เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ปิดจ็อบ ‘พระราม 2’ ลุยต่อขยายคู่ขนานลอยฟ้า เชื่อมมอเตอร์เวย์ใหม่-บูมทำเลทองบ้านหรู
Real Estate ปิดจ็อบ ‘พระราม 2’ ลุยต่อขยายคู่ขนานลอยฟ้า เชื่อมมอเตอร์เวย์ใหม่-บูมทำเลทองบ้านหรู
สื่อสารวิสัยทัศน์ไม่ชัด พนักงานก็หลงทาง (1)
Columns สื่อสารวิสัยทัศน์ไม่ชัด พนักงานก็หลงทาง (1)
ราคาทองคำประจำวันนี้ (15 ส.ค.) พุ่งขึ้น 400 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,550 บาท 
Finance ราคาทองคำประจำวันนี้ (15 ส.ค.) พุ่งขึ้น 400 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,550 บาท 
ถอดรหัส ลมใต้ปีกสีน้ำเงิน จัดทัพราชการ ปูทาง ‘ภูมิใจไทย’ อยู่ยาว
Politics ถอดรหัส ลมใต้ปีกสีน้ำเงิน จัดทัพราชการ ปูทาง ‘ภูมิใจไทย’ อยู่ยาว
จับตา 17 ส.ค. เวทีชี้ชะตา มอก.เหล็กใหม่ IF -EF ใครอยู่ใครไป
Economic จับตา 17 ส.ค. เวทีชี้ชะตา มอก.เหล็กใหม่ IF -EF ใครอยู่ใครไป
ปลด ‘สรณ’ ย้อนปมเก้าอี้เลขาฯ กสทช. ระส่ำ องค์กรรัฐแสนล้าน
Tech ปลด ‘สรณ’ ย้อนปมเก้าอี้เลขาฯ กสทช. ระส่ำ องค์กรรัฐแสนล้าน
ไทรอัมพ์ส่งเครื่องใหม่ ใช้ใน Moto2
Automotive ไทรอัมพ์ส่งเครื่องใหม่ ใช้ใน Moto2
ไม่เลิก-ไม่แก้สัญญาไฮสปีด รถไฟเจรจา CP ถอนหนังสือ
Real Estate ไม่เลิก-ไม่แก้สัญญาไฮสปีด รถไฟเจรจา CP ถอนหนังสือ
‘วิทัย’ ฝ่าเสียงวิจารณ์แก้เศรษฐกิจ คุมน็อนแบงก์-ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง
Finance ‘วิทัย’ ฝ่าเสียงวิจารณ์แก้เศรษฐกิจ คุมน็อนแบงก์-ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง
โตโยต้า-ฮอนด้า ออกโรงจี้รัฐ คลังรับลูกขึ้นภาษีรถ EV นำเข้า
Automotive โตโยต้า-ฮอนด้า ออกโรงจี้รัฐ คลังรับลูกขึ้นภาษีรถ EV นำเข้า
ดูทั้งหมด

‘เอเชีย’ กระทบหนักสุด อิหร่านปิดช่องแคบ ‘ฮอร์มุซ’

07 มี.ค. 2569 | 11:00น.
RC2HXJAESZWJ_RTRMADP
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ

ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งปะทุขึ้นอีกครั้งหลังจากอิสราเอลและสหรัฐอเมริกาจับมือกันถล่ม “อิหร่าน” ที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ และทำท่าจะลุกลามบานปลายเป็น “สงครามระดับภูมิภาค” เมื่ออิหร่านได้ขยายการโจมตีประเทศข้างเคียงหลายประเทศที่มีฐานทัพของสหรัฐอเมริกาตั้งอยู่ ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน เนื่องจากเป็น “แหล่งผลิตน้ำมันรายใหญ่” ของโลก

ยิ่งเมื่ออิหร่านประกาศ “ปิด” ช่องแคบฮอร์มุซ โดยขู่ว่าจะยิงเรือบรรทุกน้ำมันทุกลำที่ผ่านช่องแคบนี้ ยิ่งดันราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยาน โดยที่น้ำมันดิบเบรนต์ปรับขึ้นเกิน 83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากระดับ 60 กว่าดอลลาร์ในต้นเดือนมกราคม นักวิเคราะห์บางคนถึงกับประเมินว่ามีโอกาสที่ราคาน้ำมันจะพุ่งไปแตะ 100 ดอลลาร์

ทีมนักเศรษฐศาสตร์ของโนมูระชี้ว่า ราคาน้ำมันที่ถีบทะยานสร้าง “ปัญหาใหม่” ให้กับบรรดาธนาคารกลางทั่วโลก เพราะมันจะไปกระตุ้นเงินเฟ้อ ซึ่งจะสร้างความ “ยุ่งยากซับซ้อน” ให้กับการวางนโยบาย ว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถรักษาการเติบโตของเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการคุมเงินเฟ้อ

โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่ “พึ่งพาน้ำมัน” จากตะวันออกกลางในระดับสูง ส่งผลให้ธนาคารกลางเหล่านี้ต้องประเมินแนวทางดอกเบี้ยใหม่ สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะเป็นเหตุผลให้ธนาคารกลาง “ตรึง” ดอกเบี้ยเอาไว้ก่อนในช่วงนี้

นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารไอเอ็นจีระบุว่า ในส่วนของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เผชิญสภาพ “กลืนไม่เข้า คายไม่ออก” อย่างแท้จริง เพราะ “ติดอยู่ตรงกลาง” ระหว่างปัญหาเงินเฟ้อสูงและเศรษฐกิจเติบโตต่ำ ซึ่งต้องหาสมดุลอันบอบบางระหว่างการสู้กับเงินเฟ้อที่สูงอยู่แล้ว กับแนวโน้มเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง ที่เกิดจากการถูกสหรัฐอเมริกาเก็บภาษีศุลกากรสูง การจะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อจะทำได้ต่อเมื่อเศรษฐกิจยูโรโซนมีความยืดหยุ่นอย่างชัดเจนเท่านั้น

โดยปัจจุบันยุโรปต้องนำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมดเพื่อใช้ในประเทศ รวมถึงนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวในสัดส่วนที่มากพอสมควร ทำให้เพิ่มความเสี่ยงที่จะเผชิญวิกฤตที่เกิดจากความผันผวนรุนแรง (ช็อก) ทั้งด้านพลังงานและการค้า หรือ “ช็อกคู่”

“เจเน็ต เยลเลน” อดีตรัฐมนตรีคลังสหรัฐเตือนว่า การสู้รบในตะวันออกกลางจะกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐ และสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อ ดังนั้น มีแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะ “ตรึง” ดอกเบี้ย และ “ไม่เต็มใจ” จะลดดอกเบี้ยมากกว่าช่วงก่อนที่จะเกิดสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยปัจจุบันเงินเฟ้อเดือนมกราคมของสหรัฐอยู่ที่ 2.4% เกินเป้าหมายของเฟด และภาษีของทรัมป์อาจทำให้เงินเฟ้อตลอดปีของสหรัฐอยู่ที่ 3% เป็นอย่างน้อย

สำนักงานข้อมูลพลังงานแห่งสหรัฐอเมริการะบุว่า “เอเชีย” จะได้รับผลกระทบเป็นพิเศษจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพราะพลังงานที่ขนส่งผ่านช่องแคบนี้ส่วนใหญ่จะถูกส่งไปยังจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ขณะที่โกลด์แมนแซคส์ประเมินว่า ภายใต้สมมุติฐานที่ว่า มีการปิดช่องแคบ 6 สัปดาห์ และราคาน้ำมันขยับจาก 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปเป็น 85 ดอลลาร์ จะทำให้เงินเฟ้อเอเชียสูงขึ้นประมาณ 0.7% “คาดว่าเงินเฟ้อฟิลิปปินส์ ไทยจะเปราะบางที่สุด ขณะที่จีนจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย”

ด้าน ไมเคิล แวน นักวิเคราะห์เงินตราอาวุโส ธนาคารมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ เชื่อว่า หากราคาน้ำมันสูงเป็นเวลานาน อาจทำให้ธนาคารกลางของเอเชีย เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย หยุดการลดดอกเบี้ย ส่วนอินเดียและเกาหลีใต้จะคงดอกเบี้ยไว้ที่เดิมนานกว่า

“บีเอ็มไอ” เป็นบริษัทวิเคราะห์ความเสี่ยงระดับโลกในเครือ ฟิตช์ โซลูชั่นส์ ประเมินว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะทำให้ “เงินเฟ้อทั่วไป” ของเอเชียเพิ่มขึ้นประมาณ 0.27% โดยประเทศที่จะได้รับผลกระทบ “หนักสุด” คือ ไทย เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ เนื่องจากพลังงานมี “น้ำหนักสูง” ในการคำนวณเงินเฟ้อ

อย่างไรก็ตาม ในเวลานี้ส่วนใหญ่แล้วจะยังไม่มีการขึ้นดอกเบี้ย ยกเว้นเสียแต่ว่าราคาน้ำมันสูงเป็นเวลานาน และเริ่มเข้าไปมีผลต่อราคาอาหารและสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ จากการที่ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้น และคืบคลานเข้าไปในเงินเฟ้อพื้นฐานจนขยับขึ้น

นักเศรษฐศาสตร์ของโนมูระคาดว่า ประเทศในเอเชียจะใช้นโยบาย “การคลัง” เป็นอย่างแรกในการปกป้องผู้บริโภคจากปัญหาเงินเฟ้อ โดยอาจมีทั้งควบคุมราคา ให้เงินอุดหนุนมากขึ้น ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ลดภาษีนำเข้าน้ำมันดิบและน้ำมันกลั่น มาตรการเหล่านี้จะช่วยบรรเทาผลกระทบจากเงินเฟ้อได้บางส่วน แต่การให้ “เงินอุดหนุน” อาจสร้างความตึงเครียดมากขึ้นให้กับรัฐบาลที่มีงบประมาณขาดดุลตึงตัวอยู่แล้ว

ดังนั้น ก็ขึ้นกับนโยบายของแต่ละรัฐบาลว่าจะเลือกอะไร ระหว่าง “เงินเฟ้อสูง” กับการคลังที่แย่ลง

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็น “เส้นเลือดใหญ่” สำคัญของการค้าน้ำมันโลก มีน้ำมันถูกขนส่งผ่านช่องแคบนี้วันละประมาณ 13 ล้านบาร์เรล และยังเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบทางทะเลถึง 31% ของการขนส่งทางทะเลทั้งหมด นอกจากนี้ ประมาณ 20% ของก๊าซธรรมชาติเหลวทั่วโลกที่มาจากอ่าวเปอร์เซียก็ตกอยู่ในความเสี่ยง เนื่องจากต้องขนส่งผ่านฮอร์มุซเช่นกัน

โนมูระชี้ว่า ในเอเชียนั้น ไทย อินเดีย เกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์ มีความเปราะบางที่สุดต่อราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าสูง ขณะที่มาเลเซียค่อนข้างได้เปรียบ เพราะเป็นผู้ส่งออกพลังงาน

กรณีของไทยนั้นเป็นผู้ “สูญเสีย” ที่โดดเด่นที่สุดในแง่ของผลกระทบจากราคาน้ำมัน เพราะ “แรงกระทบ” จากภายนอกต่อไทยนั้นมี “ขนาดใหญ่” และฉับพลัน เพราะไทยเป็น “ผู้นำเข้าสุทธิ” น้ำมันรายใหญ่ที่สุดของเอเชีย ที่ระดับ 4.7% ของจีดีพี ราคาน้ำมันที่ขึ้นไปทุก 10% จะทำให้ “ดุลบัญชีเดินสะพัด” หดตัวลง 0.5% ของจีดีพี