Next Step ‘อิตาเลียนไทย’ ใต้ปีกมืออาชีพ-กอบกู้วิกฤตศรัทธา
หลังบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ยักษ์ใหญ่วงการรับเหมาก่อสร้าง เผชิญวิบากกรรม วิกฤตศรัทธานานร่วม 8 ปี
จากคดีเสือดำปี 2561 ต่อเนื่องมาถึงมรสุมสภาพคล่อง พิษเครนถล่มซ้ำในไซต์ก่อสร้างโครงการทางด่วนพระราม 3-ดาวคะนอง, มอเตอร์เวย์ M82, รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน รวมถึงตึก สตง.ถล่ม
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกจังหวะได้กลายเป็น “จุดหักเห-สร้างความสั่นคลอน” ให้อิตาเลียนไทยไม่น้อย จากบิ๊กรับเหมาที่มีอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ สร้างตำนานการก่อสร้างโครงการระดับประเทศมาร่วม 68 ปี วันนี้อิตาเลียนไทยกำลังถึงยุคเปลี่ยนผ่าน
เร่งฟื้นความเชื่อมั่น-กอบกู้แบรนด์
หลัง “เปรมชัย กรรณสูต” เผชิญวิกฤตก็ได้เริ่มส่งไม้ต่อ “ธรณิศ กรรณสูต” ลูกชายคนเล็ก คุมบังเหียนแทน โดยมีมืออาชีพที่ร่วมงานกับบริษัทมานานเป็นพี่เลี้ยง รวมถึง “สุเมธ สุรบถโสภณ” รองประธานบริหารอาวุโส ลูกหม้อที่ทำงานกับอิตาเลียนไทยมา 38 ปี ตั้งแต่ยุค “นพ.ชัยยุทธ”
“อิตาเลียนไทยเราทำแต่งาน หลายปีที่ผ่านมาประสบกับปัญหาชีวิตเยอะหน่อย ก็ค่อย ๆ แก้ มีสิ่งที่บกพร่องบ้าง ไม่ดีบ้าง เราตั้งใจทำให้มันดี ถึงเสียชื่อไปบ้างก็พยายามกอบกู้กลับมา ยอมรับว่าภาพพจน์บริษัทช่วง 2-3 ปีนี้แย่จริง ๆ” สุเมธเปิดใจ
พร้อมเล่าว่า สถานการณ์ปัญหาของบริษัทเกิดจากสภาพคล่องด้านการเงิน ช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ลงทุนไปมากทั้งเครื่องจักรและคน เพื่อเตรียมพร้อมรับงานใหม่และออกไปรับงานต่างประเทศค่อนข้างมาก เช่น พม่า บังกลาเทศ อินเดีย แต่หลังเศรษฐกิจไม่ค่อยดีทำให้ผู้รับเหมามีปัญหา
แบ็กล็อกเหลือแสนล้าน-งดรับงาน ตปท.
“สุเมธ” กล่าวว่า เมื่อบริษัทประมูลงานได้แบงก์จะตรวจเข้ม ขณะที่บริษัทก็พยายามควบคุมค่าใช้จ่าย ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น งานใหม่ที่เข้ามาตั้งแต่ปี 2568 แบงก์จะมาช่วยเสริมสภาพคล่องด้านเงินสด เพื่อให้งานใหม่ไปได้ ส่วนงานเก่าก็แก้ปัญหาและทำให้จบ เราคาดหวังจะกลับมาเข้มแข็งหลังเหมืองแร่โพแทส จ.อุดรธานีเริ่มโอเปอเรตใน 3-5 ปีนี้ ซึ่งจะเป็นแหล่งรายได้และนำกำไรกลับมาฟื้นฟูอิตาเลียนไทย คาดว่าใช้เวลา 3-5 ปีกว่าจะกลับมาเข้มแข็ง
ปัจจุบันรายได้ของอิตาเลียนไทยโดย 75% มาจากโครงการภาครัฐ และ 25% เป็นงานโครงการของเอกชน แต่เนื่องจากงานโครงการรัฐเปิดประมูลน้อย ทำให้หลายปีมานี้รายได้บริษัทลดลงอย่างต่อเนื่อง โดย 6 เดือนแรกของปี 2569 มีรายได้รวม 16,704 ล้านบาท และมีงานในมือ 119,879 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นโครงการรัฐและโครงการภายในประเทศ
เนื่องจากบริษัทไม่ได้ออกไปรับงานต่างประเทศแล้ว ทั้งอินเดีย บังกลาเทศ ฟิลิปปินส์ จากเดิมมีรายได้ปีละ 10,000 ล้านบาท จากบริษัท ITD Cementation India ที่ถือหุ้น 40% แต่ด้วยสถานการณ์การเงินทำให้ต้องตัดขายทรัพย์สิน รวมถึงบริษัทนี้ด้วย เป็นไปตามที่แบงก์เจ้าหนี้ให้ดำเนินการ และให้เน้นทำงานในประเทศ แต่ปัจจุบันงานในประเทศไม่ค่อยออก ตั้งแต่สมัยรัฐบาลประยุทธ์ มีแต่โครงการในแผนงาน มีโครงการขนาดใหญ่แค่รถไฟไทย-จีน ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา
“รถไฟไทย-จีน ทำให้ที่ผ่านมาผู้รับเหมาจีนเข้ามารับงานในประเทศมากขึ้นและเสนอราคาค่อนข้างต่ำ เราได้ร่วมกับผู้รับเหมาจีน เพราะอยากทำรถไฟความเร็วสูง ส่วนเขาอยากทำตึก จึงร่วมกันก่อสร้างรถไฟไทย-จีน สัญญา 3-1 ช่วงแก่งคอย-กลางดง และปางอโศก-บันไดม้า และสัญญา 3-4 ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และกุดจิก-โคกกรวด เพื่อเรียนรู้โนว์ฮาว ซึ่งจีนเคยทำรถไฟความเร็วสูงที่ลาว ขณะที่จีนได้สร้างตึก สตง.”
เปลี่ยนไมนด์เซตการทำงานใหม่
“สุเมธ” เล่าถึงความคืบหน้ากรณีตึก สตง.ถล่มจากแผ่นดินไหว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และกระบวนการฟ้องร้อง ทั้งผู้ออกแบบ ผู้ควบคุมงาน และผู้รับเหมา จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ถือว่าเป็นความโชคร้ายซ้ำซ้อนของบริษัทและเสียชื่อเสียง ล่าสุดทางสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทำหนังสือถึงบริษัทขอยกเลิกสัญญาหลังสัญญาสิ้นสุด 30 มิถุนายน 2569 และแจ้งเป็นผู้ละทิ้งงาน บริษัทอยู่ระหว่างทำหนังสือชี้แจง
ส่วนอุบัติเหตุไซต์รถไฟไทย-จีน สัญญา 3-4 และทางยกระดับพระราม 2 หรือมอเตอร์เวย์ M82 ตอน 7 เกิดขึ้นจากคน เป็นความบกพร่องและไมนด์เซตในการทำงานที่ต้องปรับปรุง ส่วนงานก่อสร้างที่เหลือบริษัทเปลี่ยนทีมใหม่เพื่อให้โครงการก่อสร้างจบ ซึ่งทางยกระดับพระราม 2 ก่อสร้างเสร็จวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา
“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถามว่าบริษัทแย่หรือไม่ ไม่ใช่ ยืนยันระบบเราดี มีความปลอดภัยตามที่กฎหมายบังคับ และมีคณะกรรมการกลางความปลอดภัยมาตรวจสอบ แต่อาจจะเป็นเรื่องไมนด์เซตการทำงาน เราได้จ้างบริษัทลูกของ ปตท.มาเทรนเรื่องเซฟตี้ การฝึกไมนด์เซตให้กับผู้บริหารโครงการและวิศวกร ซึ่งการทำงานต้องเซฟตี้ อย่าทำงานเพราะความเคยชิน และต้องทำงานระมัดระวังมากขึ้น หลังรัฐออกประกาศใหม่มีการประเมินผลผู้รับเหมา”
ลุยประมูลงานใหม่
สำหรับทิศทางการรับงาน “สุเมธ” บอกว่า สนใจเข้าร่วมประมูลโครงการขนาดใหญ่ อาทิ รถไฟทางคู่ภาคใต้ 3 เส้นทาง รถไฟไทย-จีน เฟส 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย แต่คงไม่ใช่ทุกโครงการ รับตั้งแต่ 300-500 ล้านบาท และเลือกรับงานที่ถนัด ไม่รับงานคลุมเครือ ผู้ว่าจ้างไม่ชัดเจน หรือมีปัญหาส่งมอบพื้นที่ งานเอกชนจะดูเงื่อนไข ไม่ได้เข้าทุกเซ็กเมนต์ เข้าเฉพาะบริษัทใหญ่ ๆ ก่อนหน้านี้อาจจะเลือกไม่ได้ แต่ตอนนี้มีแบงก์มาช่วยกรองการรับงาน ถือว่าโชคดีบนความโชคร้าย เพราะเราไม่ได้เป็นบริษัทเดียว ยังมีรับเหมาอีกกว่า 10 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ประสบปัญหา
“ศักยภาพการรับงานตอนนี้เราไม่มีปัญหา แบงก์ซัพพอร์ตหมด จากเมื่อก่อนรับหมดทุกโครงการ ต่อไปเลือกมากขึ้น และไม่จำเป็นต้องจอยต์เวนเจอร์กับผู้รับเหมารายอื่น มองว่าไม่ได้ช่วยด้านภาพลักษณ์ ส่วนเรื่องภาพลักษณ์ต้องคุยกัน ทำความเข้าใจกับเจ้าของโครงการ ที่ผ่านมาได้ชี้แจงโดยตรง ยืนยันไม่มีบริษัทไหนทำโครงการขนาดใหญ่ของประเทศมากเท่าอิตาเลียนไทย
“สุเมธ” กล่าวว่า ปัญหาของธุรกิจรับเหมาในปัจจุบันคือ ต้นทุนสูงขึ้นจากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง ทำให้ราคาเหล็กและคอนกรีตปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ราคากลางของภาครัฐยังเท่าเดิม มีหลายโครงการที่ผู้รับเหมาไม่ยืนราคา แม้เซ็นสัญญาไปแล้ว นอกจากนี้งานภาครัฐไม่ค่อยออกเป็นปีแล้ว ทำให้ไม่มีปัญหาแรงงานเหมือนช่วงงานก่อสร้างที่ออกมาจำนวนมาก แต่มีขาดบ้างหลังแรงงานกัมพูชากลับประเทศ แต่ไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่ เพราะตลาดประมูลงานลดลง
“เรามีแรงงาน 19,000 คน ลดลงตามสภาพงาน มีวิศวกร 1,700 คนมากที่สุดในประเทศไทย ส่วนพนักงานมี 4,000-5,000 คน ที่ผ่านมามีปรับขนาดองค์กรไปบ้าง ขณะที่โครงการที่ทำรายได้ให้บริษัทในขณะนี้มีทางด่วนจตุโชติ-ลำลูกกา ท่าเรือมาบตาพุด สนามบินอู่ตะเภา สะพานเกียกกาย สัญญา 2-3 จะเสร็จปี 2570 ส่วนโครงการอยู่ระหว่างการก่อสร้างมีรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ 3 สัญญา งานเอกชนมีนิคมอุตสาหกรรมอารยะ”
หนี้โปรเจ็กต์ทวาย 8 พันล้านรอทุนใหม่
สำหรับโปรเจ็กต์ทวายซึ่งเคยเป็นโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ของอิตาเลียนไทย “สุเมธ” อัพเดตว่า ขณะนี้โครงการได้ชะลอไว้ก่อน เนื่องจากปัญหาการเมืองภายในประเทศพม่าและนโยบายที่เปลี่ยนแปลงไปหลังเซ็นสัญญาโครงการ ไม่ได้เกิดจากเราทำผิดสัญญา เพราะต้องมีการเช่าที่ดินให้เป็นกรรมสิทธิ์เราก่อนถึงจ่ายค่าสัมปทานให้กับรัฐ และในสัญญาระบุถ้ารัฐบาลพม่ามีผู้ลงทุนใหม่เข้ามา ผู้ลงทุนใหม่จะต้องใช้หนี้ให้เราจากที่ลงทุนก่อสร้างไปประมาณ 8,000 ล้านบาท
“โครงการทวายเราอาจใจกล้าไปหน่อย จริง ๆ โครงการนี้มันต้องดำเนินการไปร่วมกับรัฐบาล แต่ช่วงเวลานั้น คุณเปรมชัยมีความมั่นใจค่อนข้างมาก จึงตัดสินใจเข้าไปดำเนินการเพียงลำพัง ตอนหลังรัฐบาลได้เข้าไปช่วยทำให้เกิดไตรภาคี ปัจจุบันเรื่องก็ยังค้างกันอยู่ ตอนนี้เกิดสงครามภายในพม่าคงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ แต่เรารอไม่ได้ เลยยิ่งอ่อนแอไปใหญ่”
“สุเมธ” ย้ำว่า การที่บริษัทอ่อนแอมาจากหลายสาเหตุ ทั้งไปลงทุนที่ต่างประเทศมากเกินไป ไม่เกิดรายได้และหลายโครงการไม่ประสบความสำเร็จ ขณะที่ในประเทศก็เฟลหลายโครงการ แต่ไม่ใช่สาเหตุหลักทำให้บริษัทอ่อนแอขนาดนี้ มีหลายอย่างที่ถาโถม งานภาครัฐก็ไม่ค่อยออก ลงทุนมาก คาดการณ์ผิด จึงเกิดสภาพอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
นอกจากภารกิจพลิกฟื้นความเชื่อมั่น “สุเมธ” เล่าว่า บริษัทได้นำบิ๊กดาต้าและเทโนโลยีด้านเอไอเข้ามาใช้ในการทำงานของบริษัทด้วย หลังเริ่มทำมา 3 ปีจะแล้วเสร็จและทดลองใช้สิ้นปีนี้ เพื่อช่วยให้การทำงานของบริษัททันสมัย วิเคราะห์ต้นทุนการก่อสร้างที่ไม่มีความซ้ำซ้อน