเพื่อปิดสถานะชอร์ต (Short-covering) และการปรับสมดุลทางกลไกของกองทุน ETF แบบมีเลเวอเรจ ที่ต้องปรับสัดส่วนการถือครองทรัพย์สินเมื่อตลาดมีความผันผวนสูง เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายของกองทุน เมื่อดัชนีปรับตัวขึ้น กลไกดังกล่าวจึงบังคับให้กองทุนต้องเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นการซ้ำเติมแรงซื้อให้ตลาดทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว
ข้อกำหนดการวางเงินสดมัดจำใหม่สำหรับนักลงทุนในกองทุน ETF แบบมีเลเวอเรจ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม อาจมีส่วนช่วยในการปรับเปลี่ยนสถานะการลงทุนเช่นกัน
เขากล่าวเสริมว่า “บททดสอบที่แท้จริงคือ แรงซื้อจากต่างชาติจะยังคงดำเนินต่อไปหรือไม่ หลังจากที่การซื้อคืนเพื่อปิดสถานะชอร์ต (Short-covering) ในวันนี้เริ่มซาลง หากแรงซื้อยังคงอยู่ ทำให้อาจพัฒนาไปสู่การฟื้นตัวที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น”
รอล์ฟ บัลก์ นักวิเคราะห์กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ จาก Futurum Group กล่าวว่า การพุ่งขึ้นรอบล่าสุดนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ปรับตัวดีขึ้นว่า วัฏจักรการลงทุนใน AI ยังคงไม่เสียหาย
บัลก์กล่าวเสริมว่า แรงบังคับขายที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ดูเหมือนจะสิ้นสุดลงเป็นส่วนใหญ่แล้ว
ความสูญเสียครั้งนี้ทำให้เห็นว่า วัฒนธรรมการลงทุนของนักลงทุนรายย่อยในเกาหลีใต้ เป็นตัวโหมกระพือความผันผวนในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ให้รุนแรงยิ่งขึ้น แม้บรรดานักวิเคราะห์จะยังคงเชื่อมั่นว่าแนวโน้มระยะยาวของผู้ผลิตชิ้นส่วนหน่วยความจำยังคงแข็งแกร่งก็ตาม
อ้างอิง :